อาเซียนเปลี่ยนจุดยืน เลิกต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยปัจจัยที่ทำให้ ‘อันวาร์’ กลับลำ ต้องการเจรจากับ ‘มินอ่องหล่าย’
The Structure
อัพเดต 20 เม.ย. 2568 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • The Structureการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย, พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของประธานอาเซียน ในกรุงเทพ เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมาซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการของนายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนที่จะหารือกับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา โดยขอความร่วมมือจากไทย ในฐานะตัวกลางในการประสานงานเพื่อให้เกิดการพบปะกันในครั้งนี้
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวถึงผลลัพธ์ของการประชุมในครั้งนี้ว่าจะมีการขยายการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งทางมาเลเซียได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว
และมีความพยายามที่จะทำให้การเมืองของเมียนมา กลับคือสู่สภาวะปกติ และนายกฯ มาเลเซียยังแสดงความยินดีที่ทางการเมียนมาปล่อยตัวนักโทษกว่า 5,000 คนแล้วด้วย อีกทั้งยังมีการหารือกับตัวแทนของกลุ่มรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ซึ่งเป็นกลุ่มของอองซาน ซูจีที่อยู่ในไทยด้วย
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจุดยืนของอันวาร์ได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เมื่อหลายปีก่อนเคยปฏิเสธการเข้าพบกับผู้นำเมียนมา ถึงขนาดที่จะเอาเมียนมาออกไปจากอาเซียนเลยด้วยซ้ำ แต่ขณะนี้กลับลำเข้ามาพูดคุยกัน ซึ่งนี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอาเซียน ที่โดยทั่วไปมีจุดยืนที่จะโดดเดี่ยวมิน อ่องหล่ายอยู่แล้ว และในขณะเดียวกัน กลุ่มกะเหรี่ยง KNU ไม่เห็นด้วยกับการพบกันในครั้งนี้
ถึงแม้ว่าความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะเป็นการดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็เป็นการตอกย้ำบทบาทสำคัญของไทยที่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาหลายปี
โดยในช่วงแรกก็ขัดแย้งกับทางอาเซียนหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการเปิดวงพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการแบบนี้ แต่ขณะนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่อาจจะเป็นความหวัง เพราะว่าการดำเนินการอย่างเป็นทางการไม่ประสบความสำเร็จ
ประเทศไทยมีนโยบายในการวางตัวเป็นสะพานเชื่อมที่เป็นกลางอยู่แล้ว แทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ก็ล้วนแต่ทำเช่นนี้ อย่างสหรัฐกับจีนเอง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการในประเทศไทย หรือแม้แต่ข้อตกลงสันติภาพของศรีลังกากับกลุ่มกบฎ ก็เกิดขึ้นโดยอาศัยพื้นที่ประเทศไทย และใช้ไทยเป็นสะพานเชื่อมสันติภาพ
อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจภายในเมียนมาก็คือการที่มิน อ่องหล่ายโยกย้ายนายทหารระดับสูงที่ต่อต้านตนเองออกไป และย้ายเอานายทหารรุ่นใหม่ที่สนับสนุนตนเองขึ้นมาควบคุมสถานการณ์
ซึ่งในจำนวนนี้มีบุคคลทางทหาร 2-3 คน ที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามชนกลุ่มน้อยได้ขึ้นสู่ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น เป็นรองจากมิน อ่องหล่ายเลยด้วยซ้ำ เพื่อที่จะกระชับอำนาจ เตรียมพร้อมในการปฏิบัติการบางอย่าง ซึ่งทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจว่าสถานการณ์จะดำเนินไปในทิศทางใด
สำหรับการครอบครองพื้นที่นั้น ในเวลานี้รัฐบาลเมียนมาครอบครองพื้นที่ได้กว่าครึ่งหนึ่ง ไม่ได้สูญเสียพื้นที่ไปกว่า 70% อย่างที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกล่าวอ้าง ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายพยายามเข้ามาพูดคุยกับทหารเมียนมาเป็นกรณีโดยเฉพาะ
เรื่องเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องมีการพูดคุยกับมิน อ่องหล่าย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเส้นทางที่จะนำไปสู่สันติภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้ง และสภาพที่เป็นปกติในเมียนมา
สำหรับท่าทีของสหรัฐนั้น มีรายงานจากหลายกระแสว่าสหรัฐได้มีการร้องขอให้ไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐ ในการดำเนินการเกี่ยวกับเมียนมา เนื่องจากว่าเรื่องในเมียนมานั้น มีความเกี่ยวข้องกับจีน และสหรัฐต้องการที่จะโดดเดี่ยวจีน ต้องการที่จะให้พันธมิตรของจีนรวมทั้งไทย ถอยห่างจากจีนในหลายกรณี ในหลายนโยบาย
อย่างไรก็ดี ถ้าหากว่าการประชุมในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ ก็จะกลายเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่กระบวนการสันติภาพ และการเจรจาเพื่อจัดตั้งระบบการเมืองการปกครองใหม่
แต่ในเวลานี้ยังมีความคลุมเครือ ไม่มีความชัดเจน เพราะว่ายังมีกองกำลังติดอาวุธส่วนน้อยที่ไม่พอใจที่รัฐบาลไทยที่รัฐบาลไทยให้น้ำหนักกับมิน อ่องหล่ายในระยะนี้ ดังนั้นจากนี้ไป หากรัฐบาลสามารถปรับน้ำหนักให้ดูเป็นกลางได้ ก็จะเป็นกุญแจไปสู่การเจรจาในห้วงต่อไป
อย่างไรก็ดี การเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมในครั้งนี้ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะที่ปรึกษาของประธานอาเซียน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ ได้นำไปสู่คำถามว่าจะสามารถนำเข้าไปสู่ระบบของทางการไทยได้หรือไม่
ซึ่งระบบของทางการไทยนั้น มีความสำคัญมาก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ตามแนวชายแดนกว่า 2,000 กิโลเมตร และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือการที่ทุกกลุ่มที่มีความขัดแย้งกัน ต่างอาศัยพื้นที่ประเทศไทยเป็นพื้นที่พักคอย หรือพักรอ
จนบางกลุ่มถูกกล่าวหาว่าใช้พื้นที่ประเทศไทยในการปฎิบัติการหลายอย่าง ในขณะที่เอกชนไทยบางราย ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธในเมียนมา ทำให้ไทยถูกกล่าวหาไปโดยปริยาย
ซึ่งทางการไทยจำเป็นจะต้องทำให้มันชัดเจน หรืออย่างน้อยก็คือการเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะกึ่งทางการ โดยการใช้ผู้แทนพิเศษของไทย เพื่อการลดระดับความเกี่ยวข้องกับผู้นำระดับสูงของไทย แต่การปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องเลยก็จะนำมาสู่ความคลุมเครือแล้วก็ถูกกล่าวหามากขึ้น
ในเวลานี้ ได้มีข้อเสนอให้มีการยกระดับคณะทำงานในเรื่องของเมียนมาให้สูงขึ้น และให้มีการแต่งตั้งผู้แทนพิเศษที่จะไปเข้าร่วมกิจกรรม โดยที่ไม่กระทบกับจุดยืนของรัฐบาลที่เป็นทางการ เพราะผู้นำประเทศสามารถปฏิเสธข้อเสนอของคณะทำงานที่เป็นทางการได้ ซึ่งจะทำให้การพูดคุยอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น มีน้ำหนักมากขึ้น และลดข้อครหา และความสับสนลง