นักวิชาการ ยก 'ทีมชัชชาติ' ก้าวหน้ากว่า ศธ. 100 เท่า เปิดใจให้ น.ร.แต่งไปรเวต
นักวิชาการ ยก ‘ทีมชัชชาติ’ ก้าวหน้ากว่า ศธ. 100 เท่า เปิดใจให้ น.ร.แต่งไปรเวต
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยกรณี กทม.ออกแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. โดยเป็นบันทึกข้อความถึงผู้อำนวยการเขต และโรงเรียนในสังกัด กทม. จำนวนกว่า 400 แห่งให้นักเรียนใส่ไปรเวตสัปดาห์ละ 1 วัน ว่า การที่ กทม.ออกแนวทางนี้มา แสดงให้เห็นว่า กทม.เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้ดีกว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 100 เท่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า กทม.เข้าใจเรื่องการศึกษาที่จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ กทม.น่ายกย่อง ที่เป็นผู้เปิด เป็นหัวหอกสำคัญของการคลายกำแพงระบบกฎเกณฑ์อำนาจนิยมในโรงเรียน กล้าคิดนอกกรอบทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งตนคิดว่าสิ่งนี้เป็นพลังสำคัญที่จะทำให้เกิดการแผ่ขยายไปยังภาคส่วนอื่นๆ ด้วย
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรองผู้ว่า กทม. ที่กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าตัดสินใจ และไม่กลัวกระแสการต่อต้าน นักการเมืองที่ทำงานต้องกล้าเดินหน้าแบบนี้ อีกทั้ง ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนในสังกัด กทม.เป็นเด็กที่ยากจน เมื่อมีนโยบายให้อิสระ เสรีภาพ ส่งเสริมให้เด็กเคารพตนเอง คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการให้โอกาสเด็กยากจนและเปราะบาง ที่ทำให้เด็กเหล่านี้มีความสุข ตั้งใจที่จะมาเรียนหนังสือมากขึ้น ดังนั้น การคลายระเบียบกฎเกณฑ์เหล่านี้ ทำให้โรงเรียนก้าวสู่ความเป็นสากลมากขึ้น แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กยากจนจำนวนมาก แต่กลับมีจิตวิญญาณของสิทธิเด็ก สิทธิมนุษยชน สนใจชีวิตและคุณภาพเด็ก
“โรงเรียนในปัจจุบัน จะต้องฝึกฝน ให้พื้นที่กับนักเรียนในการตั้งคำถามและลองผิดลองถูก ขณะที่ ศธ. แม้จะมีการเปิดกว้างในเรื่องของระเบียบ แต่ยังเปิดไม่จริง คือ ตัวระเบียบเริ่มเปิดกว้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการติดตาม ไม่มีแนวทาง และไม่มีการผลักดันที่ชัดเจน มีแค่ให้นโยบายและกำชับแค่นั้น ดังนั้น เราเห็นความแตกต่างระหว่าง กทม.และ ศธ. คือ กทม.มีแนวทางในการทำงาน และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน แต่ของ ศธ. คือ เริ่มมีนโยบาย แต่ความมุ่งมั่นต่ำ และการขับเคลื่อนแทบไม่มี ผมมองว่าปัจจุบัน กทม.เป็นผู้นำด้านการศึกษา มากกว่า ศธ.เสียอีก” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ถ้าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันอุดมศึกษา และสถาบันการศึกษาอื่นๆ เห็นตัวอย่างของ กทม. ที่ส่งเสริมสิทธิเด็ก และสิทธิมนุษยชนแล้ว จะเริ่มดำเนินการสำรวจระเบียบกฎเกณฑ์เครื่องแต่งกาย ทรงผมของตน และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย หากสถานศึกษาทุกแห่งเปลี่ยนและเปิดพื้นที่ให้เด็ก เด็กจะเติบโต งอกงาม มีความเป็นพลเมืองประชาธิปไตย ที่รู้จักสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ