โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

กบฏมอญ ชนวนเหตุศึกนางแก้ว พระเจ้าตากรับสั่งเร่งทัพจากเชียงใหม่ลงมารับศึก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 ก.ค. 2566 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2566 เวลา 08.51 น.
ภาพวาดพระเจ้าตากทรงม้าสู้ศึก ในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เทศบาลเมืองตาก (ถ่ายโดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, 2560)

สาเหตุของสงครามครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเกิด กบฏมอญ ขึ้นภายใต้การนำของพระยาหงสาวดี พระยาอุปราช และตละเกิง ซึ่งเป็นชาวมอญที่พ่ายแพ้ต่อพระเจ้าอลองพญา เมื่อพม่าอังวะเปลี่ยนรัชกาลมาเป็นพระเจ้ามังระ ก็พากันประกาศอิสรภาพไม่ยอมขึ้นกับพม่า

การปราบปรามของพม่าได้ทำให้เกิดครัวมอญอพยพเข้ามายังสยามหลายพันคน แบ่งเป็นหลายพวกด้วยกัน มอญพวกสมิงสุหร่ายกลั่นเข้ามาทางเมืองตาก และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าตากในขณะที่เสด็จประทับเมืองตาก จะขึ้นไปตีเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าตากทรงทราบเรื่อง ก็ทรงยินดีให้รับมอญเข้ามา มีรับสั่งให้พระยากำแหงวิชิตคุมพล 2,000 คน ไปคอยรับครัวมอญอยู่ที่บ้านระแหง แขวงเมืองตาก และให้พระยายมราช (แขก) คุมกำลังไปขัดตาทัพพม่าอยู่ที่ท่าดินแดงในลำน้ำไทรโยค เมืองกาญจนบุรี คอยรับครัวมอญที่จะเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์

พระเจ้ามังระเมื่อจับกุมพระยาหงสาวดี พระยาอุปราช ตละเกิง และพรรคพวกได้ ก็ให้ประหารชีวิตไปพร้อมกับผู้นำมอญคนอื่น ๆ แล้วให้เร่งกองทัพอะตีญ์หวุ่นจีซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองเมาะตะมะ ให้ยกตามครัวมอญและเข้าตีธนบุรีให้ได้

ขณะนั้นกองทัพธนบุรียังติดพันรบพุ่งอยู่ที่เชียงใหม่ อะตีญ์หวุ่นจีจึงให้แม่ทัพนายกองคนสนิทของตน ได้แก่ งุยอคุงหวุ่น อุตมสิงหจอจัว ปคันเลชู เมี้ยนหวุ่น อคุงหวุ่นมุงโยะ เนมโยแมงละนรทา ยุยองโบ่ เป็นต้น ยกไพร่พลราว 5,000 คน ล่วงเข้ามาก่อนเป็นทัพหน้า แล้วให้ตะแคงมรหม่องซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้ามังระ (พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่าเป็น “น้า” ของพระเจ้ามังระ จัดอยู่ในชั้นพลผู้ใหญ่เช่นเดียวกับอะตีญ์หวุ่นจี) และหม่องจายิด ถือพล 3,000 คน ยกตามเข้ามาเป็นทัพหนุน

กำลังทัพพม่าเมื่อนับรวมกับที่ยกมาหนุนเพิ่มอีกภายหลังอีกราว 1,000 คน ก็จะมีกำลังรวมทั้งสิ้น 9,000 คน แบ่งเป็น 3 กอง กองหน้านำโดยงุยอคุงหวุ่น 3,000 คน ยกมาตั้งอยู่ที่บ้านนางแก้ว หม่องจายิด 3,000 คน ตั้งอยู่ที่เขาชะงุ้ม และอีก 3,000 คน คือกองของตะแคงมรหม่องตั้งอยู่ที่ปากแพรก

“งุยอคุงหวุ่น” ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายพม่าที่ยกมาตามคำสั่งของอะตีญ์หวุ่นจีในครั้งนี้ เป็นบุคคลคนเดียวกับ “ฉับกุงโบ่” (ชื่อตำแหน่ง) หรือ “ฉับปะยากงโบ่” (ชื่อตามเอกสารมหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า)[1] เมื่อครั้งสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้ง พ.ศ. 2310 โดยเป็นนายกองร่วมมาในกองทัพของมังมหานรธา มีเกียรติประวัติความดีความชอบเป็นที่ปรากฏเมื่อคราวได้รับมอบหมายเป็นนายทัพยกไปตีกองทัพของกรมหมื่นเทพพิพิธที่ตั้งอยู่ที่ปากน้ำโยทะกา นับเป็นนายทัพฝีมือดีผู้หนึ่งของพม่าในยุคนั้น [2]

ทัพหน้าของงุยอคุงหวุ่นตีทัพพระยายมราช (แขก) ที่ท่าดินแดงแตก พระยายมราช (แขก) ถอยลงมาอยู่ที่ดงรังหนองขาว แล้วส่งคนไปกราบทูลว่า พม่ายกกันมามากเหลือกำลังจะต้านทาน ขอพระราชทานกองทัพเพิ่มเติมเข้าไปช่วย พระเจ้าตากจึงให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าจุ้ย กับพระยาธิเบศร์บดี เป็นแม่ทัพ ถือพล 3,000 คน ยกไปตั้งค่ายรับ ณ เมืองราชบุรี [3]

เมื่อเสร็จศึกเชียงใหม่ พระเจ้าตากเสด็จมาถึงธนบุรี ก็ให้เรือตำรวจขึ้นไปเร่งกองทัพที่ลงมาจากเชียงใหม่ แต่ตามเสด็จลงมาไม่ทันนั้น ให้รีบยกไปราชบุรีโดยเร็ว อย่าให้ใครแวะเข้าบ้านเป็นอันขาด ถ้าผู้ใดขัดขืนแวะเข้าบ้านจะประหารชีวิต เมื่อเรือท้าวพระยาขุนหมื่นทั้งปวงมาถึงเข้าเฝ้า พอกราบทูลถวายบังคมลาก็โบกพระหัตถ์สั่งให้รีบออกไปยังราชบุรี

ขณะนั้นพระเทพโยธาจอดเรือแวะขึ้นบ้าน เมื่อทรงทราบก็ทรงพิโรธ สั่งให้เจ้าพนักงานไปจับกุมตัวมาที่ตำหนักแพที่ประทับอยู่ เมื่อมาถึงก็ทรงชักพระแสงดาบฟันคอประหารชีวิตพระเทพโยธาด้วยพระองค์เอง แล้วให้เสียบประจานไว้ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง [4]

ในช่วงเดียวกันนั้น ยังมีมอญกลุ่มใหญ่อีกหลายกลุ่มที่เข้ามาจากทางหลายด่าน โดยเฉพาะจากทางด่านมะขามเตี้ย (ในอำเภอมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี) ด่านช่องเขาหนีบ (ในอำเภอเมืองฯ จังหวัดกาญจนบุรี) ด่านเจ้าขว้าว เมืองราชบุรี (บริเวณบ้านด่าน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี) ด่านทับตะโก (ในอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี) ด่านพระเจดีย์สามองค์ใต้ (บ้านทุ่งเจดีย์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี) เป็นต้น

ในจำนวนนี้มีมอญกลุ่มพระยาเจ่ง ตละเสี้ยง ตละเกล็บ และพระยากลางเมือง ซึ่งเป็นมอญที่เคยเข้ามาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา แต่ถูกพม่ากวาดต้อนกลับคืนไปหลังสงครามเสียกรุง พ.ศ. 2310 [5] พระเจ้าตากมีพระราชหฤทัยยินดีอย่างยิ่ง เพราะเป็นชาวมอญที่เคยตั้งถิ่นฐานบ้านช่องอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาก่อน การเข้ามาของชาวมอญกลุ่มนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายแสดงถึงพระบารมีและความเป็นศูนย์กลางของธนบุรีที่สืบต่อมาจากอยุธยา

พระเจ้าตากทรงให้ชาวมอญกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แขวงเมืองนนทบุรี (ปากเกร็ด) และเมืองสามโคกแต่ที่เป็นชายฉกรรจ์นั้นได้ทรงให้เกณฑ์เข้ากองทัพไว้ 3,000 คน โปรดให้หลวงบำเรอภักดิ์ ขุนนางเชื้อสายมอญแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เลื่อนขึ้นเป็น “พระยารามัญวงศ์” แต่ผู้คนนิยมเรียกว่า “จักรีมอญ” ทำหน้าที่ควบคุมกองมอญเก่าที่เข้ามาใหม่นี้ และโปรดพระราชทานตราภูมิคุ้มห้ามสรรพากรตลาดขนอนทั้งปวง [6] (ในบริเวณย่านเมืองนนทบุรีและสามโคก) พระยารามัญวงศ์ได้คุมกองมอญเข้าร่วมรบในศึกนางแก้วนี้ด้วย

กลายเป็นว่า กบฏมอญ ในอดีตกลาย เป็นกองมอญมารบเอาคืนพม่าในศึกนี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า ฉบับนายต่อ แปล. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2545), น. 259.

[2] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า, น. 456.

[3] ระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล, (กรุงเทพฯ : โฆษิต, 2551), น. 78-79.

[4] เรื่องเดียวกัน, น. 79; อนึ่งเรื่องการใช้พระราชอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้มีการกล่าวถึงไว้ในจดหมายเหตุของชาวต่างชาติด้วย แต่น้ำเสียงเป็นไปในทางยกย่องเพราะเป็นช่วงเวลาศึกสงคราม ตามหลักพิชัยสงครามแบบซุนวูที่ต้องทำให้ทหารเกรงกลัวอาญาสิทธิ์ของผู้นำทัพตนมากกว่าข้าศึกศัตรู ดู “จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศกับครั้งกรุงธนบุรีแลครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาค 6” ใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), จดหมายรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่นๆ. น. 295.

[5] พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล, น. 79-80.

[6] เรื่องเดียวกัน, น. 80.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “พระเจ้าตาก กับ ‘ศึกนางแก้ว’ เมืองราชบุรี” เขียนโดย กำพล จำปาพันธ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 สิงหาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...