ถุงมือยางส่งออกพุ่ง "ด๊อกเตอร์ บู" ผุดเพิ่ม 3 โรงงาน ปั๊ม 10,000 ล้านชิ้น
สัมภาษณ์
ขณะที่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังขยายวงกว้าง โดยตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อทะลุขึ้นไปกว่า 64 ล้านคน ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหลายภาคธุรกิจ
แต่มีบางธุรกิจได้รับอานิสงส์จากโควิด ยอดขายเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว หนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจการผลิต “ถุงมือยาง” ทางการแพทย์ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ดร.สมบูรณ์ วราห์บัณฑูรวิทย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ด๊อกเตอร์ บู จำกัด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในแวดวงถุงมือยางมากว่า 30 ปี
และอาจเรียกได้ว่า เป็นบริษัทผู้ผลิตถุงมือยางสัญชาติไทยรายแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศไทย โดยจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 ผ่านร้อนผ่านหนาวยืนหยัดมาถึงวันนี้ และกำลังขยายโรงงานอีกหลายแห่ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีกหลายเท่าตัว
ส่งออกพุ่งเล็งผุด 3 โรงงานใหม่
ดร.สมบูรณ์เล่าว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว บริษัท ด๊อกเตอร์ บู ทำโรงงานผลิตถุงมือยางมา 30 กว่าปี ตอนนี้เหมือนได้โบนัส และถือเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์โรคระบาดแบบนี้
หากย้อนกลับไปดูอุตสาหกรรมถุงมือยางในประเทศไทยเกิดขึ้นสมัยที่มีโรคเอดส์ ประมาณปี 2531 บริษัท ด๊อกเตอร์ บู เกิดเป็นโรงงานแรก ๆ ของประเทศไทย จากที่ก่อนหน้านั้นมีโรงงานจากประเทศออสเตรเลียมาเปิด ตอนเกิดโรคเอดส์สภาพคล้าย ๆ กับปัจจุบันนี้ คนไม่เคยทำธุรกิจอะไรก็อยากจะมาทำถุงมือยาง
ซึ่งสมัยนั้นมีการยื่นขอสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อขอตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง ประมาณ 100 กว่าโรง โดยบริษัท ด๊อกเตอร์ บู ถือเป็นหนึ่งในโรงงานที่ขอตั้งครั้งนั้น ถึงวันนี้เหลือไม่กี่โรง
ตอนนั้นกำลังการผลิตเครื่องจักร 1 ตัว ผลิตถุงมือยางได้ 3,500 ชิ้นต่อชั่วโมง ปัจจุบันโรงงานของเรามีกำลังการผลิตถุงมือยางได้ 30,000 กว่าชิ้นต่อ ชม. หรือผลิตได้ 1,000 ล้านชิ้นต่อปี ถือว่าเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว แต่ปัจจุบันไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับออร์เดอร์จากต่างประเทศที่เข้ามา แม้การผลิตวัคซีนโควิด-19 จะได้ผลสำเร็จแล้ว
แต่ความต้องการใช้ถุงมือยางไม่ได้ลดลง ตอนนี้โรงงานเก่าผลิตได้ไม่เพียงพอ บริษัทจึงมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม
โดยตั้งเป้าจะขยายโรงงานใหม่เพิ่มอีก 3 โรงงาน แต่จะค่อย ๆ สร้างทีละโรงงาน ไม่ลงทุนครั้งเดียว จะขยายตามความแน่นอนของลูกค้า ตอนนี้โรงงานใหม่เฟสแรกอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จเริ่มผลิตได้ประมาณไตรมาส 2 ปี 2564 ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท ตามแผนจะผลิตเพิ่มได้อีก 3,000 ล้านชิ้นต่อปี
ถ้าการผลิตเต็มกำลังแล้วโรงงานผลิตไม่ทันก็ค่อยขยายโรงงานเฟส 2 และเฟส 3 ต่อไป ซึ่งเรามีความพร้อมทั้งเรื่องที่ดินอยู่ติดกับโรงงานปัจจุบัน เรามีพื้นที่ทั้งหมด 100 ไร่ 1 โรงงานใช้พื้นที่ 20 ไร่ จริง ๆ เรามีเตรียมแผนการขยายโรงงานอยู่แล้ว
แต่ไม่คิดว่าจะได้ขยายเร็วอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าเราจะขยายได้เร็วกว่าคนอื่น เพราะมีการวางแผนไว้อยู่แล้ว เตรียมเงินลงทุน ถ้าไม่มีโควิด-19 วางแผนไว้ประมาณปลายปี 2563 การขยายเร็วขึ้น เพราะได้รับการเรียกร้องจากลูกค้า จริง ๆ ก็ตั้งเป้าไว้ถ้าขยายเต็ม 3 เฟสจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000 ล้าน จะสามารถผลิตได้ 10,000 ล้านชิ้นต่อปี
ส่วนเฟส 2 กำลังตัดสินใจอยู่ในขั้นตอนการดูตัวเลข ทุกอย่างต้องดูความมั่นคงก่อน เราต้องดูตลาดไปด้วย หากความต้องการถุงมือยางลดลง เราก็ชะลอการลงทุนไป ส่วนเงินลงทุนนั้นก็มีการกู้บางส่วน เพียงแต่ว่าพยายามใช้เงินของเรามากกว่า เพราะว่าดอกเบี้ยค่อนข้างสูงและความไม่มั่นคงอาจจะเกิดขึ้น
หวั่นแห่ตั้งโรงงาน ทำล้นตลาด
ความต้องการใช้ถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจหลากหลายประเภทแสดงความต้องการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยางในประเทศไทย ผมเองได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจถุงมือยาง บอกพร้อมจะหอบเงินหลายพันล้านบาทเข้ามาร่วมลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง ซึ่งการลงทุนในธุรกิจแต่ละประเภทไม่ได้ง่าย
อย่างบริษัท ด๊อกเตอร์ บูเอง มีออร์เดอร์ทั้งจากลูกค้าเก่าที่ค้าขายกันมานาน และลูกค้าใหม่ ซึ่งในส่วนลูกค้าใหม่จริง ๆ มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก แต่เราเองไม่กล้ารับออร์เดอร์ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นออร์เดอร์ที่แท้จริงหรือไม่ เพราะตัวเลขดีมานด์ใช้ถุงมือยางไม่น่าจะเยอะขนาดนั้น เช่น บางรายมีออร์เดอร์เดียว
แต่อาจจะมีการสอบถามเพื่อสั่งซื้อจากโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางหลายราย แต่สุดท้ายคือออร์เดอร์ก้อนเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้หากขยายกำลังการผลิตกันมาก ๆ คาดว่าถุงมือยางน่าจะล้นตลาดแน่นอน
ตอนนี้คนที่อยู่ในวงการถุงมือยางมีการขยายโรงงานกันหลายแห่ง แต่บางคนก็ไม่กล้าขยาย เพราะได้รับบทเรียนจากปี 2530-2531 ผลิตสินค้าออกมาแล้วไม่รู้จะขายให้ใคร แต่การขยายตั้งโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท ด๊อกเตอร์ บู เนื่องจากมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว โดยลูกค้าประจำของเราขยายและมีลูกค้าใหม่เข้ามาพอสมควร
เรามีการเลือกลูกค้าที่ทำจริง ๆ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อฉวยโอกาส ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขถุงมือยางในตลาดโลกเติบโตปีละประมาณ 5% แม้ปีนี้ตัวเลขจะเติบโตขึ้นมาหวือหวาจากการที่โควิดระบาด แต่ตัวเลขที่ขายจริงมันไม่ได้หวือหวาอย่างที่คิดกัน มีเพียงตัวเงินที่หวือหวา เพราะมีราคาต่างกันเท่าตัว
ยางสังเคราะห์ขาด ยางสดพุ่ง
ดร.สมบูรณ์บอกต่อไปว่า ในการผลิตถุงมือยาง บริษัท ด๊อกเตอร์ บู ใช้วัตถุดิบจากยางธรรมชาติเป็นหลัก ยางสังเคราะห์ใช้สัดส่วนน้อย เพราะมีลูกค้าที่นิยมใช้ยางธรรมชาติ โดยโรงงานเราเริ่มต้นทำยางธรรมชาติมาตั้งแต่แรก โรงใหม่ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำยางสังเคราะห์ 100% ปรากฏว่ากลัวน้ำยางสังเคราะห์ไม่มี ก็เลยทำทั้ง 2 อย่าง
ซึ่งไลน์การผลิตสามารถใช้ร่วมกันได้ เพียงแต่ปรับขบวนการผลิตเล็กน้อย การคำนวณน้ำหนัก 100 ล้านชิ้นต่อเดือน มีน้ำยางแห้งประมาณ 5 กรัมต่อ 100 ล้านชิ้น โดยซื้อวัตถุดิบจากบริษัทผลิตน้ำยางข้น สำหรับวัตถุดิบจะมีการซื้อล่วงหน้าไว้ส่วนหนึ่ง อย่างช่วงที่ผ่านมาราคายางขึ้น-ลงผันผวน เพราะว่ามีฝนตกทำให้มีการเรียกราคาได้
ปกติช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคมเป็นช่วงที่กรีดยางได้มากที่สุด น้ำยางจะมาก ราคาจะลง การกรีดยางแต่ละภาคไม่เหมือนกัน อาทิ ภาคตะวันออกจะปิดกรีดยางช่วงเดือนมกราคม ภาคใต้จะปิดกรีดยางประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน โดยธรรมชาติจะเป็นแบบนี้
โดยวัตถุประสงค์ของการใช้ยางธรรมชาติ และวัตถุประสงค์การใช้ยางสังเคราะห์แตกต่างกัน ยางธรรมชาติมีข้อดี คือ ยืดหยุ่น นุ่มนวล แต่ข้อเสียคือ บางครั้งไปจับอาหารที่มีความร้อนจะละลาย สู้ยางสังเคราะห์ไม่ได้ แต่บางคนก็เอาทั้ง 2 ตัวมาผสมกัน
แต่ก็แทนกันไม่ได้อยู่ดี เพราะวัตถุประสงค์จริง ๆ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น ยางรถยนต์ก็ผสมทั้ง 2 อย่าง ซึ่งโรงงานผลิตจะดูว่าช่วงไหนยางสังเคราะห์แพง ไปใช้ยางธรรมชาติ แต่ถ้ายางธรรมชาติแพงก็ไปใช้ยางสังเคราะห์ มีแค่สัดส่วนที่แตกต่างกัน เป็นการลดต้นทุนด้วย ช่วงที่ผ่านมาราคายางธรรมชาติขึ้นไปสูงเพราะยางสังเคราะห์น้อย
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การที่ราคาน้ำยางสดพุ่งขึ้นสูงในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีความต้องการนำไปผลิตถุงมือยางเพิ่มขึ้นนั้น ความจริงแล้วเปอร์เซ็นต์การใช้ยางธรรมชาติในการนำมาผลิตถุงมือยางในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 10% ถือว่าไม่ได้มากขนาดมีผลทำให้ราคาน้ำยางสดพุ่งขึ้นสูง แต่ความต้องการยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้ในโรงงานผลิตยางรถยนต์มากกว่า เพราะยางรถยนต์ใช้ยางธรรมชาติปริมาณมาก
ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
ปัจจุบันบริษัท ด๊อกเตอร์ บู มีการส่งออกเกือบทั่วโลก มีทั้งแบรนด์ของเราเองคือ ยี่ห้อ Pro Gloves เป็นถุงมือยางธรรมชาติ และยี่ห้อ Pro Clean ผลิตจากยางสังเคราะห์ และมีการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์อื่น ถ้าขายในประเทศก็ใช้แบรนด์ของเรา 100% ถ้าในต่างประเทศก็แบรนด์เราเอง 20% OEM 80% แต่เราก็พยายามทำในนามแบรนด์ของเรามากขึ้น
สำหรับยอดขายในช่วงโควิด-19 เกือบ 1,000 ล้านบาท ถ้าปีหน้าโรงงานใหม่แล้วเสร็จ คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท และกำลังมองดูโอกาสในการที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้นอยู่กับอนาคต ถ้าหากตัวเลขความต้องการถุงมือยางขึ้นมามาก ในอนาคตก็มีโอกาส เพราะต้องอาศัยกลไกของตลาดเงินในการระดมทุนมาก่อสร้างโรงงาน
หนุนรัฐพัฒนาสินค้ายางไทย
ดร.สมบูรณ์บอกว่า เดิมกำเนิดถุงมือยางผลิตจากวัตถุดิบยางธรรมชาติ แต่ลูกค้าบางรายบอกเกิดอาการแพ้ ทำให้เปลี่ยนไปใช้ยางสังเคราะห์กัน เช่น ประเทศสหรัฐบอกคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้ จึงห้ามขายถุงมือยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ และเปลี่ยนไปใช้ถุงมือยางที่ผลิตจากวัตถุดิบยางสังเคราะห์แทน แต่ผมว่าลึก ๆ น่าจะมีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากสหรัฐปลูกยางพาราไม่ได้เหมือนประเทศไทย ก็กลายเป็นมีการสร้างยางสังเคราะห์ขึ้นมา กลายเป็นว่าตัวยางธรรมชาติจากเปอร์เซ็นต์การใช้ที่มากก็เริ่มลดน้อยลง เปลี่ยนไปใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น
แต่ตอนนี้ยางสังเคราะห์ในตลาดมีปริมาณผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในตลาด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่จะทำอย่างไรให้มีการนำยางธรรมชาติมาใช้ทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น เป็นเรื่องที่ภาครัฐหรือนักวิชาการต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมผลักดัน เพื่อช่วยเกษตรกรผู้ผลิตยางพารา ถ้ารัฐบาลอยากให้มีการใช้ยางธรรมชาติในการผลิตถุงมือยางมากขึ้นต้องมีนโยบายสร้างจุดเด่นให้สินค้าของไทยให้เติบโตมากขึ้น หรือนำยางธรรมชาติไปพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ มากขึ้น ราคาจะดีขึ้น
บ้านเราอะไรที่ทำง่ายเกินไปก็เกิดเยอะเช่น หมอนยางพารา ที่ผ่านมามีผลิตออกมาเต็มไปหมด แต่ไม่มีการวางแผนการทำตลาด การผลิตสินค้าต้องมีเรื่องคุณภาพ และกลไกการทำตลาด ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ควรต้องมานั่งคุยว่า ชุมชนท้องถิ่นจะผลิตสินค้าอะไรขึ้นมา ควรจะต้องให้หน่วยงานบริหารมาดูเรื่องตลาดจะไปทิศทางไหน เช่น หมอนยางพาราที่ผลิตขึ้นมา บ้านเรามีแหล่งขายที่ไหน ภาคเอกชนก็มีตลาดส่วนหนึ่ง แต่ในแง่ภาคราชการลองสำรวจว่าที่ไหนต้องใช้หมอนยางธรรมชาติ รัฐบาลสนับสนุนแทนที่จะแจกเป็นเงิน แจกเป็นสิ่งของให้ เช่น โรงพยาบาลของรัฐควรนำหมอนยางไปใช้ให้หมด เป็นต้น