The New York Times เผย สงครามและการยึดอำนาจในเมียนมา ผลักให้แพทย์หญิงและพยาบาล ต้องขายบริการทางเพศ
นับเป็นสกู๊ปข่าวที่น่าสะท้อนใจเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามและความรุนแรงทางการเมือง ที่พรากเอาโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขไปจากประชาชน และผู้หญิงก็เป็นอีกกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นห่างไกลออกไปมากมาย เกิดขึ้นที่เมียนมาประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง
สำนักข่าว The New York Times ได้ทำสกู๊ปสัมภาษณ์ผู้หญิงในเมียนมาจำนวนหนึ่ง ที่ต้องหันมาประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ซึ่งประกอบจากหลายปัจจัยในประเทศเมียนมา ตั้งแต่การยึดอำนาจของกองทัพ เศรษฐกิจที่ยังไม่ทันฟื้นจากโควิด สงครามกลางเมือง ความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ บวกกับที่ตลอดมาผู้หญิงในเมียนมาได้รับเงินค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายร่วม 40% (อ้างอิงจากการศึกษาในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2024) ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ชาวเมียนมาจำนวนมากตกอยู่ในสภาวะยากจน
และผู้หญิงหลายคนก็จำต้องหันไปขายบริการทางเพศ ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเคยเป็นแพทย์ พยาบาล หรืออาชีพที่ฟังดูน่าจะมั่นคง แต่ไม่ใช่สำหรับในเมียนมา ณ เวลานี้
เมย์ วัย 26 ปี เรียนแพทย์มาเป็นเวลา 7 ปี จนเมื่อเธอเรียนจบก็ได้เข้าทำงานเป็นหมอในปี 2021 แต่ไม่นานหลังจากนั้น กองทัพเมียนมาก็ทำการยึดอำนาจจนทำให้เศรษฐกิจในประเทศย่ำแย่เป็นทวีคูณ ในที่สุด เมย์ ที่ได้รับเงินเดือนเพียงราวๆ 14,000 บาท ทั้งยังต้องดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคไต จึงไม่สามารถประกอบอาชีพหมอที่ได้รับเงินเดือนน้อยนิดต่อไปได้ เธอตกลงรับคำชักชวนของเพื่อนไปเป็น ‘date girls’ แทน
“มันยากมากเลย ในการยอมรับให้ได้ว่าฉันจะเรียนหนักมา 7 ปีเพื่อจะเป็นหมอ แต่ตอนนี้ฉันต้องหันมาทำอาชีพนี้เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปได้” เมย์กล่าวหลังจากที่ขายบริการทางเพศในมัณฑะเลย์มาปีกว่า
ซาร์ วัย 25 ปี เคยเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่หลังจากที่เหล่าบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร โรงพยาบาลแห่งนี้ก็ถูกปิดลง เมื่อไม่มีงานทำ เธอจึงจำต้องหันเข้าสู่การขายบริการทางเพศ ในการทำงานครั้งแรก เธอบอกว่าต้องพยายามดูหนังโป๊เพื่อดูว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขณะที่ลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจชาวจีนจะขอมีเซ็กซ์แบบไม่ใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งเธอยืนยันปฏิเสธ
“มันเป็น 20 นาทีที่เหมือนไม่มีวันจบลงเลยค่ะ มันคือนรกของแท้” เธอบอก
ซู วัย 28 ปี เป็นหมออีกคนที่ต้องหันไปขายบริการทางเพศผ่านต้นสังกัด เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและข้าวของที่แพงขึ้นทำให้เธอมีเงินไม่พอใช้ และทุกครั้งที่ออกไปทำงาน ที่บ้านยังคงเข้าใจว่าเธอไปเข้าเวรกะดึกในโรงพยาบาล
“ฉันอยากเป็นหมอเด็กเพื่อจะช่วยเด็กๆ ค่ะ แต่เข้ายึดครองของทหารกับสภาพทางการเงินของที่บ้าน ทำให้ฉันไม่มีทางเลือกอื่น ที่ทำอยู่นี่มันไกลจากชีวิตที่ฉันเคยฝันเอาไว้มากๆ เลย”
แน่นอนว่าพวกเธอที่ให้สัมภาษณ์ในสกู๊ปนี้ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ เพราะโดยส่วนใหญ่ที่บ้านของพวกเธอยังไม่รู้ และที่สำคัญการประกอบอาชีพนี้ยังผิดกฎหมายในเมียนมา และแม้จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีผู้หญิงที่เข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศเป็นจำนวนเท่าไร แต่ผู้สื่อข่าวระบุว่าสามารถพบเห็นผู้หญิงที่ประกอบอาชีพนี้ได้โดยทั่วไป ซึ่งแม้จะได้รับเงินที่ดีกว่าอาชีพเดิมของพวกเธอ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับการขูดรีดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และต้องแบกรับตราบาปจากอาชีพที่ในประเทศยังไม่ยอมรับ ขณะที่โอกาสสำหรับอาชีพอื่นๆ ก็น้อยนิดเหลือเกิน
มญา วัย 25 คือผู้หญิงอีกคนที่ให้สัมภาษณ์เอาไว้ เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่พยายามหางานในโรงงานผ้าหลังจากที่สามีของเธอถูกฆ่าขณะเข้าร่วมการประท้วง แต่ก็ไม่มีใครับเธอเข้าทำงาน ในที่สุดหลังจากขายทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว เธอก็หันมาขายบริการทางเพศอีกเช่นกัน เพื่อเลี้ยงตัวเองและลูกสาววัย 3 ขวบ
“คนอาจจะตัดสินฉันที่เลือกทำแบบนี้ แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจหรอกค่ะ ว่าความหิว และการเห็นลูกของตัวเองหิวแต่ทำอะไรไม่ได้เลยนั้นมันเป็นยังไง” เธอกล่าว
อ้างอิง
https://www.nytimes.com/2024/12/16/world/asia/myanmar-war-women-prostitution.html
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- The New York Times เผย สงครามและการยึดอำนาจในเมียนมา ผลักให้แพทย์หญิงและพยาบาล ต้องขายบริการทางเพศ
- Lily Philips ดาวโอนลี่แฟนผู้วางแผนมีเซ็กซ์กับผู้ชาย 1,000 คน ภายใน 24 ชม. หลังผ่านภารกิจ 100 คนมาแล้ว
- ข้อสรุปและความกังวลจากผู้เชี่ยวชาญ UN ที่มาเยือนประเทศไทย เพื่อสำรวจด้านความเท่าเทียมทางเพศ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com