โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 05.13 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2562 เวลา 13.21 น.
รัชกาลที่ 5

ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย มีข้อมูลตามที่ ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เขียนไว้ในหนังสือ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” ว่า สันนิษฐานว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในไทยรับรูปแบบมาจากพิธีราชสูยะของอินเดีย ซึ่งผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต้องผ่านการประกอบพิธี 3 อย่าง คือ การอภิเษกหรืออินทราภิเษก การกระทำสัตย์ และการถวายราชสมบัติ โดยจะประกอบพิธีในพระราชมณเฑียรหรือท้องพระโรง

ในพื้นที่ที่เป็นราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน พบหลักฐานการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องต้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 บริเวณจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงการอภิเษกเพื่อขึ้นครองราชสมบัติของเจ้าชายจิตรเสน เพื่อปกครองรัฐซึ่งสันนิษฐานว่าคืออาณาจักรเจินละ ซึ่งมีดินแดนส่วนหนึ่งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตามข้อมูลในหนังสือ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” จัดทำโดยกระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า เมื่อ พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป ยังไม่พร้อมมูลเต็มตำรา ครั้น พ.ศ. 2326 โปรดให้ข้าราชการผู้รู้ครั้งกรุงเก่าทำการสอบสวนร่วมกันตรวจสอบตำราว่าด้วยการราชาภิเษกในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงวัดประดู่ แล้วแต่งเรียบเรียงขึ้นไว้เป็นตำราเรียกว่า “ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาสำหรับหอหลวง” เป็นตำราเกี่ยวกับการราชาภิเษกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบหลักฐานในประเทศไทย

เมื่อได้แบบแผนการราชาภิเษกที่สมบูรณ์แล้ว อีกทั้งพระราชมณเฑียรสถานที่สร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จ ใน พ.ศ. 2328 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้สมบูรณ์ตามแบบแผนอันได้เคยมีมาแต่เก่าก่อน
อีกครั้งหนึ่ง และแบบแผนการราชาภิเษกดังกล่าวได้รับการยึดถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างสืบมา เพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์

จุลสารการจัดองค์ความรู้ สำนักพระราชวัง ให้ข้อมูลไว้ว่า การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นแบบแผนที่ถือปฏิบัติมาในรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3

ขั้นตอนสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ที่การสรงมรุธาภิเษก คือทรงรับน้ำอภิเษกเหนือพระเศียรโดยพระราชครูพราหมณ์ ด้วยเชื่อในคติว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพที่อุบัติมาเพื่อขจัดทุกข์เข็ญอาณาประชาราษฎร์ ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ให้มีความร่มเย็นและทรงบำรุงอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสัมพันธไมตรีกับประเทศยุโรป จึงทรงรับคติการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างราชสำนักยุโรป นอกจากนั้น โปรดเกล้าฯให้เพิ่มพระราชพิธีสงฆ์ ดังนั้นน้ำอภิเษกจึงมีทั้งน้ำพระพุทธมนต์และน้ำพระเทพมนต์ และกำหนดให้มีการบำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษกประจำปี เรียกว่าวันฉัตรมงคล ถือปฏิบัติต่อมาในรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการพระราชพิธีบ้างตามความเหมาะสมในแต่ละสมัย

ในสมัยรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างย่นย่อ ตัดทอนพิธีการหลายประการ คงไว้เฉพาะที่จำเป็น กำหนดการพระราชพิธี 3 วัน คือวันที่ 3-5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 12 ครั้งใน 10 รัชกาล

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเกิดขึ้นแล้ว 11 ครั้ง ใน 9 รัชกาลที่ผ่านมา และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 12 เหตุที่จำนวนงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีมากกว่าจำนวนพระมหากษัตริย์ เนื่องจากว่าในบางรัชกาลมีการประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง โดยมีข้อมูลสรุปดังนี้

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง ครั้งแรก พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2328 เมื่อพระราชมณเฑียรสถานที่สร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่งให้สมบูรณ์ตามราชประเพณีที่เคยมีมา

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2352

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2394

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 เมื่อทรงครองราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ขณะมีพระชนมพรรษา 15 พรรษา การบริหารงานขณะนั้นจึงมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 2 วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา ทรงบรรลุนิติภาวะ

รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร เนื่องจากยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้งดการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครและการรื่นเริง ครั้งที่ 2 วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2454 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และให้นานาประเทศที่มีสัมพันธ์ทางพระราชไมตรีมาร่วมงานในพระราชพิธี

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468

รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จสวรรคตก่อนการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

รัชกาลที่ 10 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 (ฤกษ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก)

อิทธิพลที่รับมาจากราชสำนักต่างประเทศ

แม้ที่มาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในไทยนั้นมาจากอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ในประเทศอินเดีย แต่ในเวลาต่อมาราชสำนักไทยได้รับอิทธิพลจากราชสำนักต่างชาติเข้ามาในบางส่วน อย่างเช่นที่กล่าวไปคร่าว ๆ ว่าในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้รับคติการสวมมงกุฎจากราชสำนักยุโรปเข้ามา นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่เราไม่ทราบกันว่าได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศเข้ามาเช่นกัน

ในงานเสวนา “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์” ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เขียนหนังสือ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระเก้าอี้หรือราชบัลลังก์ที่ชื่อว่า “พระที่นั่งภัทรบิฐ” ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณว่า พระเก้าอี้ตัวนี้มีลักษณะเหมือนเครื่องเรือนจีน รูปร่างเป็นวงโค้งคล้ายเกือกม้า มีแผ่นรองหลังเป็นไม้ทึบ ส่วนด้านอื่นที่เหลือเป็นเสาพนักพิง ซึ่งในสมัยโบราณเก้าอี้แบบนี้เป็นของชนชั้นสูง คือราชวงศ์หรือขุนนางเท่านั้น ทรงเก้าอี้ดังกล่าวจึงถูกนำไปประกอบเป็นพระราชยานหรือพระที่นั่ง

จากหลักฐานพบว่า พระเก้าอี้ตัวนี้ถูกประดิษฐ์ถวายเป็นเครื่องราชูปโภคในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยานครศรีธรรมราชในขณะนั้น แม้จะเป็นรูปร่างแบบเครื่องเรือนจีนแต่พระเก้าอี้ตัวนี้ถูกตกแต่งด้วยงานประณีตศิลป์ถมตะทอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของงานฝีมือในจังหวัดนครศรีธรรมราชจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า พระที่นั่งกงมีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งของจีน หรือก่อนสมัยสุโขทัยในบ้านเรา เก้าอี้แบบจีนที่ปรากฏหน้าตาทำนองเดียวกันกับพระที่นั่งภัทรบิฐ จึงทำให้เห็นว่า มีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมของราชสำนักไทยและจีน

ด้าน ผศ.ดร.ดินาร์ บุญธรรม อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลถึงที่มาของพระที่นั่งภัทรบิฐว่า แม้จะเป็นพระเก้าอี้ที่มีรูปทรงคล้ายเครื่องเรือนจีน แต่มีลักษณะการจัดวางตำแหน่งแห่งที่คล้ายกันกับ “The Coro-nation Chair” หรือราชบัลลังก์ของอังกฤษอย่างมาก ลักษณะของ The Coronation Chair มีการตกแต่งด้วยงานประณีตศิลป์ที่มีลวดลายคล้ายกับงานถมทองของไทย ทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงมีดำริเห็นว่า พระเก้าอี้ที่จะนำมาใช้ในพระที่นั่งภัทรบิฐจึงต้องเป็นพระเก้าอี้ซึ่งมีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชทำถวายไว้ รัชกาลที่ 4 จึงทรงมีดำริให้ดัดแปลงพระเก้าอี้ด้วยการตีปิดไม้ทึบทั้งสี่ด้านคล้ายแท่นหรือบัลลังก์ขึ้น จึงเกิดเป็นพระที่นั่งภัทรบิฐถาวรมาตั้งแต่พิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตั้งแต่นั้นมา

เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 4 ยังครองสมณเพศอยู่ พระองค์ได้ศึกษาภาษาอังกฤษและวิทยาการของโลกตะวันตกจากข่าวหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร เอกสารเหล่านี้มีเนื้อความเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1838 หรือ พ.ศ. 2381 เป็นเวลา 13 ปีก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 4 จะเกิดขึ้น ทำให้เมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 4 จึงมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมรายละเอียดของพิธีหลาย ๆ อย่างเข้าไปในช่วงเวลานี้

ผศ.ดร.ดินาร์บอกอีกว่า การนำธรรมเนียมราชประเพณีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของอังกฤษมาใช้ไม่ได้หยุดอยู่แค่พระที่นั่งภัทรบิฐเท่านั้น ขั้นตอนการรับสิ่งของต่าง ๆ ขณะประทับบนพระที่นั่งก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษด้วย รัชกาลที่ 4 ทรงรับขั้นตอนการสวมมงกุฎแบบพิธีตะวันตกมา แต่เดิมก่อนรัชสมัยของพระองค์ในพิธีบรมราชาภิเษกไม่มีรายละเอียดขั้นตอนการสวมมงกุฎ เป็นเพียงการรับและวางไว้ข้างพระที่นั่ง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงรับแล้วทรงสวมไว้

อีกประการที่สำคัญคือ การรับธรรมเนียมสวมพระธำมรงค์จากอังกฤษที่เรียกว่า “Wedding Ring of England” ตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลสูงสุดของอังกฤษ หรือที่เรียกว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์ เมื่อกษัตริย์อังกฤษทรงรับจะเท่ากับพระองค์แต่งงานกับราชอาณาจักรหรือประเทศชาติ ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงเพิ่มธรรมเนียมนี้เข้าไปด้วย คือการรับพระธำมรงค์สององค์ ได้แก่ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา มีรูปสัญลักษณ์คล้ายสังข์และรูปตรี ส่วนพระธำมรงค์รัตนวราวุธ ทำด้วยเพชรทั้งวง ทั้งสองวงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพระเป็นเจ้า คือพระนารายณ์ และพระอิศวร เมื่อรับพระธำมรงค์ทั้งสองเแล้วจะสวมไว้ที่พระดัชนี (นิ้วชี้) ของพระหัตถ์ทั้งสองข้างในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...