โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สงครามลุกลาม หนุนทองในประเทศ อาจแตะ 43,000 บาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 เม.ย. 2567 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2567 เวลา 11.00 น.

คอลัมน์ : ธนรัชต์ พสวงศ์ ผู้เขียน : ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส

ราคาทองในประเทศเดือน เม.ย.ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ทะลุ 40,000 บาท ซึ่งราคาทองแท่งขายออกของสมาคมค้าทองคำแตะ 40,650 บาท ในวันที่ 9 เมษายน สำหรับ 4 ปัจจัยหนุนทองในประเทศ ซึ่งมาจากราคาทอง Spot ตลาดโลกที่ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ 2,535 ดอลลาร์

1) แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐเดือน ก.พ.ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และมีแนวโน้มลดลง สำหรับแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ตลาดยังคงคาดว่าเฟดจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน มิ.ย. อย่างไรก็ดี เริ่มไม่มั่นใจหลังการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน มี.ค.แข็งแกร่ง แต่คาดเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยปีนี้ 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐนี้ ปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐจึงอาจใช้นโยบายที่เอื้อให้กับรัฐบาล ด้วยการปรับลดดอกเบี้ยลง

นอกจากนี้ ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งก็อาจกดดันให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่เร่งขึ้น นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำอื่น ๆ เป็นขาลงเช่นกัน ยกเว้นธนาคารกลางญี่ปุ่น เป็นปัจจัยหนุนราคาทองเช่นกัน

2) ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ซึ่งล่าสุดอิสราเอลโจมตีสถานกงสุลอิหร่านในซีเรีย ซึ่งในช่วงปลายสัปดาห์อิหร่านประกาศตอบโต้อิสราเอลสัปดาห์นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่า หากอิหร่านทำสงครามโดยตรงกับอิสราเอลจะทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงมากขึ้น

3) ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางที่คาดยังแข็งแกร่งในปีนี้ จากกระแส De-Dollarization หรือการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และหันมาถือทองคำในเงินทุนสำรองมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกอย่างแข็งแกร่ง

โดยซื้อทองคำเกิน 1,000 ตันติดต่อกันมา 2 ปี สูงที่สุดในรอบ 55 ปี และทำให้สัดส่วนความต้องการทองคำจากธนาคารกลางจากเดิมเพียง 8% ในปี 2564 เป็น 23% ในปี 2565-2566 ดังนั้น ถือว่าธนาคารกลางมีบทบาทต่อความต้องการทองคำและราคาทองคำอย่างมาก

ปีนี้คาดว่าความต้องการทองคำจากธนาคารกลางยังคงแข็งแกร่งอยู่ โดยเฉพาะจากธนาคารกลางจีนที่มีเงินทุนสำรองมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก ถึงแม้ว่าธนาคารกลางจีนได้มีการซื้อทองคำสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนการถือทองคำในเงินทุนสำรองเพียง 4% เท่านั้น

ซึ่งในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำแล้ว 64 ตัน ถึงแม้ว่าลดลง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เป็น 4 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งธนาคารกลางจีนยังเป็นธนาคารกลางที่เข้าซื้อทองมากที่สุดอันดับ 1 โดยเข้าซื้อทองในเดือนกุมภาพันธ์ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 16 และเข้าซื้อทองรวม 22 ตันในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้

4) เงินบาทที่อ่อนค่ามากที่สุดในรอบกว่า 5 เดือนใกล้ 37 บาท แตะ 36.82 บาท เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้เงินบาท 2.40 บาท ทำให้ช่วยหนุนราคาทองในประเทศ 2,400 บาท สำหรับเงินบาทคาดว่ายังมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและไทยอาจจะสูงถึง 3.25% ถ้าธปท.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยก่อนสหรัฐ เนื่องจากทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรมากขึ้น รวมทั้งต่างชาติก็ยังมียอดขายสุทธิอย่างหนักในตลาดหุ้นไทย

จากประเด็นสงครามในตะวันออกกลางที่คาดลุกลามรุนแรงขึ้น ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ราคาทองตลาดโลกอาจพุ่งแตะ 2,500 ดอลลาร์ เมื่อประเมินจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามอิสราเอล-ฮามาสที่เกิดขึ้น ราคาทองพุ่งแรงราว 200-250 ดอลลาร์ ดังนั้นราคาทองในประเทศอาจแตะ 43,000 บาทได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามลุกลาม หนุนทองในประเทศ อาจแตะ 43,000 บาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...