คปภ.ปรับเกณฑ์เงินกู้กรมธรรม์ หนุนประกันเติมสภาพคล่องลูกค้าอ่วมไวรัส
คปภ.ขอความร่วมมือบริษัทประกันชีวิตช่วยสภาพคล่องลูกค้าเดือดร้อนจากผลกระทบโควิด-19 ปรับเพิ่มเพดานปล่อยกู้มากกว่า 80% ของมูลค่าเงินสดตามกรมธรรม์ รวมถึงลดดอกเบี้ย จากเดิมคิดบวกเพิ่ม 2% จากดอกเบี้ยจ่ายผู้เอาประกันตก 6-7% ชี้ไม่บังคับขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ฟากธุรกิจประกันคิดหนัก หวั่นกระทบสภาพคล่องบริษัท เหตุเพิ่งมีมาตรการยืดเวลาชำระเบี้ยช่วยลูกค้าไป ขณะที่เปิดตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี บริษัทประกันโกยรายได้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น 9-12% ต่อปี ฟาก “ฟิลลิปประกันชีวิต” ปล่อยกู้ผ่านแอปพุ่ง 1 ล้านบาทต่อวัน
นายอาภากร ปานเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คปภ.ได้ขอความร่วมมือบริษัทประกันชีวิตให้พิจารณาปรับเพิ่ม “เพดานขั้นสูง” ของเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์ จากปัจจุบันลูกค้า (ผู้เอาประกัน) จะสามารถกู้ยืมได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ โดยกรมธรรม์ต้องชำระเบี้ยมาอย่างน้อย 2 ปี จึงจะขอกู้ได้ นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือให้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยทบต้นที่กำหนดไว้ในสัญญากรมธรรม์ จากเดิมที่จะบวกเพิ่ม 2% จากดอกเบี้ยจ่ายให้ผู้เอาประกัน ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าตก 6-8% ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่องช่วงนี้อีกด้วย
“2 มาตรการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่จะไม่ใช่มาตรการบังคับ โดยให้แต่ละบริษัทใช้ดุลพินิจของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าหากมีบริษัทใดเข้าไปช่วยเหลือ ลูกค้าก็จะมีลูกค้าอีกบริษัทเรียกร้องให้ทำตาม และจะเกิดภาพการแข่งขันตามมา” นายอาภากรกล่าว
นายนิติพงษ์ ปรัชญานิมิต ประธานอนุกรรมการคณิตศาสตร์ประกันภัย สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องรอดูแต่ละบริษัทประกาศออกมา เนื่องจากขึ้นกับความสมัครใจ อย่างไรก็ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้ บริษัทประกันได้มีมาตรการยืดชำระเบี้ยไป ซึ่งอาจทำให้กระแสเงินเข้าบริษัทลดน้อยกว่าเดิมมาก ขณะที่เงินครบกำหนดต่าง ๆ ยังต้องจ่ายตามปกติ ทำให้แต่ละบริษัทอาจมีความกังวลเรื่องสภาพคล่องของบริษัท
แหล่งข่าววงการประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าในกรณีเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายมากนัก เนื่องจากเป็นบริการเงินกู้ฉุกเฉินที่ให้เฉพาะลูกค้าประกันเท่านั้น ซึ่งลูกค้าสามารถใช้กรมธรรม์เป็นหลักประกันกู้ยืมเงินได้ โดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นมาค้ำ และบริษัทประกันจะคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่ 6-8% ต่อปี หรือ 0.5-0.66% ต่อเดือน เนื่องจากเป็นการกู้เงินจากเงินของตัวเอง
“ถ้าเทียบกับการกู้สถาบันการเงินอื่น ๆ เงินกู้กรมธรรม์จะมีความคล่องตัวกว่า แถมยังได้รับความคุ้มครองด้วย เพียงแต่วงเงินอาจจะไม่มากขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์” แหล่งข่าวกล่าว
โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ คปภ. ระบุว่า รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมโดยมีกรมธรรม์เป็นประกัน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2558-2562) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 9-12% ต่อปี (ดูกราฟิก) โดยบริษัทประกันชีวิต ที่ให้เงินกู้ไปมากที่สุด 5 อันดับแรก (ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2562) ได้แก่ 1.บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) 31,880 ล้านบาท 2.บมจ.ไทยประกันชีวิต 26,459 ล้านบาท 3.บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต 22,410 ล้านบาท 4.บมจ.ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต 20,244 ล้านบาท และ 5.บมจ.กรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิต 12,362 ล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมที่ขยายตัวขึ้นทุกปีนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเติบโตของสัดส่วนการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิต ขณะเดียวกันอาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจขาลง เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจดี รายได้ดอกเบี้ยส่วนนี้จะไม่ค่อยโต
“ถ้าสังเกตให้ดีช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีสัญญาณว่าการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตตกต่ำลง เนื่องจากเกิดเหตุการณ์หลายอย่างขึ้น ทำให้เศรษฐกิจแย่ และปีนี้ประเมินยอดธุรกรรมดังกล่าวน่าจะเพิ่มมากขึ้นแน่ ๆ เพราะคนตกงานเยอะ ดีไม่ดีอาจจะปิดกรมธรรม์ ใครพอมีกำลังซื้ออยู่บ้าง แต่ถูกลดรายได้ลงมาก็อาจจะมาขอกู้ยืมเงิน ซึ่งคาดว่าช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ เบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งระบบ น่าจะดิ่งลงแน่นอน” แหล่งข่าวกล่าว
นายชวลิต ทองรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส-ฝ่ายขาย และประธานเจ้าหน้าที่สายงานตัวแทน (CAO) บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทให้ลูกค้าขอกู้เงินตามกรมธรรม์ ผ่านแอปพลิเคชั่น e-Loan ได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาทต่อวัน โดย 70% เป็นลูกค้าทั่วไป และอีก 30% เป็นลูกค้าสินทรัพย์สูง (จ่ายเบี้ยประกันหลักแสนบาทต่อปี)
“การสนับสนุนการกู้เงินตามกรมธรรม์ เพื่อต่อสู้กับวงจรเงินกู้นอกระบบ อาจจะค้านกับความเชื่อเดิม ๆ ที่ต้องการสนับสนุนให้คนสะสมเงินออมมากกว่าถอนออกมาใช้ แต่กรณีนี้จุดประสงค์หลัก มองว่าเป็นเงินฉุกเฉินสำหรับคนที่มีวินัยการออม ถ้าเขามีความจำเป็นต้องนำเงินก้อนนี้ไปใช้ก่อน เชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุ” นายชวลิตกล่าว