กองทุน DIF จ่ายปันผลงวด Q4/67 อัตรา 0.2222 บาทต่อหน่วย รับเงิน 7 มี.ค.
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน DIF จ่ายปันผลงวด Q4/67 อัตรา 0.2222 บาทต่อหน่วย หนุนผลตอบแทนตลอดปี 67 อยู่ที่ 0.8888 บาทต่อหน่วย รับเงิน 7 มี.ค.นี้
นางทิพาพรรณ ภัทรวิกรม Executive Director, ผู้บริหารกลุ่มการลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน บลจ.ไทยพาณิชย์ ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) เปิดเผยว่า จากปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ผันผวน
ประกอบกับภาวะนโยบายการเงินจากธนาคารกลางทั้งในประเทศและนอกประเทศยังมีแนวโน้มตึงตัว ทำให้ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังเป็นความท้าทายสำหรับนักลงทุน
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดทุนไทยที่ยังผันผวน การลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และรีทส์ ยังเป็นช่องทางที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดทุนไทยได้ดี
โดยล่าสุด คณะกรรมการพิจารณาการลงทุนฯ มีมติอนุมัติให้กองทุน DIF เตรียมจ่ายผลผลประโยชน์ตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยกองทุน สำหรับรอบไตรมาส 4/2567 จากงวดผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 - 31 ธันวาคม 2567 ในอัตรา 0.2222 บาท/หน่วย
ทำให้ปี 2567 กองทุนสามารถจ่ายผลประโยชน์ตอบที่รวมทั้งสิ้น 0.8888 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายให้ผู้ถือหน่วยในวันที่ 7 มีนาคม 2568
กองทุนDIF เป็นกองทุน Flagship ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ บลจ. ไทยพาณิชย์ เป็นหนึ่งในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีปัจจัยพื้นฐานกองทุนที่แข็งแกร่ง จากการลงทุนในกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารในประเทศ
โดยกองทุนมีรายได้ที่มั่นคงจากสัญญาเช่าระยะยาวที่เกิดจากการให้เช่าทรัพย์สินเสาโทรคมนาคม และสายใยแก้วนำแสง (FOC; Fiber Optic Cable) กับกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ทำให้เป็นกองทุนที่มีเสถียรภาพและสามารถรักษาระดับการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
กองทุน มีอายุสัญญาให้เช่ากับผู้เช่าหลัก 9 ปี ซึ่งด้วยโลกปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มากขึ้น กองทุนคาดว่ามีโอกาสที่จะได้รับการต่อสัญญาเช่าต่อไป ในอนาคต กองทุนDIF จึงเป็นกองทุนที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่มองหาการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากและมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากผลตอบแทนระยะยาวให้กับพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้ จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กองทุนDIF มีต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และทำให้มูลค่าจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินลดลง รวมถึงกำไรงวดปี 2567 ที่ลดลงจากการประเมิน ซึ่งเป็นรายการขาดทุนสุทธิที่ยังไม่เกิดขึ้นจากเงินลงทุน
อย่างไรก็ดี จากมูลค่าการประเมินทรัพย์สินที่เปลี่ยนแปลงเป็นเพียงผลของการบันทึกทางบัญชีที่สะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่นำมาใช้ประกอบการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนเท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อรายได้ กระแสเงินสด หรือความสามารถในการดำเนินงานของกองทุนแต่อย่างใด