โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : กินเจ แต่เดิมคือการปฏิบัติธรรม ของโอรสสวรรค์ ก่อนจะมาเป็นเทศกาลอย่างทุกวันนี้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ต.ค. 2562 เวลา 06.38 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 04.12 น.

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราจะไม่เห็นเทศกาลกินเจ (คำว่า เจ เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว จีนกลางออกเสียงไจ หรือจาย) ในประเทศต้นกำเนิดอย่าง “จีน” เพราะว่าได้เสื่อมความนิยมลงไปแล้ว

แต่ชาวจีนนั้นก็มีธรรมเนียมการกินเจมานานมากกว่า 2,500 ปีแล้วนะครับ

ในคัมภีร์หลุนอี่ว์ (แปลตรงตัวว่าปกิณกคดี) ซึ่งเป็นตำราสำคัญเล่มหนึ่งในศาสนาขงจื๊อ (แน่นอนว่าผมไม่คิดจะเรียกกลุ่มความเชื่อที่ใหญ่และบทบาทมากๆ ในวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่างจีน ด้วยคำว่าลัทธิ) ซึ่งเป็นตำราที่รวบรวมบทสนทนาระหว่างขงจื๊อและลูกศิษย์ไว้

“กินเจต้องเปลี่ยนอาหาร เปลี่ยนที่อยู่ ทำตนให้บริสุทธิ์สุภาพ”

ส่วนในคัมภีร์หลี่จี้ ซึ่งก็คือตำราอธิบายจารีต ที่ว่ากันว่าเซเลบในประวัติศาสตร์จีนระดับ “ขงจื๊อ” (เชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่ระหว่าง ก่อน พ.ศ.8 ปี-พ.ศ. 64 ตรงกับยุคราชวงศ์โจวตะวันออกของจีน) ได้รวบรวมขึ้นเองเลยนั้น

มีข้อความระบุเอาไว้ว่า

 

“เมื่อจะทำพิธีเซ่นสรวงบูชาประมุขต้องกินเจ เจคือความเรียบร้อยบริสุทธิ์ ชำระกาย-ใจที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์แน่วแน่ หากไม่มีเรื่องสำคัญ ไม่มีเรื่องต้องเคารพนบนอบ ประมุขก็จะไม่กินเจ ช่วงไม่กินเจไม่มีข้อห้ามที่ต้องระมัดระวัง ไม่ต้องควบคุมความอยาก

ครั้นถึงเวลาจะกินเจต้องระวังความชั่วร้าย ระงับความอยาก หูไม่ฟังดนตรี ดังนั้น หนังสือโบราณจึงบันทึกว่า ‘ผู้กินเจไม่ฟังดนตรี’ ใจต้องไม่ฟุ้งซ่าน ต้องอยู่ในวิถีแห่งธรรม กิริยาไม่ไร้ระเบียบ ต้องเรียบร้อยตามจารีต

การกินเจของประมุขต้องมุ่งให้ถึงคุณธรรมอันประเสริฐ ฉะนั้น ต้องกินเจพื้นฐาน 7 วัน สำรวมพฤติกรรมให้ใจสงบ แล้วกินเจเข้มงวดขัดเกลาจิตใจอีก 3 วัน เพื่อให้ใจผ่องใสแน่แน่ว ใจผ่องใสแน่แน่วเรียกว่า ‘เจ’
เจนี้แลคือยอดของความประเสริฐบริสุทธิ์ จากนั้นจึงสามารถ (ทำกิจ) เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ฉะนั้น ก่อนถึงช่วงกินเจ 1 วัน พนักงานฝ่ายในต้องแจ้งเตือนชายาของประมุข ชายาก็ต้องกินเจพื้นฐาน 7 วัน เจเข้มงวด 3 วัน ประมุขกินเจที่ห้องฝ่ายหน้า ชายากินเจที่ห้องฝ่ายใน แล้วจึงไปพบกันที่หอพระเทพบิดร (หอบวงสรวงบรรพชน)”

(จัดย่อหน้าใหม่ เพื่อให้อ่านสะดวกขึ้นโดยผู้เขียน)

 

ถ้าจะว่ากันตามข้อมูลที่บันทึกอยู่ในตำราของขงจื๊อทั้งสองเล่มนี้แล้ว “เจ” ก็คงจะไม่ใช่แค่การละเว้นไม่กินเนื้อสัตว์และพืชบางชนิดเท่านั้น

แต่เป็นเรื่องของการถือศีลปฏิบัติธรรม เพื่อให้เตรียมร่างกายบริสุทธิ์ สำหรับกระทำกิจพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

ว่ากันว่า เมื่อเวลาผ่านไปหลังยุคของขงจื๊อแล้ว การถือศีลกินเจในทำนองนี้ก็มักจะลดเหลือเพียงแค่การกินเจเข้มงวด 3 วัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ มีอยู่ในพงศาวดารจีนเรื่องดังอย่างสามก๊ก เมื่อเล่าถึงคราวที่เล่าปี่จะไปเชิญขงเบ้ง มาเป็นที่ปรึกษานั้น ก็ต้องบอกว่า เล่าปี่ต้องถือศีลกินเจก่อนเป็นเวลา 3 วันเช่นกัน

จากตัวอย่างนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยว่า การกินเจนั้นไม่ใช่เรื่องของการเตรียมตัวก่อนบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการชำระกาย-ใจให้บริสุทธิ์ ก่อนที่จะเริ่มทำกิจกรรมสำคัญใดๆ ดังนั้นในวัฒนธรรมจีนโบราณ การกินเจจึงไม่ได้ถูกจำเพาะเจาะจงอยู่เฉพาะแค่ช่วงเดือนเก้า (นับตามปฏิทินจันทรคติของจีน) อย่างที่เราคุ้นเคยกันในไทยและประเทศข้างเคียงปัจจุบันนี้เท่านั้นนะครับ

ในหนังสือเก่าที่ว่าด้วยการรวบรวมสรรพวิชาต่างๆ ที่หลี่ปู้เว่ย อัครมหาเสนาบดีแห่งรัฐฉิน ควบตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนอิ๋งเจิ้ง (ที่ต่อมาจะกลายเป็นฉินสื่อหวง หรือที่ชาวไทยมักจะเรียกตามสำเนียงแต้จิ๋วว่าจิ๋นซีฮ่องเต้) ได้รวบรวมเอาไว้เพื่อใช้ในการปกครองรัฐฉินคือ หนังสือ “หลี่ว์สื้อชุนชิว” ได้กล่าวถึงช่วงเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีนเอาไว้ว่า “(เดือนนี้) โอรสสวรรค์กินเจ”

ดังนั้น ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม การกินเจจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่ช่วงใดช่วงหนึ่งของปี

 

กัวลี่เฉิง นักคติชนวิทยาชาวไต้หวันได้เคยแบ่งประเภทของการกินเจในปัจจุบัน (ที่ยังพอจะมีเหลือให้เห็นในไต้หวัน) ออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1) การกินเจ ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญของพระพุทธเจ้า เช่น เทศกาลสรงน้ำพระ วัน 8 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งชาวพุทธมหายาน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกนับว่าเป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า, เทศกาลล่าปา ในวัน 8 ค่ำ เดือน 12 ที่ชาวพุทธมหายานเชื่อว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และวัน 15 ค่ำ เดือนยี่ ที่เชื่อว่าเป็นวันเสด็จมหาปรินิพพานนั้น ชาวบ้านจะนิยมไปถือศีลกินเจอยู่ที่วัด หรือไม่ก็กินเจที่บ้าน

2) การกินเจประจำในทุกวันพระ คือวัน 1 ค่ำ และ 15 ค่ำ ในแต่ละเดือนตามปฏิทินจันทรคติจีน ประเพณีนี้น่าจะเป็นประเพณีเก่าที่มีมาก่อนที่จีนจะรับพุทธศาสนา เพราะชาวจีนกินเจมาก่อนที่จะรับพุทธศาสนามานานนับพันปี และวัน 1 ค่ำ เป็นวันเดือนดับ ส่วนวัน 15 ค่ำ ก็เป็นวันเดือนเพ็ญ ที่ชาวจีนมักจะทำพิธีกรรมต่างๆ เพราะเชื่อว่าจะมีพลังงานจากธรรมชาติมาช่วยเสริม เนื่องจากเป็นวันที่พระอาทิตย์และพระจันทร์อยู่ในแนวแกนเดียวกับโลก

3) การกินเจระยะยาว คือการกินเจตลอดทั้งชีวิต หรือกินติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่งตามที่บนบานไว้ เช่น 1 เดือน หรือ 1 ปี เป็นต้น

4) การกินเจเบ็ดเตล็ด ซึ่งโดยมากจะเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่างๆ ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาเต๋า ดังปรากฏมีการกินเจในเทศกาลวันปีใหม่ ซึ่งตรงกับเดือนอ้ายของจีน (แน่นอนว่าเทศกาลนี้สืบมาตั้งแต่คราวที่หลี่ปู้เว่ยบันทึกไว้ แต่ทุกวันนี้ถือว่าเป็นการไหว้พระศรีอาริยเมตไตรยตามคติพุทธไปเสียแล้ว), การกินเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งปีหนึ่งมีสามครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1-19 ค่ำ เดือนยี่ เดือน 6 และเดือน 9 โดยถือว่าวัน 19 ค่ำ เดือนยี่ เป็นวันประสูติของเจ้าแม่ วัน 19 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันเสด็จไปออกบวชยังทะเลใต้ของเจ้าแม่

ส่วนวัน 19 ค่ำ เดือน 9 เป็นวันบรรลุมรรคผลของเจ้าแม่ เป็นต้น

 

สําหรับการกินเจในศาสนาเต๋าก็มีการกินเจเพื่อบูชาเทพซานกวนต้าตี้ ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าแห่งฟ้า ดิน และน้ำ ในศาสนาเต๋า ในเทศกาลหยวนเซียว, สารทจีน และเซี่ยหยวน ทุกวัน 15 ค่ำ เดือนอ้าย, เดือน 7 และเดือน 10

ส่วนการกินในวันที่ 1-9 ค่ำ เดือน 9 ตามอย่างที่นิยมในไทยนี้มีชื่อเรียกออกเสียงตามสำเนียงซาวด์แทร็กเป็นภาษาจีนแมนดาริน (จีนกลาง) ว่า “จิ่วหวงเซิ่งหุ้ย”

แปลตรงตามตัวอักษรได้ความว่า “เทศกาลเก้าจักรพรรดิผู้ชนะ”

หมายถึงสัญลักษณ์ของดวงดาวทั้ง 7 ดวง ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ บวกเข้ากับดาวเหนือ (Polaris, ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวหมีเล็ก) และดาวเวก้า (Vega, ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวพิณ และเป็นดาวเหนือดวงเดิมเมื่อ 14,000 ปีที่แล้ว) อีก 2 ดวง รวมเป็น 9 ดวง คือ 9 จักรพรรดิ ซึ่งชาวจีนใช้ในการกำหนดทิศยามค่ำคืน

จักรพรรดิทั้ง 9 นี้ ตามปรัมปราคติในศาสนาเต๋าของจีน (ซึ่งมักจะมีเรื่องเล่าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาเข้าไปฟีเจอริ่งบ่อยเสียให้เขรอะไปหมด) อ้างว่าคือเทพเจ้าผู้เป็นบุตรแห่งเทพี “โต๋วหมู่หยวนจุน” ซึ่งก็คือเทพีแห่งดาวเหนือ ดังนั้น พระจักรพรรดิทั้งเก้าพระองค์นี้จึงไม่เคยมีตัวตนจริงๆ อยู่ในประวัติศาสตร์แน่

การกินเจตามอย่างที่นิยมกันอยู่ในไทยจึงเป็นการกินตามความเชื่อในศาสนาเต๋า และก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ เทศกาลกินเจของวัฒนธรรมจีน ที่กลายมาจากรากเดิมคือการถือศีล ปฏิบัติธรรม เพื่อเตรียมตัวสำหรับบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสมัยโบราณนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...