ณัฐนรี ต่างวิวัฒน์
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 26 พ.ย. 2567 เวลา 09.57 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2567 เวลา 13.18 น. • HELLO! Magazine Thailandคุณ ณัฐนรี ต่างวิวัฒน์ หรือน้ำหวาน เป็นคนไทยคนเก่งอีกคนหนึ่งที่ได้เข้าทำงานที่ Google หนึ่งในออฟฟิศในฝันของคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี ในซิลิคอนวัลเลย์อันเลื่องชื่อ
คุณ ณัฐนรี ต่างวิวัฒน์ เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่ (นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และพญ.พิมลพรรณ ต่างวิวัฒน์ อดีต ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข) คุณหวานเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสตรีวิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีชั้นนำของไทย และไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในสายวิทย์-คณิต อยู่เพียงไม่กี่เดือน
จากโรงเรียนไทยสู่การเรียน Emma Willard School โรงเรียนประจำในอเมริกา
“เพื่อนที่เตรียมฯ ส่วนใหญ่ตั้งใจเรียนแพทย์หรือไม่ก็วิศวะต่อค่ะ” คุณหวานกล่าวถึงช่วงเวลาที่เรียนม.4 ก่อนจะพูดต่อ
“แต่หวานรู้สึกว่าเราอยาก explore สายอาชีพอื่นที่เป็นวิชาชีพใหม่ คุณพ่อคุณแม่เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยมปลายหรือ prep school ดู ก็มาลงตัวที่ Emma Willard School ในเมืองทรอย มลรัฐนิวยอร์ก
“เป็น boarding prep school เอกชนหญิงล้วน เขาดูคะแนน Toefl กับคะแนน SSAT ซึ่งคล้ายกับ SAT ของมัธยมปลาย อันเป็น standardize exam ของมัธยมต้น และให้เราเขียน essay ตามด้วยการสอบสัมภาษณ์”
คุณหวานบอก HELLO! ว่า จะเรียกว่า Emma Willard School ต้ังอยู่ในป่าก็ว่าได้ และมีสถานที่ให้วิ่งออกกำลังกายและเดินเล่นอยู่มาก สถานที่เรียน หอพัก รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกก็ใหญ่โต
“ครูให้ความช่วยเหลือดีมากค่ะ Advisor คนหนึ่งดูแลเด็กแค่ 5-6 คน เรียกว่าทั่วถึงมาก หอพักก็ติดกันเกือบหมด ส่วน house สองหลังที่แยกออกไปจะต้องสมัครเข้าไป เพราะแต่ละหลังก็มีความน่าสนใจไม่เหมือนกัน อย่าง house ที่หวานเคยอยู่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม เด็กที่อาศัยอยู่ใน house หลังน้ันก็จะปลูกผักกินเอง รีไซเคิลของ เป็นอาสาสมัครงานต่างๆ”
ด้วยความที่ไปจากโรงเรียนไทยเพื่อเข้าเรียนชั้น Grade10 ทาง Emma เปิดสอนชั้น Grade 9-12 คุณหวานจึงต้องปรับตัวเรื่องการเรียนมากหน่อย โดยเฉพาะอย่างย่ิงวิชาประวัติศาสตร์กับภาษา ซึ่งเธอก็ได้ Advisor รวมทั้ง Counseller คอยให้ความช่วยเหลือหาคลาสที่เหมาะสมกับเธอ
“แต่วิชาเลขกับวิทยาศาสตร์ไม่ต้องปรับตัวมากเท่าไรค่ะ และมีกิจกรรมให้เลือกทำเยอะเลย ตอนกลางวันก็เป็นคลับซึ่งมีทุกอย่างท่ีอยากทำ หรือถ้าไม่มีเขาก็พร้อมที่จะช่วยตั้งคลับให้ ส่วนกิจกรรมหลังเลิกเรียนก็จะมีกีฬา เต้นรำ กับดนตรีเป็นหลักค่ะ
“หวานเล่นกีฬาประเภทลู่และลาน แล้วก็อยู่ในวงออร์เคสตร้า เป็นคนตีกลองเพราะคู่แข่งตำแหนงนี้มีน้อย (หัวเราะเบาๆ) แล้วก็เข้าคลับเกี่ยวกับการลงทุนค่ะ เพราะอยากลองทำเรื่องที่ตอนเรียนอยู่ไทย ยังไม่โฟกัสมาก รู้สึกว่านอกจากจะใช้เลขใช้คอมพิวเตอร์แล้ว ยังต้องใช้ความรู้ทางสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เพิ่มด้วย
“ถ้ามีปัญหาเรื่องสุขภาพก็บอก Advisor ได้ ถ้าจำไม่ผิดทางโรงเรียนยังมี Advisor สำหรับเด็กที่อ่อนภาษาอังกฤษให้ด้วยค่ะ และในช่วงสองปีสุดท้ายจะมี College Counselor ช่วยดูเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยให้โดยเฉพาะ มีการซ้อมสอบ SAT ถ้ามีใครอยากเรียนเสริมเขาก็จัดให้เรียนพิเศษได้ค่ะ
“เพื่อนที่สนิทเป็นคนเอเชียเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรียนคลาสคล้ายๆกัน แต่หนึ่งปีที่หวานอยู่ใน house ก็ได้เพื่อนสนิทเพิ่มอีก เพราะทำงานอาสาสมัครด้วยกัน แต่ที่ไม่ได้พักใน house อีก เพราะหวานเรียนค่อนข้างหนัก และเขาอยากได้คนใหม่ๆมาพักด้วย
“หวานไม่รู้ว่า prep school อื่นทำหรือเปล่า แต่ที่ Emma มีคือ College Retreat ตอนสุดสัปดาห์ เขาจะให้ไปที่มหาวิทยาลัยใกล้โรงเรียน เพื่อคุยกับ Admission officer ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ว่ากระบวนการสมัครมหาวิทยาลัยมีอะไรบ้าง
“การคัดเลือกนักเรียนเขาดูอะไรบ้าง และอยากเห็นอะไรในตัวนักเรียนที่ยื่นใบสมัคร แล้วพอตอนเรียน Grade 11 College Advisor เขาจะถามก่อนว่าสนใจอะไรเป็นพิเศษ
“เพื่อนหลายคนรวมทั้งตัวหวานเองก็มีเป้าหมายที่ค่อนข้างชัดเจนว่าอยากเรียนมหาวิทยาลัยประมาณไหน เราอยากทำอะไร เขาก็จะช่วยเราสร้างลิสต์มหาวิทยาลัยที่จะสมัคร แล้วมาดูว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งต้องการอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร แล้วถึงสร้างเส้นทาง”
สู่ Carnegie Mellon University
คุณหวานสนใจวิชาการเงิน แต่ไม่ใช่การเงินเพียวๆอย่างที่สอนกันใน Business School ของอเมริกา แต่เธอยังอยากเรียนวิชาอื่นอย่าง Computer Science ด้วย และอยากเรียนวิชาธุรกิจต้ังแต่ปริญญาตรีเลย ไม่ใช่ไปเริ่มตอนปริญญาโทอย่างที่ Business School อื่นๆทำกัน
“ลิสต์ก็เลยแคบนิดหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดตอนแรกตั้งใจว่าจะสมัคร 14-15 แห่ง แต่พอติดรอบแรก รอบสองก็เลยสมัครน้อยลง ทำทั้ง early action กับ early decision เพราะเขาแนะนำให้ ED มหาวิทยาลัยที่เป็นดรีมสคูล กับ EA มหาวิทยาลัยไว้กันเหนียว อย่าง ED หวานถูก defer ให้สมัครรอบธรรมดา แต่ดีที่ EA ไ้ด้เซฟตี้สคูลมาบ้างก็เลยหายเครียดนิดหนึ่ง (ยิ้ม)
“ที่เลือก CMU (Carnegie Mellon University) ก็เพราะได้คุยกับรุ่นพี่คนไทยที่เรียน Business School ที่นั่น ตอนไปดูสถานที่จริง แล้วอีกอย่างคุณพ่อของหวานมองว่าโลกกำลังจะไปทางด้านเทคโนโลยี ถ้าเราเรียน CMU นอกจากจะได้เรียน Business School ตั้งแต่ปริญญาตรีแล้ว ยังสามารถเรียนคอมพิวเตอร์ได้ด้วย เพราะว่า CMU ค่อนข้างดังเรื่องนี้”
คุณหวานจึงเลือกเรียนดับเบิ้ลเมเจอร์ทั้งไฟแนนซ์และคอมพิวเตอร์ และเธอก็ต้องพยายามหาวิชาที่สามารถเรียนแล้วใช้ได้กับทั้งสองเมเจอร์ เพื่อให้จบภายในระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดคือ 4 ปี
“รู้สึกว่าโปรเพสเซอร์ที่ CMU สอนดี และสอนแบบ Project-based เขาจะให้โจทย์มาให้เราแก้ปัญหาเอง โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถตอบได้หลายแบบและไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว จะเป็นงานเดี่ยว งานกลุ่ม หรืองานคู่ก็แล้วแต่อาจารย์ เป็นการเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ และอาจารย์จะช่วยด้วยการให้เราเลือกตัดคะแนนการบ้านที่ได้คะแนนต่ำสุดออกได้หนึ่งครั้ง
“ตอนที่หวานพยายามหาโปรเจคท์ที่ใช้ทั้ง CS และไฟแนนซ์ มีคลาสเพิ่งเปิดซึ่งจะรับโจทย์จากบริษัทจริงที่มาติดต่อด้วยปัญหาการเงินกับ machine learning อาจารย์ก็ประกาศรับสมัครนักศึกษามาช่วยแก้ปัญหานี้ แล้วนักศึกษาทั้งคลาสนั้นจะช่วยคุยกับบริษัทถึงปัญหาที่เขาต้องการให้เราช่วยแก้จริงๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งหาคำตอบ ซึ่งได้เสียงตอบรับค่อนข้างดีค่ะ”
สำหรับการฝึกงาน ตอนปี 1 คุณหวานได้ฝึกงานที่ธนาคารกสิกรไทย ปี 2 เป็นปีที่โลกเผชิญโควิด เธอจึงช่วยอาจารย์ทำงานที่ได้รับโจทย์จากบริษัท ปี 3 เธอฝึกงานด้าน backend software engineer ที่ Pure Storage ในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้การทำงานจริงๆ เธอสามารถจบ CMU ด้วยเกรดเฉลี่ยเกิน 3.5 โดยได้ University Honour
สู่สนามจริงที่ Google
เป็นเวลาสองปีแล้วที่คุณหวานทำงานกับบริษัทในฝันของคนแทบจะทั่วโลก โดยรั้งตำแหน่ง Software Engineer
“ด้วยความที่รัฐบาลอเมริกันอนุญาตให้นักเรียนต่างชาติที่เรียนวิชา STEM สามารถอยู่ทำงานต่อได้อีก 3 ปี หวานก็เลยสมัครทางเว็บไซต์ตอนเรียนปี 4 เดือนตุลาคม แล้วได้ตอบรับก่อนปีใหม่พอดี โปรดักท์ที่ทำอยู่ตอนนี้ก็คือยูทูบค่ะ”
เธอบอก HELLO! ว่าระบบการทำงานของ Google มี 2 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือ bottom up กับ top down
“ถ้าเป็น top down พวกผู้บริหารอาจจะเห็นโอกาสจากที่อื่นแล้วอยากทำบ้าง เขาก็จะมาพูดแล้วเราก็ไปขอโจทย์มาว่าต้องทำอะไรบ้าง ส่วน bottom up มาจากตัววิศวกรเองที่เห็นปัญหาว่าแอปนี้บกพรองเรื่องอะไร อยากแก้ไขอะไร
“ตอนนี้ก็ยังสนุกกับงานอยู่ค่ะ เพราะรู้สึกว่าเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆทุกวัน รายได้ก็เรียกว่าดี สวัสดิการก็ดี มีรถรับส่งพนักงาน เพราะ Google มีออฟฟิศกระจายอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ ทำให้ work life balance ค่อนข้างดี ตอนนี้หวานก็เพิ่งได้ Google เป็นสปอนเซอร์ในการขอวีซ่าทำงานต่อได้อีกค่ะ”
ถามว่าสิ่งที่เธอได้จาก Emma Willard School คืออะไร คุณหวานตอบจากก้นบึ้งของหัวใจเธอว่า
“สิ่งที่ Emma ให้คือ ให้เราค้นหาตัวเองว่าเราสนใจจะเป็นอะไร แล้วเราต้องทำยังไงเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น แล้วเราต้องใชั resource ที่มีอยู่ยังไง เพื่อให้ได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่งหวานรู้สึกว่านี่เป็นทักษะติดตัวที่ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ค่ะ”