โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถุงมือยางส่งออกพุ่ง "ด๊อกเตอร์ บู" ผุดเพิ่ม 3 โรงงาน ปั๊ม 10,000 ล้านชิ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ธ.ค. 2563 เวลา 04.11 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 04.00 น.

สัมภาษณ์

ขณะที่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกยังขยายวงกว้าง โดยตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อทะลุขึ้นไปกว่า 64 ล้านคน ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหลายภาคธุรกิจ

แต่มีบางธุรกิจได้รับอานิสงส์จากโควิด ยอดขายเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว หนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจการผลิต “ถุงมือยาง” ทางการแพทย์ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ดร.สมบูรณ์ วราห์บัณฑูรวิทย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ด๊อกเตอร์ บู จำกัด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในแวดวงถุงมือยางมากว่า 30 ปี

และอาจเรียกได้ว่า เป็นบริษัทผู้ผลิตถุงมือยางสัญชาติไทยรายแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศไทย โดยจดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 ผ่านร้อนผ่านหนาวยืนหยัดมาถึงวันนี้ และกำลังขยายโรงงานอีกหลายแห่ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีกหลายเท่าตัว

ส่งออกพุ่งเล็งผุด 3 โรงงานใหม่

ดร.สมบูรณ์เล่าว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว บริษัท ด๊อกเตอร์ บู ทำโรงงานผลิตถุงมือยางมา 30 กว่าปี ตอนนี้เหมือนได้โบนัส และถือเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์โรคระบาดแบบนี้

หากย้อนกลับไปดูอุตสาหกรรมถุงมือยางในประเทศไทยเกิดขึ้นสมัยที่มีโรคเอดส์ ประมาณปี 2531 บริษัท ด๊อกเตอร์ บู เกิดเป็นโรงงานแรก ๆ ของประเทศไทย จากที่ก่อนหน้านั้นมีโรงงานจากประเทศออสเตรเลียมาเปิด ตอนเกิดโรคเอดส์สภาพคล้าย ๆ กับปัจจุบันนี้ คนไม่เคยทำธุรกิจอะไรก็อยากจะมาทำถุงมือยาง

ซึ่งสมัยนั้นมีการยื่นขอสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อขอตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง ประมาณ 100 กว่าโรง โดยบริษัท ด๊อกเตอร์ บู ถือเป็นหนึ่งในโรงงานที่ขอตั้งครั้งนั้น ถึงวันนี้เหลือไม่กี่โรง

ตอนนั้นกำลังการผลิตเครื่องจักร 1 ตัว ผลิตถุงมือยางได้ 3,500 ชิ้นต่อชั่วโมง ปัจจุบันโรงงานของเรามีกำลังการผลิตถุงมือยางได้ 30,000 กว่าชิ้นต่อ ชม. หรือผลิตได้ 1,000 ล้านชิ้นต่อปี ถือว่าเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว แต่ปัจจุบันไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับออร์เดอร์จากต่างประเทศที่เข้ามา แม้การผลิตวัคซีนโควิด-19 จะได้ผลสำเร็จแล้ว

แต่ความต้องการใช้ถุงมือยางไม่ได้ลดลง ตอนนี้โรงงานเก่าผลิตได้ไม่เพียงพอ บริษัทจึงมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม

โดยตั้งเป้าจะขยายโรงงานใหม่เพิ่มอีก 3 โรงงาน แต่จะค่อย ๆ สร้างทีละโรงงาน ไม่ลงทุนครั้งเดียว จะขยายตามความแน่นอนของลูกค้า ตอนนี้โรงงานใหม่เฟสแรกอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จเริ่มผลิตได้ประมาณไตรมาส 2 ปี 2564 ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท ตามแผนจะผลิตเพิ่มได้อีก 3,000 ล้านชิ้นต่อปี

ถ้าการผลิตเต็มกำลังแล้วโรงงานผลิตไม่ทันก็ค่อยขยายโรงงานเฟส 2 และเฟส 3 ต่อไป ซึ่งเรามีความพร้อมทั้งเรื่องที่ดินอยู่ติดกับโรงงานปัจจุบัน เรามีพื้นที่ทั้งหมด 100 ไร่ 1 โรงงานใช้พื้นที่ 20 ไร่ จริง ๆ เรามีเตรียมแผนการขยายโรงงานอยู่แล้ว

แต่ไม่คิดว่าจะได้ขยายเร็วอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าเราจะขยายได้เร็วกว่าคนอื่น เพราะมีการวางแผนไว้อยู่แล้ว เตรียมเงินลงทุน ถ้าไม่มีโควิด-19 วางแผนไว้ประมาณปลายปี 2563 การขยายเร็วขึ้น เพราะได้รับการเรียกร้องจากลูกค้า จริง ๆ ก็ตั้งเป้าไว้ถ้าขยายเต็ม 3 เฟสจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4,000 ล้าน จะสามารถผลิตได้ 10,000 ล้านชิ้นต่อปี

ส่วนเฟส 2 กำลังตัดสินใจอยู่ในขั้นตอนการดูตัวเลข ทุกอย่างต้องดูความมั่นคงก่อน เราต้องดูตลาดไปด้วย หากความต้องการถุงมือยางลดลง เราก็ชะลอการลงทุนไป ส่วนเงินลงทุนนั้นก็มีการกู้บางส่วน เพียงแต่ว่าพยายามใช้เงินของเรามากกว่า เพราะว่าดอกเบี้ยค่อนข้างสูงและความไม่มั่นคงอาจจะเกิดขึ้น

หวั่นแห่ตั้งโรงงาน ทำล้นตลาด

ความต้องการใช้ถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจหลากหลายประเภทแสดงความต้องการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยางในประเทศไทย ผมเองได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจถุงมือยาง บอกพร้อมจะหอบเงินหลายพันล้านบาทเข้ามาร่วมลงทุนตั้งโรงงานผลิตถุงมือยาง ซึ่งการลงทุนในธุรกิจแต่ละประเภทไม่ได้ง่าย

อย่างบริษัท ด๊อกเตอร์ บูเอง มีออร์เดอร์ทั้งจากลูกค้าเก่าที่ค้าขายกันมานาน และลูกค้าใหม่ ซึ่งในส่วนลูกค้าใหม่จริง ๆ มีออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก แต่เราเองไม่กล้ารับออร์เดอร์ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นออร์เดอร์ที่แท้จริงหรือไม่ เพราะตัวเลขดีมานด์ใช้ถุงมือยางไม่น่าจะเยอะขนาดนั้น เช่น บางรายมีออร์เดอร์เดียว

แต่อาจจะมีการสอบถามเพื่อสั่งซื้อจากโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางหลายราย แต่สุดท้ายคือออร์เดอร์ก้อนเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้หากขยายกำลังการผลิตกันมาก ๆ คาดว่าถุงมือยางน่าจะล้นตลาดแน่นอน

ตอนนี้คนที่อยู่ในวงการถุงมือยางมีการขยายโรงงานกันหลายแห่ง แต่บางคนก็ไม่กล้าขยาย เพราะได้รับบทเรียนจากปี 2530-2531 ผลิตสินค้าออกมาแล้วไม่รู้จะขายให้ใคร แต่การขยายตั้งโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท ด๊อกเตอร์ บู เนื่องจากมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว โดยลูกค้าประจำของเราขยายและมีลูกค้าใหม่เข้ามาพอสมควร

เรามีการเลือกลูกค้าที่ทำจริง ๆ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อฉวยโอกาส ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลขถุงมือยางในตลาดโลกเติบโตปีละประมาณ 5% แม้ปีนี้ตัวเลขจะเติบโตขึ้นมาหวือหวาจากการที่โควิดระบาด แต่ตัวเลขที่ขายจริงมันไม่ได้หวือหวาอย่างที่คิดกัน มีเพียงตัวเงินที่หวือหวา เพราะมีราคาต่างกันเท่าตัว

ยางสังเคราะห์ขาด ยางสดพุ่ง

ดร.สมบูรณ์บอกต่อไปว่า ในการผลิตถุงมือยาง บริษัท ด๊อกเตอร์ บู ใช้วัตถุดิบจากยางธรรมชาติเป็นหลัก ยางสังเคราะห์ใช้สัดส่วนน้อย เพราะมีลูกค้าที่นิยมใช้ยางธรรมชาติ โดยโรงงานเราเริ่มต้นทำยางธรรมชาติมาตั้งแต่แรก โรงใหม่ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำยางสังเคราะห์ 100% ปรากฏว่ากลัวน้ำยางสังเคราะห์ไม่มี ก็เลยทำทั้ง 2 อย่าง

ซึ่งไลน์การผลิตสามารถใช้ร่วมกันได้ เพียงแต่ปรับขบวนการผลิตเล็กน้อย การคำนวณน้ำหนัก 100 ล้านชิ้นต่อเดือน มีน้ำยางแห้งประมาณ 5 กรัมต่อ 100 ล้านชิ้น โดยซื้อวัตถุดิบจากบริษัทผลิตน้ำยางข้น สำหรับวัตถุดิบจะมีการซื้อล่วงหน้าไว้ส่วนหนึ่ง อย่างช่วงที่ผ่านมาราคายางขึ้น-ลงผันผวน เพราะว่ามีฝนตกทำให้มีการเรียกราคาได้

ปกติช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคมเป็นช่วงที่กรีดยางได้มากที่สุด น้ำยางจะมาก ราคาจะลง การกรีดยางแต่ละภาคไม่เหมือนกัน อาทิ ภาคตะวันออกจะปิดกรีดยางช่วงเดือนมกราคม ภาคใต้จะปิดกรีดยางประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน โดยธรรมชาติจะเป็นแบบนี้

โดยวัตถุประสงค์ของการใช้ยางธรรมชาติ และวัตถุประสงค์การใช้ยางสังเคราะห์แตกต่างกัน ยางธรรมชาติมีข้อดี คือ ยืดหยุ่น นุ่มนวล แต่ข้อเสียคือ บางครั้งไปจับอาหารที่มีความร้อนจะละลาย สู้ยางสังเคราะห์ไม่ได้ แต่บางคนก็เอาทั้ง 2 ตัวมาผสมกัน

แต่ก็แทนกันไม่ได้อยู่ดี เพราะวัตถุประสงค์จริง ๆ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น ยางรถยนต์ก็ผสมทั้ง 2 อย่าง ซึ่งโรงงานผลิตจะดูว่าช่วงไหนยางสังเคราะห์แพง ไปใช้ยางธรรมชาติ แต่ถ้ายางธรรมชาติแพงก็ไปใช้ยางสังเคราะห์ มีแค่สัดส่วนที่แตกต่างกัน เป็นการลดต้นทุนด้วย ช่วงที่ผ่านมาราคายางธรรมชาติขึ้นไปสูงเพราะยางสังเคราะห์น้อย

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การที่ราคาน้ำยางสดพุ่งขึ้นสูงในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีความต้องการนำไปผลิตถุงมือยางเพิ่มขึ้นนั้น ความจริงแล้วเปอร์เซ็นต์การใช้ยางธรรมชาติในการนำมาผลิตถุงมือยางในประเทศไทยมีสัดส่วนเพียง 10% ถือว่าไม่ได้มากขนาดมีผลทำให้ราคาน้ำยางสดพุ่งขึ้นสูง แต่ความต้องการยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้ในโรงงานผลิตยางรถยนต์มากกว่า เพราะยางรถยนต์ใช้ยางธรรมชาติปริมาณมาก

ตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

ปัจจุบันบริษัท ด๊อกเตอร์ บู มีการส่งออกเกือบทั่วโลก มีทั้งแบรนด์ของเราเองคือ ยี่ห้อ Pro Gloves เป็นถุงมือยางธรรมชาติ และยี่ห้อ Pro Clean ผลิตจากยางสังเคราะห์ และมีการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์อื่น ถ้าขายในประเทศก็ใช้แบรนด์ของเรา 100% ถ้าในต่างประเทศก็แบรนด์เราเอง 20% OEM 80% แต่เราก็พยายามทำในนามแบรนด์ของเรามากขึ้น

สำหรับยอดขายในช่วงโควิด-19 เกือบ 1,000 ล้านบาท ถ้าปีหน้าโรงงานใหม่แล้วเสร็จ คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท และกำลังมองดูโอกาสในการที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้นอยู่กับอนาคต ถ้าหากตัวเลขความต้องการถุงมือยางขึ้นมามาก ในอนาคตก็มีโอกาส เพราะต้องอาศัยกลไกของตลาดเงินในการระดมทุนมาก่อสร้างโรงงาน

 

หนุนรัฐพัฒนาสินค้ายางไทย

ดร.สมบูรณ์บอกว่า เดิมกำเนิดถุงมือยางผลิตจากวัตถุดิบยางธรรมชาติ แต่ลูกค้าบางรายบอกเกิดอาการแพ้ ทำให้เปลี่ยนไปใช้ยางสังเคราะห์กัน เช่น ประเทศสหรัฐบอกคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้ จึงห้ามขายถุงมือยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ และเปลี่ยนไปใช้ถุงมือยางที่ผลิตจากวัตถุดิบยางสังเคราะห์แทน แต่ผมว่าลึก ๆ น่าจะมีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากสหรัฐปลูกยางพาราไม่ได้เหมือนประเทศไทย ก็กลายเป็นมีการสร้างยางสังเคราะห์ขึ้นมา กลายเป็นว่าตัวยางธรรมชาติจากเปอร์เซ็นต์การใช้ที่มากก็เริ่มลดน้อยลง เปลี่ยนไปใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น

 

แต่ตอนนี้ยางสังเคราะห์ในตลาดมีปริมาณผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในตลาด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่จะทำอย่างไรให้มีการนำยางธรรมชาติมาใช้ทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น เป็นเรื่องที่ภาครัฐหรือนักวิชาการต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมผลักดัน เพื่อช่วยเกษตรกรผู้ผลิตยางพารา ถ้ารัฐบาลอยากให้มีการใช้ยางธรรมชาติในการผลิตถุงมือยางมากขึ้นต้องมีนโยบายสร้างจุดเด่นให้สินค้าของไทยให้เติบโตมากขึ้น หรือนำยางธรรมชาติไปพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ มากขึ้น ราคาจะดีขึ้น

บ้านเราอะไรที่ทำง่ายเกินไปก็เกิดเยอะเช่น หมอนยางพารา ที่ผ่านมามีผลิตออกมาเต็มไปหมด แต่ไม่มีการวางแผนการทำตลาด การผลิตสินค้าต้องมีเรื่องคุณภาพ และกลไกการทำตลาด ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ควรต้องมานั่งคุยว่า ชุมชนท้องถิ่นจะผลิตสินค้าอะไรขึ้นมา ควรจะต้องให้หน่วยงานบริหารมาดูเรื่องตลาดจะไปทิศทางไหน เช่น หมอนยางพาราที่ผลิตขึ้นมา บ้านเรามีแหล่งขายที่ไหน ภาคเอกชนก็มีตลาดส่วนหนึ่ง แต่ในแง่ภาคราชการลองสำรวจว่าที่ไหนต้องใช้หมอนยางธรรมชาติ รัฐบาลสนับสนุนแทนที่จะแจกเป็นเงิน แจกเป็นสิ่งของให้ เช่น โรงพยาบาลของรัฐควรนำหมอนยางไปใช้ให้หมด เป็นต้น

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...