‘ษัษฐรัมย์’ ถอดรหัส สูตรบำนาญใหม่ประกันสังคม
‘ษัษฐรัมย์’ ถอดรหัส สูตรบำนาญใหม่ประกันสังคม
หมายเหตุ –นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เปิดใจกับ “มติชน” ถึงเส้นทางกว่าจะได้สูตรคำนวณเงินบำนาญผู้ประกันตนแบบ CARE ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในหลักการปรับสูตรใหม่คำนวณเงินบำนาญให้แก่ผู้ประกันตน มาตรา 33และมาตรา 39 หลังจากที่ใช้สูตรคำนวณเดิมมานานกว่า 30 ปี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
การปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญเป็นหนึ่งในนโยบายของทีมประกันสังคมก้าวหน้า ที่ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยเฉพาะเงินบำนาญของผู้ประกันตนที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตการทำงาน มุมมองนี้อาจมองได้ว่า ผู้ดูแลนโยบายส่วนใหญ่กลับเป็นข้าราชการ ที่ใช้สูตรคำนวณเงินบำนาญด้วยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายที่เป็นฐานเงินเดือนสูงสุดของชีวิตการทำงาน ซึ่งเรียกว่า สูตร Final Average Earnings (FAE) แต่ในความเป็นจริง มันกลับกัน คนไทยส่วนใหญ่จะสูญเสียงาน สูญเสียรายได้ในช่วงท้ายของอาชีพ ทำให้ฐานเงินเดือนน้อยลงไป เช่น เดิมเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 หลังจากนั้น ออกจากระบบการทำงาน แล้วตัดสินใจมาสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อในมาตรา 39 จากเดิมที่ควรได้รับเงินบำนาญ 5,000 บาทต่อเดือน ก็กลายเป็นว่าเขาได้ส่งเงินสมทบในมาตรา 39 เพิ่มเพื่อให้ตัวเองได้รับเงินบำนาญเหลือ 1,500 บาท
ที่ผ่านมา ผมได้รับข้อความจากผู้ประกันตนจำนวนมาก ล้วนแล้วมีแต่ความเจ็บปวด มันยิ่งกว่าโดนปล้น เป็นความเจ็บช้ำของผู้คนที่ผมได้สัมผัสมา แต่ต้องย้ำว่าสูตรคำนวณเงินบำนาญที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้ไปเพิ่มเงินบำนาญ แต่เป็นการคิดใหม่ เพื่อให้มีความเป็นธรรม ภายใต้หลักการส่งมากได้มาก ส่งต่อเนื่องก็ได้เยอะ ส่งน้อยก็ได้น้อย ซึ่งสิ่งที่เราคำนวณอิงตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้อัตราค่าจ้างเฉลี่ยทั้งหมด โดยมีการปรับมูลค่าด้วย เช่น เมื่อ 20 ปี เคยได้รับเงินเดือน 7,000 บาท เมื่อคำนวณเงินบำนาญใหม่ ก็จะต้องเอามาคูณกับค่าเฉลี่ยของค่าจ้างในปัจจุบันด้วย ฉะนั้น ในภาพรวมจะไม่มีคนได้รับเงินบำนาญน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็จะเกิดความเป็นธรรม ตามสิ่งที่เขาควรได้รับตั้งแต่แรก
สำหรับสูตรคำนวณเงินบำนาญที่เรียกว่า สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ได้รับการพิจารณารับหลักการจากบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ เป็นสูตรคำนวณที่เคยมีการศึกษาวิจัยมาตั้งแต่ปี 2563 แม้ว่าทาง สปส.จะระบุว่าเคยมีการนำเสนอสูตรดังกล่าวมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เวลาผ่านมา 5 ปี กลับไม่มีกระบวนการผลักดันอย่างจริงจัง ไม่มีการบังคับใช้อย่างเป็นธรรม กลายเป็นการศึกษาที่อยู่บนหิ้ง
“ฉะนั้น ความสำคัญคือ วันนี้มีการผลักดันจนมาถึงขั้นตอนที่บอร์ดประกันสังคมเห็นชอบ และตั้งใจจะดำเนินการตามกระบวนการให้แล้วเสร็จ พยายามให้มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน ซึ่งจะออกมาในรูปกฎกระทรวง ที่ระบุชัดเจนว่า สปส.จะใช้สูตรใดในการคำนวณก็ได้ เป็นอำนาจของบอร์ดประกันสังคมในการนำเสนอและพิจารณาสูตร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้ลงนามออกประกาศ แต่ในขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว จะต้องมีการนำเสนอไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบด้วย
การเสนอให้มีการพิจารณาปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดประกันสังคมถึง 2 ครั้ง ก่อนได้รับความเห็นชอบ โดยครั้งแรกนั้นฝ่ายนายจ้างอาจยังไม่เข้าใจถึงสูตรการคำนวณใหม่ แต่ผมยืนยันว่า แม้จะมีการปรับสูตรคำนวณใหม่ นายจ้างไม่ได้รับผลกระทบเลย ไม่ต้องควักเงินเพิ่มเลย แต่ขณะเดียวกัน จะได้รับประโยชน์จากการที่ลูกจ้างมีความมั่นคงหลังเกษียณมากขึ้น ก็ทำให้เขาทำงานได้ดีมากขึ้น เป็นหลักการของสิทธิสวัสดิการโดยทั่วไป ที่หากคนทำงานรู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตที่ดี เขาก็ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น ส่วนผลกระทบเชิงลบด้านอื่นนั้น ต้องยอมรับว่า นโยบายสาธารณะระดับประเทศ เราไม่สามารถออกแบบสูตรที่ทุกคนได้ประโยชน์ 100% แต่เราต้องสร้างความเป็นธรรม แม้ว่าจะเป็นคนที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยในระยะ 5 ปีแรกที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน หากคำนวณเงินบำนาญมาแล้ว สูตรใดที่ผู้ประกันตนได้รับเงินมากกว่า ก็จะให้ยึดสูตรนั้น
จากการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย สิ่งหนึ่งที่เรายืนยันได้คือ เมื่อครบ 5 ปี ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน สัดส่วนความแตกต่างระหว่างการจ่ายเงินบำนาญด้วยสูตรเก่าและสูตรใหม่ จะแตกต่างกันในหลักหน่วย ไม่ได้มีนัยสำคัญ ภาพรวม คือ คนส่วนมากได้ประโยชน์ อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ ไม่เสีย และกลุ่มคนที่อาจได้น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อถึง 5 ปีก็เริ่มเข้าสู่ช่วงสมดุล
ไทม์ไลน์เบื้องต้น หลังจากที่บอร์ดประกันสังคม ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว ที่ประชุมได้กำหนดกรอบเวลาดำเนินการไว้ เริ่มจากในเดือนมีนาคม-เมษายน “เปิดทำประชาพิจารณ์” รับฟังความเห็นจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกันตน ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยมีข้อเสนอว่า ในการทำประชาพิจารณ์ควรแนบเว็บแอพพลิเคชั่น (Web Application) สำหรับการคำนวณเงินบำนาญ เพื่อให้ประชาชนได้ทดลองคำนวณดู ก่อนการลงความเห็น จากนั้น รวบรวมผลจากการประชาพิจารณ์ เพื่อเสนอไปยังคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เดือนพฤษภาคม “นำเสนอเข้าสู่บอร์ดประกันสังคม ลงมติเห็นชอบ และดำเนินตามกระบวนการออกกฎกระทรวง และสุดท้ายในเดือนมิถุนายน” กฎหมายมีผลบังคับใช้
สำหรับสูตรคำนวณเงินบำนาญ หากเป็นสูตรเดิม จะใช้ 20% x (คูณ) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งหากเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ฐานเงินเดือนขั้นสูงไม่เกิน 15,000 บาท มาตรา 39 ไม่เกิน 4,800 บาท หากจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน บำนาญจะเพิ่มขึ้นปีละ 1.5% หากเป็นสูตร CARE ยังยึดที่ 20% x ฐานเงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุการทำงาน และค่าจ้างในอดีตจะถูกปรับเพิ่มเป็นค่าเงินจริงในปัจจุบัน เช่น ในปี 2550 เงินเดือน 9,000 บาท ถ้าเกษียณในปี 2568 จะมีค่าเป็น 15,000 บาท และหากจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน บำนาญจะเพิ่มขึ้นปีละ 1.5%
ยกตัวอย่างการคำนวณเงินบำนาญเทียบระหว่างสูตร FAE และสูตร CAREผู้ประกันตนมาตรา 39 นาย A ทำงานโดยส่งเงินสมทบมาตรา 33 มาโดยตลอด ด้วยฐานเงินเดือนขั้นสูงไม่เกิน 15,000 บาท แต่พอถึง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ ถูกให้ออกจากงาน จึงตัดสินใจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ทำให้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยลดเหลือ 4,800 บาท กรณีสูตร FAE นาย A จะได้รับเงินบำนาญเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คำนวณมาแล้วจะได้รับเพียง 1,500 บาทต่อเดือน กรณีสูตร CARE นาย A จะได้รับเงินบำนาญเฉลี่ยจากเงินเดือนตลอดอายุการทำงาน พร้อมปรับค่าจ้างในอดีตให้ตามค่าเงินในปัจจุบัน เงินบำนาญจะได้รับเพิ่มขึ้นเป็น 4,800 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 นาย B ทำงานโดยส่งเงินสมทบมาตรา 33 มาครบ 25 ปี ด้วยฐานเงินเดือนขั้นสูงไม่เกิน 15,000 บาท หากคำนวณด้วยทั้ง 2 สูตรแล้ว เงินบำนาญจะใกล้เคียงเดิมอยู่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน หรือหากน้อยลงจะมีการชดเชยให้เท่าสูตร FAE ตามเดิม การคำนวณเงินบำนาญ มีดัชนี (Index) หลายตัวที่ต้องนำมาคำนวณ อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการคำนวณ แต่ทางทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้เตรียมแบบคำนวณอัตโนมัติไว้ให้ประชาชนสามารถกรอกข้อมูล เพื่อคำนวณเงินบำนาญของตัวเองได้ และจะมีการแนบไว้ในชุดคำถามที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านการทำประชาพิจารณ์ด้วย
ข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2567 มีผู้ประกันตนที่อยู่ระหว่างการรับเงินบำนาญทั้งหมด 757,000 ราย มีผู้รับบำนาญใหม่เพิ่มปีละประมาณ 120,000 ราย อีกไม่กี่ปี ก็จะมีผู้รับเงินบำนาญถึง 1 ล้านคน หากมีการปรับมาใช้สูตร CARE จะมีผู้ได้รับผลกระทบ 3 กลุ่ม คือ ผู้ที่ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น จะเป็นกลุ่มผู้ประกันตนที่ได้เงินเดือนลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แล้วช่วงท้ายมาสมัครเป็นมาตรา 39 ผู้ที่ได้รับเงินไม่ต่างจากเดิม ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบในมาตรา 33 มาโดยตลอด และผู้ที่ได้รับเงินน้อยลงเล็กน้อย ซึ่งจะให้ยึดตามสูตรคำนวณที่ทำให้เขาได้รับเงินในอัตราที่สูงสุด
ขณะที่ฝ่ายวิจัยและนักคณิตศาสตร์ประกันภัย มีข้อมูลยืนยันแล้วว่า การปรับสูตรจ่ายเงินบำนาญใหม่ ไม่ได้กระทบต่อสภาพคล่องของประกันสังคม เนื่องจากจะมีการใช้งบประมาณ ในปีแรกราว 1,491 ล้านบาท เมื่อรวม 10 ปี จะเป็นงบราว 60,000 ล้านบาท ถ้าพ้นระยะ 10 ปี ก็จะคงที่แล้วเข้าสู่จุดสมดุล โดยคิดจากค่าเงินปัจจุบันที่กองทุนสัดส่วนเงินบำนาญมี 2.2 ล้านล้านบาท การปรับสูตรบำนาญในระยะ 10 ปี จะใช้เงินประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยปีละประมาณ 5 พันล้านบาท เทียบเหมือนคนมีเงิน 2.2 ล้านบาท แล้วใช้เงินปีละ 5,000 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรม ถือเป็นเงินที่ไม่มาก เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่โต อย่างกรณีการเพิ่มเงินอุดหนุนบุตรผู้ประกันตนจาก 800 เป็น 1,000 บาท ใช้เงินประมาณปีละ 3 พันล้านบาท ใช้เงินพอๆ กับการปรับสูตรบำนาญ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีเด็กที่จะได้รับเงินอุดหนุนประมาณ 1.2 ล้านคน แต่ก็ไม่ได้กระทบกับภาพรวมของกองทุน แต่นี่มีผู้เกษียณอายุประมาณ 8 แสนคน น้อยกว่าเด็กอีก แต่กลับต้องใช้แรงผลักดันสูงกว่า
ต้องยอมรับว่า หากไม่มีการนำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ออกมาตีฟูจนเป็นกระแสสังคม ผมคิดว่าวันนี้ สูตรการคำนวณเงินบำนาญใหม่ก็อาจจะไม่ผ่านมติบอร์ดฯ บางท่านระบุว่าไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ทำไมถึงมีการนำเสนอข้อมูลแก่สังคมแบบนี้ ผมก็เรียนว่า ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ วันนี้ มติการคำนวณเงินบำนาญใหม่ ออกมาเป็นเอกฉันท์ ต้องชื่นชมบอร์ดฝ่ายราชการ ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง ที่ช่วยกันตั้งข้อสังเกตที่สนับสนุนสูตร CARE ได้น่าสนใจอย่างมาก นอกจากนั้น ยังมีผู้แทนจากภาครัฐ ที่ได้แสดงความเห็นว่า ท่านเองจะเกษียณในอีก 7 เดือน หลักการของท่าน คือ ตำแหน่งเป็นของชั่วคราว แต่บำนาญอยู่กับเราตลอดไป แสดงให้เห็นว่า ท่านเข้าใจว่าเงินบำนาญสำคัญสำหรับผู้ประกันตน
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกิดกระแสสังคม ทำให้ประชาชนสนใจเรื่องกองทุนประกันสังคมมากขึ้น แต่เรามักจะพูดปนกันระหว่าง “ปัญหา” กับ “ความท้าทาย” ซึ่งถ้ามาดูเฉพาะความท้าทาย ก็จะเป็นเรื่องที่เรารู้กันอยู่ เช่น การเพิ่มขึ้นของสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาว่ากองทุนจะล้มละลาย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทุกกองทุนต้องพบเจอ แต่สำหรับปัญหา ส่วนใหญ่มักจะเป็นเชิงนโยบาย การใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมการไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ไปจนถึงการลงทุนที่ผิดพลาด รวมถึงเรื่องการใช้สูตรคำนวณเงินบำนาญที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น หากเราแก้ไขปัญหาได้ ก็จะได้รับความเชื่อมั่นกลับมาวันนี้พิสูจน์ได้เห็นแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง หลายคนที่เคยบอกว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ไม่มีความหมาย เสียเวลา เสียงบ นอกจากนั้น เรายังพิสูจน์ให้เห็นว่าประชาธิปไตยชนะ ประชาธิปไตยคือ ทางออกของการยกระดับคุณภาพชีวิต ยกระดับปากท้องคนธรรมดา วันนี้เสียงของคนธรรมดาถูกให้ความสำคัญ
บรรยากาศการประชุมบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เดิมทีมีการตั้งวาระหารือถึง 7 วาระ แต่ตลอดการประชุม 3 ชั่วโมง มีการหารือและมีมติเพียง 1 วาระ นั่นก็คือการพิจารณาให้ปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญ ทำให้วาระอื่นๆ ถูกเลื่อนออกไปในการประชุมครั้งถัดไปในอีก 2 สัปดาห์ คุณธนพล เชื้อเมืองพาน อนุกรรมการสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ที่ได้ผลักดันเรื่องนี้ ร้องไห้ในที่ประชุม นี่มันคือชีวิตของคนจริงๆ พยายามย้ำให้เห็นภาพนี้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพวกเรา สำคัญมากสำหรับคนธรรมดา มีคนที่เป็นทุกข์อย่างสาหัสกับเรื่องนี้ บางคนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า ไม่สามารถอ่านข่าวประกันสังคมได้ เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองโง่ กับการส่งเงินสมทบในมาตรา 39 พยายามรวบรวมรายชื่อส่งมาที่สำนักงานของผม เท่าที่
เขาจะหาได้ เพื่อที่เขาจะยืนยันว่าสนับสนุนสิ่งนี้ ผมอยากย้ำว่า เราไม่ได้ทำความดี หรืออุทิศตนให้ใคร แต่เรามองว่าในวันหนึ่ง คนรอบตัวเราอาจจะต้องไปอยู่ในสภาวะนั้น วันนี้ เรามีโอกาสป้องกัน เป็นสิ่งที่เราทำในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่รู้สึกเจ็บปวดเรื่องคนอื่นได้
ในฐานะบอร์ดประกันสังคมที่จะครบวาระ 2 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะผลักดันอีก 3 เรื่องหลัก คือ 1.“การขยายเงินอุดหนุนบุตร” ที่ผ่านมา มีการปรับจาก 800 เป็น 1,000 บาท แต่ครั้งนี้จะเป็นการขยายช่วงอายุเพิ่มขึ้นจาก 6 เป็น 12 ปี 2.“การรักษาพยาบาล” แม้ว่าจะเกินอำนาจบอร์ดประกันสังคมมากๆ แต่เราก็จะเดินหน้าทำฐานรากเรื่องนี้ให้ดีที่สุด เบื้องต้นมีการพูดถึงการทำสิทธิประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งไม่ถึงขั้นรวมกองทุนประกันสังคมเข้ากับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) แต่ทำให้เห็นว่า สิทธิประโยชน์พื้นฐานต้องไม่มีใครต้องจ่ายเพิ่ม และได้รับการบริการที่เท่าเทียมกัน ซึ่งการรักษาพยาบาลใดที่บัตรทองทำได้ดีกว่า อย่างเรื่องการดูแลสุขภาพนอกสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการนวัตกรรม การรักษาแบบประคับประคอง ที่ประกันสังคมยังไม่มีสิทธิประโยชน์เรื่องนี้ ทุกอย่างยังต้องเดินเข้าโรงพยาบาลหมด 3.“ผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม พ.ศ. …” ที่จะดึงกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ โมเดลที่มีการหารือกันเบื้องต้น อาจดำเนินการในรูปแบบใกล้เคียงกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แต่มีการบริหารในลักษณะไตรภาคี มีบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาให้กองทุนประกันสังคม มีอิสระมากขึ้น โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เราพยายามทำให้แล้วเสร็จภายในวาระบอร์ดประกันสังคมชุดนี้ แต่ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ถือเป็นการสร้างสารตั้งต้น ให้คนที่มีอำนาจมากกว่าเราทำ แต่วันนี้ เราได้เห็นพลังของผู้ประกันตน ที่ทรงพลังมาก เชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เยอะ เรามีความท้อแท้ (Depressed) ในการต่อสู้กับระบบราชการ เมื่อเราไปตรวจสอบเขาหนัก ตรวจสอบโครงการบางอย่างที่ไม่มีประสิทธิภาพ พอเราไปขวางเขา เขาก็มาขวางสิทธิประโยชน์เรา มันทำให้เรารู้สึกแย่ มีคนบอกให้เราปิดตาข้างหนึ่ง แล้วทำแต่เรื่องสิทธิประโยชน์ แต่เราเลือกที่จะเปิดตาทั้งสองข้าง วันนี้เราพิสูจน์ให้เห็นว่า อุดมคติกับโลกจริงไปด้วยกันได้ ทำให้เห็นว่า การตรวจสอบอย่างเข้มข้นและการเสนอสิทธิประโยชน์อย่างก้าวหน้าเกิดขึ้นจริงได้
จิราพร จันทร์เรือง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ษัษฐรัมย์’ ถอดรหัส สูตรบำนาญใหม่ประกันสังคม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th