โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รำลึก อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (3) กองทัพ สงคราม และสังคม | สุรชาติ บำรุงสุข

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ก.ย 2566 เวลา 11.56 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2566 เวลา 11.54 น.

“กองทัพประจำการแรกในยุโรปเกิดขึ้นจากสิทธิพิเศษของกษัตริย์ในการทำสงคราม”
Otto Hintze
นักประวัติศาสตร์การเมืองชาวเยอรมัน

น่าสนใจอย่างมากว่า เมื่อสงครามและสังคมมีพัฒนาการอย่างมากจนมีสถานะเป็น “สงครามสมัยใหม่” อย่างเต็มรูปแล้ว คำถามของอาจารย์นิธิว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” จึงเป็นประเด็นของการถกแถลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลของการขยายบทบาทของกองทัพในสังคม ทำให้นักวิชาการบางส่วนมองว่า สังคมกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ของ “ลัทธิเสนานิยม” (Militarism) ที่มีนัยถึงระบอบการปกครองที่สนับสนุนบทบาทของทหารในสังคม พร้อมกับการสนับสนุนแนวคิดในแบบ “นิยมสงคราม” ที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจอย่างหนักให้แก่สังคม ด้วยการที่ต้องแบกรับปัญหาทางการเงินในการสร้างกองทัพ

นอกจากนี้ ลัทธิเสนานิยมอาจเป็นไปอย่างสุดโต่งด้วยความเชื่อว่า สงครามเป็นเครื่องมือของการสร้าง “พลังทางศีลธรรม” ของสังคม หรือในอีกมุมหนึ่งคือ ความเชื่อว่าสงครามเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดของรัฐในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เป็นต้น

กองทัพกับสังคม

สังคมในอดีตอาจไม่ได้สนใจกองทัพในมิติทางสังคมศาสตร์มากนัก ความสนใจหลักเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์และยุทธวิธีการรบ ตลอดรวมถึงการจัดองค์กรกองทัพเพื่อเตรียมรับการสงคราม จนกระทั่งการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่อันเป็นผลจากการสิ้นสุดของสงครามสามสิบปีในปี 1648 สังคมจึงเริ่มมีความสนใจกองทัพนอกเหนือจากความสนใจในมิติทางทหาร

ในการปฏิวัติใหญ่ของอังกฤษหรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์” (The Glorious Revolution) ในปี 1688 นั้น มีความพยายามที่กล่าวโยงประเด็นในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมือง และอาจถือเป็นยุคแรกของการมองปัญหาบทบาททางการเมืองของกองทัพในรัฐสมัยใหม่ เพราะแต่เดิมแทบไม่เคยมีมุมมองเช่นนี้มาก่อน อันนำไปสู่ข้อสรุปว่า การกล่าวว่ารัฐอังกฤษสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นบนหลักการที่พลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพในกิจการภายในของรัฐ

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหลักการพื้นฐานของ “ลัทธิเสรีนิยมสมัยใหม่” ที่เป็นส่วนสำคัญของการสร้าง “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” ที่ไม่เพียงแต่มีทัศนะในการต่อต้านลัทธิเสนานิยมเท่านั้น หากแต่มีความพยายามที่จะสร้างอำนาจของฝ่ายพลเรือนในการเมืองของรัฐ หรืออาจเรียกด้วยภาษาทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ถึงการสร้างแนวคิดชุดนี้คือ “การควบคุมโดยพลเรือน” (civilian control) ซึ่งมีนัยว่ารัฐบาลพลเรือนเป็นผู้กำหนดนโยบายของรัฐ และกองทัพมีสถานะเป็นเครื่องมือในนโยบายที่ถูกกำหนดขึ้นนี้

หรืออาจกล่าวได้ว่า กระบวนการทางการเมืองของรัฐดำเนินการโดยรัฐบาลพลเรือน ไม่ใช่โดยกองทัพ

ผลงานทางความคิดที่ออกเผยแพร่ในสังคมอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 มีความชัดเจน ที่บรรดานักคิดหลายคนจะมองว่า การดำรงอยู่ของกองทัพประจำการเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการจัดตั้ง “รัฐบาลเสรี” ของอังกฤษ หรือมองว่ากองทัพอาจเป็นปัจจัยขัดขวาง “ลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม” ของประเทศ หรือมีงานที่แสดงถึงความกังวลต่อการมีกองทัพในระบบการเมืองของประเทศ ซึ่งน่าสนใจว่านักคิดอย่างในอังกฤษเริ่มมองถึงบทบาทของกองทัพกับการเมืองที่อาจเป็นผลลบมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิดของการควบคุมโดยพลเรือน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตยสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องยอมรับว่าคนในยุคปัจจุบันเปิดประเด็นถกแถลงในเรื่องนี้หลังจากแซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้นำเสนอแนวคิดนี้ในผลงานเล่มสำคัญของเขาเรื่อง “ทหารกับรัฐ” (The Soldier and the State) ที่ออกเผยแพร่ในปี 1957 รวมถึงผลงานของนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันอีกคนคือ มอร์ริส จาโนวิตซ์ (Morris Janowitz) เรื่อง “ทหารอาชีพ” (The Professional Soldier) ออกเผยแพร่ในปี 1961 ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าผลงานวิชาการในปี 1697 ในอังกฤษได้กล่าวถึงประเด็นเช่นนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งแนวคิดดังกล่าวอาจสอดรับกับการประกาศการรับรองสิทธิทางการเมืองภายในรัฐ หรือ “The Bill of Rights” ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในปี 1689

นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังปรากฏชัดใน “คำประกาศเอกราชของชาวอเมริกัน” (The American Declaration of Independence) และหลังการปฏิวัติอเมริกันแล้ว แนวคิดเรื่องของการควบคุมโดยพลเรือนเป็นองค์ประกอบสำคัญในรัฐธรรมนูญอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด และทำให้เกิดข้อสรุปจากประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศตะวันตกว่า

การที่กองทัพ “ยอม” อยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนนั้น เป็นผลผลิตจากพัฒนาการของประวัติศาสตร์ และการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ

รัฐบาลเสรี vs กองทัพ

ความพยายามเช่นนี้จึงนำไปสู่การกำหนดและ/หรือจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐบาลเสรีกับกองทัพ” ให้อยู่ในกรอบที่กองทัพจะไม่เป็นปัจจัยในการทำลายความเป็นเสรีของรัฐบาล เนื่องจากการกำเนิดของ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ในระบบการเมืองยุโรปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดคู่ขนานกับการขยายกองทัพ อันเป็นผลจากการมาของสงครามสมัยใหม่ และทำให้กษัตริย์ยุโรปมีอำนาจในการควบคุมรัฐสภามากขึ้น

นักคิดหลายคนจึงเสนอให้ลดความเป็นอิสระของกองทัพ หรือเสนอให้แยกอำนาจในการควบคุมกองทัพออก แต่ความสำเร็จในขณะนั้นเป็นไปได้ยาก เช่น ปัญหาในฝรั่งเศส หรือในยุโรปกลาง เป็นต้น

แม้กระทั่งนักคิดทางทหารอย่างเคลาซวิตซ์เอง ก็เสนอว่าสงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือในความหมายว่า “สงครามคือความต่อเนื่องทางการเมืองด้วยวิธีการอื่น” ซึ่งมีนัยโดยตรงว่า รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมกองทัพในการทำสงคราม และสงครามนี้จะต้องตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของรัฐ ไม่ใช่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ทางทหารของกองทัพ ความคิดทางการเมืองในสำนักนี้จึงหมายถึงภาวะที่กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล และสงครามดำเนินไปด้วยวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด

ว่าที่จริงแล้ว ปัญหาขององค์กรทหารในสังคมคือ ความขัดแย้งระหว่าง 2 แนวคิดของระบบการเมืองที่วางอยู่บนรากฐานของการให้คุณค่าที่แตกต่างกันระหว่าง “ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน” กับ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ซึ่งหากเป็นในโลกสมัยใหม่แล้ว ก็คือความขัดแย้งระหว่าง “ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม” นั่นเอง ด้วยสภาวะความขัดแย้งเช่นนี้ เราจึงเห็นถึงพัฒนาการอย่างสำคัญที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษและอเมริกันในศตวรรษที่ 18 ซึ่งได้เกิดความพยายามในการควบคุมกองทัพ และไม่ต้องการให้กองทัพเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันรัฐสภา อันเป็นผลของความกลัวต่อการปกครองในแบบ “จอมเผด็จการ” (หรือในความหมายทางการเมืองคือ ทรราช)

ที่อำนาจทางการเมืองรวมศูนย์อยู่ในมือของคนๆ เดียว โดยเฉพาะอำนาจในการควบคุมกองทัพ

ข้อถกแถลงเรื่องของความพยายามในการควบคุมกองทัพจึงเป็นประวัติศาสตร์ทางความคิดอย่างยาวนาน และข้อถกแถลงดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 และยังต่อสู้ทางความคิดต่อเนื่องมาในศตวรรษที่ 19 ทั้งยังดึงเอานักคิดในสาขาอื่นๆ ให้เข้าร่วมในการเสนอ เช่น อองรี เดอ แซงต์-ซิมง นักเศรษฐศาสตร์สังคมนิยมชาวฝรั่งเศส นำเสนอว่า ปัญหาขององค์กรทหารในสังคมจะสิ้นสุดลง ถ้ารัฐมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการค้าที่สูงมากขึ้น อันเป็นต้นทางทางความคิดของกลุ่มคนที่เชื่อว่า ความก้าวหน้าของสังคมทั้งทางอุตสาหกรรมและการค้า จะช่วยขจัดปัญหาของกองทัพที่ดำรงอยู่ในสังคมก่อนหน้านี้ให้หมดไป

นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษส่วนหนึ่งในยุคนั้นก็มีความคิดไม่ต่างกัน คือเชื่อว่า “การค้าเสรีและการพัฒนาเศรษฐกิจ” จะเป็นปัจจัยในการแก้ปัญหากองทัพในสังคม และปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวต่อต้านสงคราม และทำให้คนในสังคมไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐจะใช้งบประมาณทหารเป็นจำนวนมาก

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะทำให้กองทัพไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองแบบเสรีนิยม จนนักคิดบางคนในยุโรปกลางถึงกับนำเสนอแนวคิดว่า ปัญหากองทัพในสังคมสามารถแก้ไขได้ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กระแสต้านทหาร

จากที่กล่าวในข้างต้น จะเห็นได้ว่าแนวคิดในการ “ควบคุมโดยพลเรือน” เป็นข้อถกแถลงในทางวิชาการมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองของโลกตะวันตก ซึ่งน่าสนใจอย่างมากว่า แนวคิดของนักคิดในยุคดังกล่าวยังมีอิทธิพลอยู่มากในปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนาทางความคิดเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจาก “การต่อต้านทหาร” ในสังคม อันหมายถึงกระแส “การต่อต้านลัทธิเสนานิยม” (Anti-Militarism) ที่เป็นผลของการขยายกองทัพสมัยใหม่ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้นักคิดหลายส่วนพยายามนำเสนอแนวคิดและทฤษฎี เพื่อที่การดำรงอยู่ของกองทัพไม่เป็นปัญหาต่อสถาบันทางการเมืองที่เป็นเสรีนิยม

อันอาจกล่าวได้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรัฐนั้น เป็นปัญหาระหว่าง “ระบบผู้แทนแบบเสรีนิยม” กับ “อำนาจของกองทัพ” ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ทำให้คำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” กลายเป็นข้อถกแถลงอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักคิดตะวันตกนั้น พวกเขากังวลอย่างมากว่า การขยายกองทัพที่เกิดขึ้น ไม่เพียงทำให้กองทัพมีอำนาจมากเท่านั้น หากยังทำให้กองทัพกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีอานุภาพในการปราบปรามกับฝ่ายตรงข้าม

ซึ่งหากกองทัพต้องตกไปอยู่ในอำนาจการควบคุมของผู้นำที่เป็นเผด็จการแล้ว การสร้างสถาบันการเมืองที่เป็นเสรีนิยม จึงเป็นไปได้ยากมาก

ปัญหาดังกล่าวยังอาจนำไปสู่การเกิด “ลัทธิเสนานิยม” ที่เบี่ยงเบนอุดมคติของการสร้างสังคมสมัยใหม่ที่ต้องให้ความสำคัญกับ “การค้าเสรีและการพัฒนาเศรษฐกิจ” แต่หันไปสู่การขยายจักรวรรดิ และขยายกองทัพ หรือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปร คือ การสร้างจักรวรรดิและการสร้างรัฐเสนานิยม ซึ่งทำให้เกิดสมมุติฐานสำคัญของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy) ว่า ลัทธิเสนานิยมคือรากฐานของลัทธิจักรวรรดินิยม และกองทัพซึ่งเป็นแกนกลางของลัทธิเสนานิยม จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของลัทธิจักรวรรดินิยมด้วย

บทนี้อาจจะไม่ได้ตอบโดยตรงว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” แต่เป็นการขยายมุมมองด้วยคำถามว่า “กองทัพมีไว้ทำไม?” ขณะเดียวกันก็นำเสนอเห็นถึงความคิดที่จะตอบคำถามนี้ อันเป็นความพยายามของการแสวงหาคำตอบมาอย่างนานในการเมืองตะวันตก…

แต่ในประเทศโลกที่ 3 สถานการณ์ดูจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...