รู้จัก “วัน ออริจิ้น” หรือ ONEO บริษัทในกลุ่ม ORI กำลังเข้าตลาดหุ้น
Wealthy Thai
อัพเดต 17 ต.ค. 2566 เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2566 เวลา 02.11 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์บริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด (มหาชน) หรือ ONEOมีแผนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)เร็วๆนี้ โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) จำนวน 702,800,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นจำนวนไม่เกิน 26%ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ ONEO ภายหลังเสนอขาย IPOซึ่งมีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ONEOถือเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI แต่ ONEOจะมีความน่าสนใจแค่ไหน คอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคาร Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบไปด้วยกัน
หากย้อนกลับไปในอดีตบริษัท วัน ออริจิ้น จำกัด (มหาชน) (เดิมชื่อว่า บริษัท แฮมป์ตัน อินทีเรีย จำกัด และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ออริจิ้น วัน จำกัด) ก่อตั้งขึ้นโดยครอบครัวจรูญเอก โดยนางอารดา จรูญเอก ถือหุ้นในสัดส่วน 90%และผู้ถือหุ้นอื่นถือหุ้นในสัดส่วน 10%
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ORI ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท จากนางอารดา จรูญเอก และผู้ถือหุ้นอื่นจำนวน 2 คน คิดเป็น 99.99%ของทุนจดทะเบียน ทำให้มีฐานะเป็นบริษัทย่อยของ ORI
โดย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ORI มีสัดส่วนการถือหุ้นคิดเป็น 99.99%ซึ่งถือเป็นบริษัทแกนนำหลัก (Flagship Company) ของกลุ่ม ORI ในการประกอบธุรกิจพัฒนาและดำเนินกิจการอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย
ONEO เป็นผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าชั้นนำในประเทศไทยที่สร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income Business) และเป็นบริษัทเรือธงในธุรกิจดังกล่าวของกลุ่มบริษัท ORI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
โดยครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งรวมถึงโรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ (Serviced Apartment) 2. กลุ่มธุรกิจพื้นที่ค้าปลีกและอาคารสำนักงาน (Retail and Office Building) (รวมเรียกว่า “กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์”) 3.กลุ่มธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม และ 4. ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการให้บริการด้านการบริหารโครงการในกลุ่มธุรกิจของบริษัทและการบริหารจัดการโปรแกรมการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Investment Property) (หรือ โปรแกรมแฮมป์ตัน)
ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 มีโครงการที่พัฒนาเสร็จหรือเริ่มดำเนินการแล้ว คือ 1.โครงการประเภทโรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ (Serviced Apartment) จำนวน 7 โครงการ โดยมีห้องพักรวม 1,579 ห้อง 2.โครงการพื้นที่ค้าปลีก (คอมมูนิตี้มอลล์) จำนวน 1 โครงการ โดยมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 2,053 ตารางเมตร
3.ร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวน 5 ร้าน และ 4. ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการให้บริการด้านการบริหารโครงการในกลุ่มธุรกิจของบริษัท จำนวน 12 บริษัท และการบริหารจัดการโปรแกรมการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Investment Property) (หรือ โปรแกรมแฮมป์ตัน) จำนวน 7 โครงการ
สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือยังไม่ได้เปิดดำเนินการ ได้แก่ 1. โครงการประเภทโรงแรม และเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ (Serviced Apartment) จำนวน 12 โครงการ มีห้องพักรวมประมาณ 4,343 ห้อง 2.โครงการพื้นที่ค้าปลีก (คอมมูนิตี้มอลล์) จำนวน 4 โครงการ มีพื้นที่เช่าสุทธิรวมประมาณ 16,720 ตารางเมตร และอาคารสำนักงาน จำนวน 2 โครงการ มีพื้นที่เช่าสุทธิรวมประมาณ 59,869 ตารางเมตร
3.ร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวน 4 ร้าน และ 4. ธุรกิจอื่นๆ อันได้แก่ การบริหารจัดการโปรแกรมการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Investment Property) (หรือ โปรแกรมแฮมป์ตัน) จำนวน 6 โครงการ
ONEO มีวิสัยทัศน์ (Vision) เป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริการ ด้วยความมุ่งมั่นและสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการสร้างผลตอบแทนที่เติบโตอย่างยั่งยืน ต่อผู้ลงทุน ควบคู่กับการดูแลพนักงาน พันธมิตร และรับผิดชอบต่อสังคม
ทั้งนี้มีเป้าหมายระยะสั้น ภายในปี 2568 จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) และขยายโครงการไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศไทย อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา กระบี่ หัวหิน และขยายไปยังแหล่งธุรกิจและอุตสาหกรรม อาทิ ศรีราชา ระยอง ขอนแก่น เป็นต้น และอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) สำหรับกลุ่มธุรกิจพื้นค้าปลีกและอาคารสำนักงาน
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ให้ครอบคลุมทุกระดับ Segment โดยรูปแบบการบริหารจัดการร่วมกับแบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น แบรนด์สเตย์บริดจ์ สวีท (Staybridge Suites) แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล (InterContinental) แบรนด์โฮเต็ล อินดิโก้ (Hotel Indigo) แบรนด์ฮอลิเดย์ อินน์ แอนด์ สวีทส์ (Holiday Inn & Suites) และแบรนด์ไอบิส (IBIS) เป็นต้น
นอกจากนี้ มีแผนที่จะขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ให้ครอบคลุมทุกระดับ Segmentส่วนกลุ่มธุรกิจพื้นที่ค้าปลีก และอาคารสำนักงาน มีเป้าหมายที่จะขยายโครงการไปยังทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงตามแนวรถไฟฟ้าเส้นหลัก หรือถนนเส้นหลักที่มีศักยภาพในการขยายตัวของเมืองสูง ในกรุงเทพฯและปริมณฑล
บริษัทคาดว่าภายในปี 2566 อสังหาริมทรัพย์ที่เปิดดำเนินการ จะประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีห้องพักรวม 2,306 ห้อง และอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ พื้นที่เช่าสุทธิรวม (NLA) 10,785 ตารางเมตร
ขณะที่เป้าหมายระยะยาว สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีเป้าหมายที่จะขยายโครงการให้ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ มุ่งเน้นที่จะพัฒนารูปแบบโครงการให้มีความทันสมัยเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ รูปแบบโครงการสำนักงานที่รองรับรูปแบบการทำงานในยุคปัจจุบัน ที่มีการผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้ามาอยู่ด้วยกัน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญในโครงการเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค และมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
ด้านกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีแผนที่จะสร้างแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มให้เป็นที่จดจำและสร้างการรับรู้ของแบรนด์ไปยังกลุ่มผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด และขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้นในอนาคต
สำหรับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2563 รายได้รวมเท่ากับ 82.7 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2564 รายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 688.3 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 966.3 ล้านบาท ล่าสุดงวดไตรมาส 1/2566 มีรายได้รวมเท่ากับ 236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 362.74%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่กำไรสุทธิก็เช่นกัน ปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 62.2 ล้านบาท แต่ปี 2564 พลิกมีกำไรสุทธิ 304 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2565 เพิ่มมาอยู่ที่ 312.4 ล้านบาท ล่าสุด ไตรมาส 1/66 พลิกมีกำไรสุทธิ 38.6 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับรายได้ และกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น ตามจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินการ และการขยายตัวของบริษัท รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลายมากขึ้น
ส่วนแผนการเข้าตลาดหุ้นในครั้งนี้ ONEO มีวัตถุประสงค์ของการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการ และ/หรือการขยายธุรกิจ และเพื่อชำระเงินกู้ยืม รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานของ ONEO