กินดีจนเพื่อนอิจฉา! เสพธรรมชาติกับสายคาเฟ่ @The Hub Cafe and Eatery
จิบกาแฟอิมพอร์ต กินข้าวเก๋ไก๋สไตล์ฟิวชัน ถ่ายรูปปัง ๆ จากคาเฟ่แสงธรรมชาติ อัพลงโซเชียลชีวิตชิคจนใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา! ที่ “The Hub Cafe and Eatery”
เดี๋ยวนี้มองไปทางไหนแต่ละคนก็ดูชีวิตดี๊ดี อัพไอจีก็ต้องคลุมโทน แสงต้องเป๊ะ จัดพรอพต้องปัง แต่ถ้าอยากชิคแล้วชีวิตไม่อยากลำบากขนาดนั้น ก็มาที่นี่เลยค่ะ “The Hub Cafe and Eatery” คาเฟ่ท่ามกลางธรรมชาติ มีทั้งมุมถ่ายรูปสวย ๆ แสงธรรมชาติถ่ายแล้วปังแบบไม่ต้องเซตไฟ แถมอาหารและขนมเขาก็หน้าตาดีจัดจานสวย ไม่ต้องเสียเวลาจัดพรอพก็ได้รูปเก๋ ๆ เอาไว้อัพโซเชียลกันแล้วล่ะค่ะ แต่เอ๊ะ! เพื่อน ๆ คงคิดในใจว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอมหรือเปล่านะ แพรเลยมายืนยันนอนยันเลยค่ะ ว่าอาหาร ขนม และกาแฟของที่นี่เขาเป๊ะเวอร์ไม่แพ้หน้าตาแน่นอน เพราะวัตถุดิบต่าง ๆ กว่า 80% เป็นวัตถุดิบนำเข้าเกรดพรีเมียมที่คัดสรรคุณภาพมาอย่างดี อย่างเมนูไหนที่มีส่วนผสมของผลไม้ ทางร้านก็จะใช้แต่ผลไม้สดเท่านั้นค่ะ
โดยที่ร้าน “The Hub Cafe and Eatery” เขาเน้นจุดเด่นที่การออกแบบร้านแบบรักษาธรรมชาติ การก่อสร้างเกิดขึ้นโดยไม่ตัดต้นไม้เดิมแม้แต่ต้นเดียว ทำให้ร้านมีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ ให้บรรยากาศร่มรื่นแบบสุด ๆ ส่วนโครงสร้างร้านก็เป็นแบบ Glass House สไตล์ Modern Loft มีความโปร่งโล่งสบายเพื่อให้แสงแดดลอดเข้ามา ซึ่งจุดนี้ทำให้บรรยากาศร้านในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกันไปจากแสง ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ทุกครั้งที่เข้ามาในร้าน เป็นกิมมิคที่เก๋เวอร์วังมากค่ะ
และจุดเด่นอีกอย่างของร้านนี้ก็อยู่ที่เมล็ดกาแฟที่มีให้เลือกแบบละลานตา ทั้ง Single Origin จากลาว ที่มีความเป็นผลไม้นิด ๆ ผสมกับความเป็น Coconut Milk หรือถ้าใครไม่ชอบแบบที่ออกรสเปรี้ยวเขาก็มี House Blend ที่มีความเป็นดาร์กช็อคโกแลตผสมคาราเมลและ Roasted Coconut นอกจากนี้ยังมี Special Blend จากหลากหลายแหล่งทั้ง ลอนดอน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งจะเปลี่ยนกันทุกสัปดาห์ แถมมีให้เลือกสัปดาห์ละ 3-4 ชนิด สำหรับคอกาแฟเรียกได้ว่าพรีเมียมสุด ๆ และเขายังมีกาแฟบรรจุขวด แบบ Cold Brew สามารถซื้อกลับบ้านได้ มีทั้งแบบ Black ที่เก็บไว้ได้ถึง 2 อาทิตย์ และแบบ White เก็บได้ 1 อาทิตย์ค่ะ
พูดกันมาขนาดนี้จะไม่ลองดื่มก็คงพลาดมาก ๆ วันนี้แพรเลยสั่ง “Piccolo” (120 บาท) หรือก็คือลาเต้ที่ลดนมลงครึ่งหนึ่ง น่าจะถูกใจคนที่ชอบดื่มกาแฟแบบเข้มข้น และกาแฟที่ใช้จะเป็นแบบ House Blend หอมนุ่มสุด ๆ แถมมีกลิ่นอายของช็อกโกแลตและคาราเมลเบา ๆ และเขาก็ไม่ได้ใส่น้ำเชื่อมแต่ใช้ความหวานธรรมชาติจากนมที่ผ่านการสตีมมา รสชาติเลยออกมาละมุ้นละมุนได้รสของกาแฟแบบเต็ม ๆ !
ต่อกันด้วยกาแฟอีกสักแก้ว กับเมนู “Hot Mocha” (140 บาท) ความพิเศษคือเขาผสมซอสช็อกโกแลตแบบเข้มข้นลงไปกับกาแฟ House Blend ทำให้ยิ่งชูความเป็นช็อกโกแลตมากยิ่งขึ้น แถมยังท็อปด้วยผงโกโก้และช็อกโกแลตขูด ใครที่ชอบดื่มมอคค่าอยู่แล้วพูดเลยว่าไม่ควรพลาดเมนูนี้มาก ๆ รับประกันจากสาวกมอคค่าอย่างแพรเลยค่ะ
สำหรับใครที่ไม่ได้ชอบดื่มกาแฟแต่ฟังสรรพคุณกาแฟของที่นี่แล้วอดใจไม่ไหวอยากจะลองโดนดูสักที แพรขอแนะนำเมนูนี้เลยค่ะ “Citus Blossom” (200 บาท) เป็นกาแฟแบบม็อกเทล ความพิเศษคือเขาใช้ซีรัปกลิ่นดอกไม้ เติมน้ำและผิวเลมอนลงไปเพื่อเพิ่มสีสันความเป็นม็อกเทล แล้วยังเพิ่มความหอมขึ้นไปอีกด้วยใบไทม์ ท็อปด้วยเอสเปรสโซช็อต แต่รสของกาแฟจะไม่ได้เข้มข้นมาก คนที่ไม่ดื่มกาแฟสามารถดื่มได้แบบสบาย ๆ เลยค่ะ กิมมิกอีกอย่างของเขาก็คือควรคนก่อนดื่มและจิบจากแก้วโดยตรง เพราะจะได้กลิ่นหอมระเหยของกาแฟ เลมอน และสมุนไพรจะชัดเจนยิ่งขึ้น อันนี้ขอคอนเฟิร์มว่าจริง เก๋ทั้งหน้าตา รสชาติ ยันวิธีการดื่ม ชิคกว่านี้จะหาจากไหนล่ะคะ
หรือถ้าใครไม่ดื่มกาแฟจริง ๆ แพรขอแนะนำเครื่องดื่มที่เก๋ไม่แพ้กันอย่าง “Matoom Milk Tea” (140 บาท) ตัวชาเป็นชาซีลอนผสมกับน้ำมะตูมอบแห้ง แต่ยังค่ะยังหอมไม่พอ เพราะเขาใช้น้ำเชื่อมแบบโฮมเมดที่เคี่ยวกับมะตูมอบแห้งผสมลงไปเพิ่มความหวานหอม ทำให้ได้กลิ่นของมะตูมแบบเต็ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยฟองนมนุ่ม ๆ รสละมุน แถมเขามีทั้งแบบร้อนแบบเย็น ใครสะดวกแบบไหนก็เลือกกันตามใจชอบเลยค่ะ
มาที่เมนูของคาวกันบ้างซึ่งอาหารของที่นี่เขาเป็นสไตล์ฟิวชัน เลยขอรองท้องเบา ๆ กันด้วยออเดิร์ฟสไตล์ลูกครึ่งอิตาลี - ไทย กับเมนู “Calamari” (180 บาท) ปลาหมึกคลุกแป้งทอดกรอบ ๆ แบบอิตาเลี่ยน กินคู่ซอสครีมซีฟู้ดสไตล์ไทยสูตรพิเศษของร้าน เข้ากันอย่างลงตัว เสิร์ฟคู่กับผักสลัดราดบัลซามิกเดรสซิงเพิ่มความสดชื่น
ต่อกันที่จานหลักอย่าง “Croque Madame” (260 บาท) ชื่อและหน้าตาไฮโซสุด ๆ ซึ่งปกติแล้วจานนี้จัดอยู่ในหมวด Breakfast แต่ที่ “The Hub Cafe and Eatery” เขาเสิร์ฟกันแบบ All-day Breakfast มาเวลาไหนก็สามารถลองชิมกันได้ค่ะ เมนูนี้ถ่ายรูปว่าปังแล้วจากไข่แดงเยิ้ม ๆ ที่ความน่ากินแรงเวอร์ แต่พอชิมรสชาติแล้วเป๊ะปังอลังสุด ๆ ด้านในมีทั้งปารีสแฮม ชีสพาเมซาน ชีสมอสซาเรลลา ราดเบชาเมลซอส ประกบด้วยขนมปังแซนด์วิชนุ่ม ๆ และด้านบนเขายังโปะชีสกันแบบไม่อั้น ท็อปด้วยไข่ดาว กินพร้อมกันทั้งหมดรสชาติกลมกล่อมแบบสุด ๆ กินคู่กับสลัดเพิ่มความสดชื่น พูดเลยว่าฟินจนตายตาหลับแล้วค่ะ
ตามมาล้างปากกันด้วยของหวานกับเมนู “Chocolate Toast With Banana” (260 บาท) ขนมปังโทสต์สูตรญี่ปุ่นกรอบนอกนุ่มในที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนยหอม ๆ อิมพอร์ตจากฝรั่งเศส เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมเย็น ๆ สองรสชาติ ทั้งวานิลลารสนุ่มและช็อกโกแลตรสเข้มข้น กินคู่กับวิปครีมฟู ๆ และกล้วยหอม ปิดท้ายด้วยซอสช็อกโกแลตอัพความฟิน แล้วถ้าใครยังหวานไม่พอเขาก็มีน้ำผึ้งแท้ 100% เอาไว้ให้ราดเพิ่มกันด้วย อ้อที่สำคัญยังสามารถเปลี่ยนรสชาติของไอศกรีมได้ด้วย ทั้งวานิลลา ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รีเชอร์เบต และชาเขียว ใครชอบแบบไหนก็เลือกฟินกันตามสบายเลยค่ะ
ขอปิดท้ายด้วยเมนูน้องใหม่ล่าสุด “Nutella White Malt” (180 บาท) เอาใจคุณหนู ๆ กับนมผสมผงไวท์มอลต์ปั่นจนเนื้อเนียนกลิ่นหอมละมุน เทใส่แก้วที่ปาดนูเทลล่าเอาไว้แบบเต็ม ๆ ท็อปด้วยวิปครีมนุ่ม ๆ กับช็อกโกบอล โรยเกล็ดน้ำตาลสีชมพูรูปหัวใจคิวต์ ๆ เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี ได้ฟีลสดใสย้อนวัย กระชุ่มกระชวยหัวใจไปอี๊กกก
สำหรับใครที่อยากจะมาที่ “The Hub Cafe and Eatery” การเดินทางก็ไม่ยากเลยค่ะ นั่งแอร์พอร์ตลิงค์มาลงรามคำแหง จะลงมาเจอซอยรามคำแหง 24 พอดี สามารถนั่งรถสองแถวสาย 15 หรือจะนั่งแท็กซี่เข้ามาได้ก็ได้ ถ้าใครมีรถส่วนตัวให้สังเกตศูนย์การค้า The Nine เข้าซอยพระรามเก้า 41 ที่อยู่ด้านหลัง เข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือเลยค่ะ มีที่จอดรถได้ทั้งภายในร้านและริมฟุตปาธนอกร้าน
และที่นี่เขาก็ต้อนรับลูกค้าทุกรูปแบบ ไม่ว่าลูกค้าที่อยากหาที่ทำงาน เขาก็มีปลั๊กให้แทบจะทุกจุดทั้ง Indoor และ Outdoor แถมแต่ละโต๊ะยังมีปุ่มกดเรียกพนักงานมาบริการถึงที่ เรียกได้ว่าสะดวกสบาย ชิค ๆ ชิว ๆ ไปอีก หรือจะพาเพื่อน ๆ พาครอบครัวมาแฮงค์เอาท์เขาก็เปิดตั้งแต่ 9.00 - 21.00 น. และพิเศษสุด ๆ สำหรับเพื่อน ๆ ชาว Wongnai ถ้าแชร์บทความนี้แล้วเปิดสาธารณะใน Facebook สามารถซื้อเมนูที่เป็นเครื่องดื่มของกาแฟแบบ 1 แถม 1 ได้ทั้งเมนูร้อน, เย็น, และปั่น 1 สิทธิ์ต่อ 1 ใบเสร็จ ตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม 2560 เลยค่ะ