กทม.สานต่อระบบ OSCC ขยายเครือข่ายดูแลเด็ก-สตรีที่ได้รับความรุนแรงในกรุงเทพ แบบครบวงจร
กทม.ร่วมสานต่อระบบ OSCC ขยายเครือข่ายดูแลเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงในกรุงเทพแบบครบวงจร
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดการประชุมการขยายเครือข่ายและการจัดระบบบริการแบบครบวงจร OSCC (One stop crisis center) สำหรับเด็กและสตรีได้รับความรุนแรง พร้อมลงนามการต่อต้านความรุนแรงต่อเด็กและสตรี “ไม่ยอมรับ ไม่เพิกเฉย ไม่สนับสนุนความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ร่วมกับภาคีเครือข่าย
นายชัชชาติกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพบกันและหารือกับนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเห็นพ้องกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายหลักของเราที่อยากให้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน จริงๆ แล้วกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับบางคนอยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มเปราะบางอาจจะถูกละเลยและไม่ได้รับการดูแล ปัญหานี้มีส่วนสำคัญอยู่ 2 เรื่อง
1. คือต้องมีการร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจาก กทม.หน่วยงานเดียวไม่สามารถรับผิดชอบได้ทั้งหมด ซึ่งวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่หลายหน่วยงานได้ขยายความร่วมมือกัน
2. หัวใจของความสำเร็จคือต้องตรวจพบให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าไปจัดการและควบคุมได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจุดนี้ กทม.มีบทบาทที่สำคัญมากเพราะเป็นด่านหน้าหน่วยปฐมภูมิของระบบสาธารณสุข มีข้อมูลชุมชน และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อค้นหาปัญหา แต่เมื่อพบแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
“ดังนั้นจึงต้องมีผู้ที่มีประสบการณ์เข้าไปจัดการเรื่องเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากหลายภาคส่วน ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จได้ วันนี้ขอขอบคุณเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้รวมพลังทำให้เกิดโครงการดีๆ อย่างนี้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นและดำเนินการขยายผลต่อไป” นายชัชชาติกล่าว
นส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า งานวันนี้เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงเป็นหลัก ที่ผ่านมาศูนย์ช่วยเหลือสังคม OSCC ที่ดูแลเรื่องความรุนแรง สิทธิของเด็กและสตรีได้มีการดำเนินงานมานานแล้ว แต่ยังขาดการประสานงานที่เหนียวแน่นระหว่างกัน กทม.มีชุมชนที่มีหลายลักษณะ ดูแลโรงเรียน โรงพยาบาล อนามัย หลายสถานการณ์ 2-3 ปีที่ผ่านมาอาจเพิ่มความตึงเครียดให้กับการเป็นอยู่ของเด็กและสตรีมากขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้จึงต้องการเชื่อมข้อมูลของการดูแล การคัดกรองเด็กหรือสตรีที่อยู่ในครอบครัวเริ่มมีปัญหาในเรื่องใดบ้าง
อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำความสำคัญและทำให้สังคมเข้าใจในเรื่องความรุนแรงทุกมิติ ถือเป็นการสานงานต่อระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ ให้แนบแน่นกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ดูแลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งเรื่องพัฒนาการ จิตใจ ครอบครัว เศรษฐกิจ ล้วนเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเครียดและความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งจะเป็นการเข้าไปช่วยบรรเทาความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะมีการตั้งคณะทำงานทั้งหมด 5 ชุด โดยจะมีคณะที่ทำเรื่องเด็กและสตรีเป็นหลักทำงานเชิงบูรณาการ เรื่องระบบทุกหน่วยงานมีอยู่แล้ว เช่น กทม. มีแพลตฟอร์มเติมเต็ม พม. มีระบบ CMST ซึ่งอาจจะดำเนินการโดยการนำ Traffy fondue เติมเต็ม CMST มาดำเนินงานให้เป็นรูปแบบ OSCC ทุกเคสที่เข้ามาจะได้รับการดูแลอย่างแน่นอน
ปัจจุบันสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีที่เกิดขึ้นในสังคม มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาต่อผู้เสียหาย ครอบครัว สังคม และอื่นๆอีกมากมาย กทม.ได้ดำเนินงานด้านการจัดบริการแบบครบวงจรสำหรับเด็กและสตรีมาอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบจำนวนผู้ถูกกระทำความรุนแรงต่อเด็กสตรีและบุคคลในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2564 – 2566 ตามลำดับ กทม.ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาและผลกระทบดังกล่าว จึงจัดการประชุมการขยายเครือข่ายและการจัดระบบบริการแบบครบวงจร OSCC สำหรับเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรง เพื่อช่วยเหลือเด็ก สตรีและครอบครัว ที่ถูกกระทำรุนแรง แบบบูรณาการอย่างมีคุณภาพ โดยการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และภาคประชาสังคม พัฒนาเครือข่ายด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวด้านสาธารณสุขในพื้นที่กทม. เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านความรุนแรงของเด็ก สตรีและครอบครัว
ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายสำคัญที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักงานเขต สำนักพัฒนาสังคม สำนักการศึกษา ตำรวจ อัยการ ฝ่ายกฎหมาย ตุลาการ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน มูลนิธิ องค์กรสาธารณประโยชน์ เป็นต้น