"บลูคอฟ" รับอานิสงส์โควิด หยุดเชื้ออยู่บ้านดันเครื่องชงกาแฟขายดี
ล็อกดาวน์เวิร์กฟรอมโฮม ดันยอดขายเครื่องชงกาแฟ “บลูคอฟ” พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ลุยธุรกิจครบวงจรสอนทำกาแฟ-ขายเมล็ดพันธุ์ หวังยอดขายแตะพันล้านในอนาคต
นายศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท Bluekoff (บลูคอฟ) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รัฐบาลมีมาตรการลดระยะห่างทางสังคมและให้ประชาชนลดการเดินทาง อยู่บ้านหรือทำงานที่บ้านมากขึ้น รวมถึงเทรนด์ผู้ที่นิยมบริโภคกาแฟสด ด้วยการชงดื่มเองที่บ้านได้รับความนิยมอย่างมาก ส่งผลให้ยอดขายเครื่องทำกาเเฟเติบโตขึ้น ทั้งการขายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์และหน้าร้าน โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค. มียอดสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 100 เครื่องต่อเดือน ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่บริษัทเปิดกิจการนำเข้าเครื่องทำกาแฟมา 20 ปี เทียบกับยอดขายทั้งปี 2562 มีจำนวน 500-800 เครื่อง
“ช่วงต้นปีเจอโควิดคิดว่าต้องหนักแน่นอน แต่ปรากฏว่าช่วงเวลานั้นทุกคนอยู่บ้าน ผู้ที่นิยมบริโภคกาแฟสดกิจกรรมในบ้านและความสนใจกาแฟทำเองที่บ้านกลับได้รับความนิยมอย่างมาก ยอดขายเครื่องชงกาแฟรวมทุกขนาดทุกแบบ ขายได้ 100 เครื่องต่อเดือนในช่วงเดียวสูงที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจนี้มา 20 ปี”
นอกจากการจำหน่ายเครื่องทำกาแฟแล้ว บลูคอฟยังได้ปรับโมเดลธุรกิจกาแฟครบวงจร จำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวข้องกับการชงกาแฟทั้งเครื่องบด เครื่องปั่นพร้อมทั้งบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำธุรกิจร้านกาแฟ ดูแลลูกค้าตั้งแต่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟดิบและกาแฟคั่วคุณภาพดี มีโรงเรียนสอนวิธีการชงกาแฟ ส่งผลให้รายได้ภาพรวมเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
“บริษัทยังมองเห็นโอกาสจากเทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้นอาทิ ปรับกลยุทธ์การขายผ่านช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากกว่าที่ผ่านมา อนาคตคาดว่าเทรนด์การดื่มกาเเฟพิเศษจะเป็นเทรนด์กาแฟที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเน้นคุณภาพ เลือกเมล็ดกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้บริโภคชื่นชอบการชงกาแฟสดทานที่บ้าน บริษัทมั่นใจว่าบลูคอฟจะมียอดขายเพิ่มมากขึ้น แม้ปีนี้จะสามารถจำหน่ายได้มากขึ้น เเต่รายได้ยังลดลงจากสถานการณ์โควิด-19 และมีการชะลอสัญญาหลายรายการ”
นายศุภชัยกล่าวว่า ต้องการขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องช่วยควบคุมดูแลต้นทุนเมล็ดกาแฟไทยที่เกษตรกรปลูก ซึ่งแบกรับต้นทุนผลผลิตที่มีราคาสูงถึง 50% ลูกค้าหลายรายยกเลิกคำสั่งซื้อและหันไปนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่า