โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

'พี่แพร' แชร์ชีวิตติดทุนขงจื่อ (CIS) เรียนต่อ ป.โท ครูสอนภาษาจีนที่ 'ม.ฟู่ตั้น' + ประสบการณ์งานสอนและล่ามจีน

Dek-D.com

เผยแพร่ 03 ต.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • DEK-D.com
#รีวิวจีน ฉบับนักเรียนทุน CIS

สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงประเทศที่ระยะทางและความสัมพันธ์ใกล้ชิดไทยสุดๆ"แดนมังกร"คือหนึ่งในนั้นค่ะ จีนเป็นประเทศใหญ่ที่อุดมไปด้วยเสน่ห์วัฒนธรรมที่แรงดึงดูดสูง สถานที่ท่องเที่ยวน่าเช็กอินนับไม่ถ้วน และด้วยความที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและผู้นำทางเทคโนโลยี การไปเรียนระยะยาวแล้วได้ภาษาที่สามกลับมาด้วย ก็จะช่วยเป็นเชื้อเพลิงให้อนาคตการทำงานยิ่งสว่างรุ่งโรจน์ขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะ

สำหรับคนที่หาข้อมูลเรียนต่อจีน จะพบว่าไม่เพียงแค่มีมหาวิทยาลัยดังๆ เท่านั้น แต่ยังมีทุนหลายประเภทที่ทำให้คนเก่งๆ จากทั่วโลกอยากมาเรียนต่อ เช่น ทุนตรงจากมหาวิทยาลัย, ทุนรัฐบาลจีน (CSC), ทุนรัฐบาลท้องถิ่น, ทุนขงจื่อ (CIS) ฯลฯ หลายทุนครอบคลุมค่าเรียนและค่าครองชีพ 100% เท่ากับไปเรียนฟรี แต่อาจมีส่วนต่างขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคน

วันนี้เรามีรีวิวจาก"พี่แพร-ธัญญ์นรี กู้เกียรตินันท์" ศิษย์เก่าเอกจีนศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ได้ทุนขงจื่อไปเรียนต่อ ป.โท Teaching Chinese to Speakers of Other Languages ที่ Fudan University ปัจจุบันเป็นทั้งติวเตอร์ อาจารย์พิเศษสอนการล่ามและการแปลไทยจีน รวมถึงวิทยากรอิสระ และเป็นล่ามจีนที่ประสบการณ์เข้มข้น มารีวิวทั้งเรื่องเรียนต่อ ขอทุน การทำงาน และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับน้องๆ ด้วย // ใครกำลังเก็บข้อมูลห้ามพลาดนะคะ

Note:อ่านจบอยากพูดคุยและปรึกษารุ่นพี่ทุนตัวจริง 1:1 ข่าวดีคือ “พี่แพร" ให้เกียรติตอบรับคำเชิญมาประจำบูทงาน Dek-D’s Study Abroad Fair รอบตุลาคม 2024 ด้วยนะคะ (พบพี่แพรได้ในวันเสาร์ที่ 12 ต.ค. 2024) เช็กตารางรุ่นพี่และไฮไลต์ทั้งหมด >> https://www.dek-d.com/studyabroadfair

ยิ่งเรียนยิ่งชอบ ยิ่งถลำยิ่งใช่!

แพรเริ่มจากความชอบล้วนๆ เพราะคุ้นเคยกับที่ปู่กับย่าคุยภาษาจีนกัน พอดูหนังกับอ่านหนังสือพิมพ์ก็ยิ่งสนใจ และซึมซับเรื่อยๆ จนเริ่มพูดภาษาจีนได้ตั้งแต่อายุ 12 ปี พอขึ้น ม.ปลายก็เรียนศิลป์-ภาษาจีน และเรียนต่อ ป.ตรี เอกจีนศึกษา (Chinese Studies) ของวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ (Pridi Banomyong International College, Thammasat University หรือ PBIC TU) ตั้งใจว่าจะเรียนเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมจีนให้สุด แล้วรู้ตัวตั้งแต่มัธยมต้นว่าสักวันจะไปเรียนต่อจีนให้ได้

แล้วโปรแกรม PBIC TUจะกำหนดให้เราไปแลกเปลี่ยนอย่างน้อย 1 เทอมที่มหาวิทยาลัยคู่สัญญา ในช่วงปี 3 เทอม 2 แพรเลือกไปแลกเปลี่ยน Fudan University ที่ดังเป็นอันดับต้นๆ ของจีน โดยเค้าจะมีโควตามาให้เลือกสมัครและยื่นเอกสาร ถ้าปลายทางตอบรับก็จะได้ไปแลกเปลี่ยนค่ะ

ถ้าเป็นตอนแลกเปลี่ยนจะยังไม่กดดัน ออกแนวสนุกมากกว่าเพราะเรียนกับเพื่อนๆ ป.ตรี PBIC TU ได้รู้จักเพื่อนในมุมอื่นๆ มากขึ้น และเหตุผลที่เลือก ม.ฟู่ตั้น ตอนปริญญาโท เพราะเราคุ้นชินกับแล้ว ตอนนั้นประทับใจที่ครูพูดในห้องว่า "ทุกคนมีความรู้เท่ากันทำให้ได้มานั่งเรียนห้องเดียวกัน อายุกับประสบการณ์เป็นแค่ส่วนประกอบของการคิด และภาษาก็เป็นเครื่องมือตั้งต้นของการสื่อสาร ดังนั้นไม่ว่าจะคนไทยหรือคนจีนก็จะใช้เกณฑ์การให้คะแนนเดียวกัน" ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราได้รู้ทักษะที่แท้จริงของตัวเอง

เว็บไซต์ PBIC TU (ม.ธรรมศาสตร์)

สมัครทุนขงจื่อไปเรียนครูภาษาจีนเต็มตัว

แพรตัดสินใจสมัครไปที่ Fudan University ที่อยู่เมืองเซี่ยงไฮ้ ขึ้นชืี่อเรื่องความทันสมัยมากๆ เด่นคณะวารสารศาสตร์ การแพทย์ ธุรกิจ รวมถึง "ด้านการสอนภาษาจีน" ก็อยู่ใน Top Ranking มั่นใจเรื่องคุณภาพของบุคลากรและการเรียนการสอนได้ (อ้างอิงจาก QS World University Rankings by Subject: Education & Training 2024Fudan University อยู่อันดับ 6)

กระบวนการสมัครทุนไม่ได้ซับซ้อน แต่ที่สำคัญมากๆ คือเป้าหมายเราต้องชัด คุยกับตัวเองว่าประเทศจีนตอบโจทย์เราจริงมั้ย เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วจะนำเสนอด้านไหนเพื่อให้ทางทุนมั่นใจว่าให้เราไปเรียนแล้วไม่เสียเปล่า

เล่าขั้นตอนคร่าวๆ

"สถาบันขงจื่อ" เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยที่จีนและสถาบันที่ต่างประเทศ และมีกระทรวงศึกษาธิการของจีนช่วยประสานงานค่ะ ถ้าในไทยจะมีสถาบันขงจื่อตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.เชียงใหม่, ม.เกษตรศาสตร์, ม.ขอนแก่น, ม.สวนดุสิต, ม.อัสสัมชัญ (ABAC), ม.ธุรกิจบัณฑิต, โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เป็นต้น

ขั้นตอนแรกสุดคือเราต้องไปติดต่อสถาบันขงจื่อในไทย และส่งจดหมายอ้างอิง (Reference Letters) จำนวน 2 ฉบับ เพื่อให้สถาบันขงจื่อที่นั้นๆ ออกใบรับรองให้ แต่เราต้องเช็กเงื่อนไขของสถาบันนั้นๆ ก่อนว่าผ่านเกณฑ์ค่ะ เช่น มหา'ลัยธรรมศาสตร์ที่แพรเรียนไม่มีสถาบันขงจื่อ แต่ไปยื่นของจุฬาฯ ได้เพราะเขากำหนดว่าต้องเป็นนิสิตจุฬาฯ หรือ ผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยสถาบันขงจื่อแห่งจุฬาฯ จึงจะยื่นขอใบรับรองได้ ซึ่งแพรเคยประกวดและได้รางวัลจากการแข่งเรียงความมาก่อน

นอกนั้นคือเตรียมเอกสารให้ครบ เช่น ใบแสดงผลการเรียน (Transcript), ใบจบ ป.ตรี, คะแนนสอบวัดระดับ, Portofolio (ไม่บังคับ), จดหมายรับรองจากสถาบันขงจื่อในไทย ฯลฯ แล้วยื่นสมัครผ่านเว็บไซต์ค่ะ

  • GPAป.ตรี 3.81
  • คะแนนสอบวัดระดับภาษาจีน ตอนนั้นแพรยื่น HSK 6 กับ HSKK (การพูด) ระดับสูงสุด แนะนำว่าถ้าจะเรียนแบบไม่เหนื่อยเกินไปควรได้ HSK 6 ประมาณ 210/300 ส่วนคะแนนการพูด 80+ จะสบายใจกว่า
  • Portfolio ไม่ได้บังคับ แต่แพรมองว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำมีตัวเลือกเยอะและยอดเยี่ยมทุกคน ตอนไปเรียน ม.ฟู่ตั้น เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ เราคือคนไทยที่แข่งกับคนไทยด้วยกันเอง แล้วเรามาเจอเจ้าของภาษาที่เป็นหัวกะทิ ดังนั้น Portfolio เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยเห็นความตั้งใจและความสามารถของเราว่า ไปเรียนแล้วไหว เราจะไม่ถอดใจง่ายๆ

ตัดภาพมาที่การเรียน ป.โท การสอนภาษาจีน

แพรได้ทุนไปเรียน ป.โท Teaching Chinese to Speakers of Other Languages ที่ Fudan University ปกติถ้าเป็น ป.โท คณะอื่นที่จีนจะเรียน 3 ปี (รวมถึงการสอนในคณะศึกษาศาสตร์ก็ 3 ปี) ในขณะที่ ป.โท คณะการสอนภาษาจีน (MTCSOL) เรียนแค่ 2 ปีดังนั้นการเรียนอัดแน่นมากกก อัดวิชาครบตั้งแต่ปีแรก ส่วนปีสองจะโฟกัสการทำธีสิสทั้งหมด เรื่องเดียวที่แพรต้องปรับตัวคือต้องมีวินัยและขยันแบบทวีคูณ ตลอดสองปีนั้นแพรตื่น 8 โมงเช้าแล้วนอนตี 2 ทุกวัน ทุ่มให้กับการอ่านหนังสือและเขียนวิทยานิพนธ์*

*ปกติมหาวิทยาลัยเฉพาะทางคณะครู ที่ในชื่อมีคำว่า Normal อาจมีเงื่อนไขให้เราฝึกสอนก่อนจบได้ แต่อย่าง ม.ฟู่ตั้น เปิดสอนหลายคณะและเด่นด้านวิจัย ถ้าจะเรียนจบต้องทำวิทยานิพนธ์เท่านั้น ไม่มีให้เลือกฝึกสอน

จริงๆ แล้วประเทศจีนมีที่เที่ยวฮีลใจเยอะ แต่ระหว่างเรียนจะเที่ยวไปด้วยได้มั้ย ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในเนื้อหาเรียนและการจัดเวลาของเราค่ะ ส่วนตัวแพรแทบไม่ได้เที่ยวเพราะทุ่มให้การเรียนเกือบทั้งหมด เต็มที่คือไปกินข้าวในร้านอาหาร คาเฟ่ใกล้ๆ หรือวิดีโอคอลคุยกับที่บ้าน

Note:นักเรียนทุนขงจื่อจะไม่ได้ไปเรียนอย่างเดียว แต่ต้องเขียน Feedback ทุกเดือนว่าทำอะไรบ้าง เรียนจบตาม Requirements แล้วมีเข้าอบรมหรือแข่งขันอะไรด้วยมั้ย หรือบางครั้งทุนก็จะพาเราไปทำกิจกรรมค่ะ

เพื่อนร่วมคลาส

เพื่อนร่วมคลาสของเราก็เป็นคนจีนไปแล้ว 3/4 นอกนั้นเป็นชาวต่างชาติ ถ้าเทียบบรรยากาศกับตอน ป.ตรี ที่เรียนเป็นภาษาจีน เพราะช่วงนั้นอาจารย์จะพยายามสื่อสารให้ช้าลงและเข้าใจง่าย แต่พอมาเจอ ป.โท เค้าพูดเร็วมากกก! มีศัพท์เฉพาะด้วย ถ้าเข้าใจก็โอเค แต่ถ้าหลุดปุ๊บก็คือยาวค่าา ต้องโฟกัสตลอดเวลา เวลายกมือถามอาจารย์ก็จะอธิบายละเอียดและขยายความเยอะ เราต้องพยายามนั่งฟังจับความหมายดีๆ

และอีกข้อแตกต่างคือ อาจารย์ที่เมืองไทยจะมีความเป็นกันเองมากกว่า บรรยากาศที่เมืองไทยผ่อนคลายมากกว่า ถ้าจะไปเรียนต่อที่ประเทศจีน อยากให้น้องๆ เตรียมรับมือและจัดการกับความเครียดด้วยนะคะ

วิชาที่เรียนมี 3 หมวดใหญ่ๆ

  • วิชาภาษาจีน เช่น วิธีสอนทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
  • วิชาเกี่ยวกับการสอนการออกเสียงคำศัพท์และไวยากรณ์ แนวทางสังเกตการณ์ชั้นเรียน (Observe)
  • วิชาเกี่ยวกับจิตวิทยาเช่น จิตวิทยาการรับรู้ทางภาษา
  • วิชาเกี่ยวกับวัฒนธรรม เช่น การปรับตัวข้ามวัฒนธรรม

หนึ่งในวิชาที่ประทับใจคือ วิชาอักษรจีนอาจารย์วิชานี้เท่และแฟร์มากๆ เค้าเชื่อว่าทุกคนคนที่เข้ามาเรียนได้ = เก่ง แล้วสิ่งที่เค้าสอนก็คือวิชาเล็กๆ เท่านั้น ถ้าไม่อยากเรียนไม่เข้าก็ได้ แต่ต้องเขียนวิทยาพนธ์ให้ดี แล้วเค้าก็จะให้คะแนนตามเนื้อผ้า แต่ถ้าเกิดใครรู้สึกว่ายังต้องเพิ่มเติม ก็หวังว่าวิชาของเค้าจะเป็นประโยชน์ให้คุณทำคะแนนได้ดีขึ้น

แล้วถ้าลองไปค้นชื่ออาจารย์ จะรู้เลยว่าแต่ละคนคือตัวตึง!! มีชื่อเสียงในวงการทั้งนั้นเลยค่ะ อย่างอาจารย์ของแพรสองท่าน เค้าเขียนศาสตร์การสอนภาษาจีนสำหรับชาวต่างชาติ มีหลักการและวิธีสอนเยอะ และศาสตร์นี้ถูกนำไปใช้ทั่วประเทศจีน

แทรกเกร็ดเล็กๆ คือโดยทั่วไปตัวอักษรจีนจะมีการสร้าง 2 แบบ คือ อักษรภาพเช่น พระจันทร์, พระอาทิตย์ ฯลฯ หน้าตาของจริงเป็นไงก็เขียนให้ใกล้เคียงแบบนั้น แล้วจะมีอีกแบบคือ อักษรผสมคือการนำอักษรภาพแต่ละตัวมาผสมกัน เช่น คำว่า "พักผ่อน" เกิดจากการเอาอักษรภาพคำว่า "คน" + "ต้นไม้" วางคู่กัน การพักผ่อนของเค้าในที่นี้ก็คือคนนั่งใต้ต้นไม้ค่ะ

แชร์ประสบการณ์ทำงาน 2 อาชีพฮิต

ครูสอนภาษาจีน และล่ามจีน สนุกยังไงบ้าง!

"ตอนทำล่ามรู้สึกว่าที่ทุ่มเทไปกับภาษาจีนมันคุ้มแล้ว ได้เปิดโลก อัปเดตความรู้ใหม่ๆ จากการฟังต้นทาง ส่วนงานสอนทำเพราะใจรัก เราชอบเวลาได้อธิบายให้เค้าเข้าใจ พาเดินทางลัดหรือช่วยให้เค้าไม่เดินหลงทาง พอเห็นพัฒนาการแล้วก็ใจฟูค่ะ ภูมิใจมากก แล้วเหมือนได้รับความสดใสจากผู้ที่มาเรียนกับเราด้วย"

ถ้าฝั่งการสอนนอกจากติวเตอร์ออนไลน์ที่แพรทำมาตั้งแต่เรียน ป.ตรี ปี 1 ก็เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่ ม.ธรรมศาสตร์, ม.กรุงเทพ, ม.หัวเฉียว และ ม.ปัญญาภิวัฒน์ สไตล์การสอนของเราคือชอบเล่นกับผู้เรียน (ถึงจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีความเป็นเด็กในตัวเหมือนกัน) เพราะคนเราจะโฟกัสได้แค่ 45 นาที ถ้าเกินจากนี้ควรจะแทรกเรื่องเล่นๆ ลงไปบ้างเพื่อให้ผู้เรียนผ่อนคลาย สามารถรับสิ่งที่เราจะสอนต่อได้ค่ะ

ส่วนงานล่ามจะมีแบ่งแยกย่อยอีก แพรทำงานเป็น "ล่ามอิสระ" ท้าทายตรงที่เราเจออะไรไม่ซ้ำ คาดเดาไม่ได้ คลังศัพท์จะต้องกว้าง กลุ่มเนื้อหาที่เคยเจอก็จะมีตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับจีน, การแพทย์, รถยนต์, เทคโนโลยี, ความสวยความงาม, อาหาร เป็นต้น // สำหรับแพร ด้านที่สนุกและท้าทายมากคือการแพทย์ค่ะ งานที่เราทำจะไม่ใช่แนวเข้าไปล่ามในเคสใดเคสหนึ่งต่อเนื่อง แต่เป็นส่วนที่ได้ฟังทางโรงพยาบาลอธิบายว่าถ้าเกิดอาการแบบนี้ขึ้นกับร่างกาย จะต้องรักษาวิธีไหน เท่ากับว่าเราได้ความรู้กลับมาดูแลตัวเองไปด้วยค่ะ

เรื่องที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพล่าม คือได้ยินอะไรก็พูดออกไปแบบนั้น จริงๆ แล้วเราต้องจับประเด็นให้ครบก่อนแปลออกมา

งามล่ามจะแบ่งกว้างๆ ได้ 2 ประเภท

  • ล่ามแปลสลับคือผลัดกันพูด เช่น เค้าพูดไทย -> เราแปลเป็นจีน แต่อีกรูปแบบที่แพรว่าชาเลนจ์สุดๆ
  • ล่ามแปลพร้อมต้นทางจะพูดอยู่อีกที่นึง ส่วนล่ามนั่งแปลทันทีอยู่อีกที่นึง แล้วคนฟังก็จะฟังเราจากหูฟัง // ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ผู้พูดพูดไปเรื่อยๆ ไม่มีจังหวะเว้นให้ล่ามแปล ล่ามต้องแปลไปพร้อมๆ กับผู้พูด

รีวิวประเทศจีน

บรรยากาศ ผู้คน และวัฒนธรรม

  • เทคโนโลยีที่จีนทันสมัย ทุกอย่างเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลหมดแล้วและมีนโยบายที่จะทำให้ทุกพื้นที่ในประเทศ เข้าสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมมากๆ เช่น ถ้าใครขับรถพลังงานใหม่ จะได้สวัสดิการที่ดีกว่า เป็นต้น

  • รถสาธารณะกับค่าส่ง Delivery ที่จีนถูกมากๆเราสามารถเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปถึงสนามบินในราคาไม่เกิน 40 บาท มีรถไฟความเร็วสูง หรืออย่างรถเมล์ที่จีนก็มีรอบเวลาที่แม่นยำแน่นอน

  • ตอนไปถึงลบภาพทัวร์จีนที่เคยเห็นได้เลยคนจีนที่เราเจอคุยกันอย่างมีมารยาท เรื่องระดับเสียงแล้วแต่ละคน แต่ที่แน่ๆ คือถึงดังก็ดังแค่เสียง เพราะสังเกตว่าคำพูดของเค้าสุภาพและเป็นมิตรมากๆ เช่น รสชาติที่เธอกินเป็นแบบไหน เป็นคนกินง่ายใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นมีอะไรที่ไม่กินหรือเปล่า มีของสำแดงมั้ย ฯลฯ แล้วเค้าก็จะชอบพูดอ้อมๆ ดูขี้เขิน เห็นในหนังจีนโบราณแบบไหนก็คือแบบนั้น

  • อาจต้องทำความเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยบางเรื่อง (และบางคน)เช่น คนจีนมีความรีบเร่ง เพราะถูกบ่มเพาะเรื่องการเห็นคุณค่าของเวลา หนึ่งในสิ่งที่เค้าสอนตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน คือถ้าต้องการให้คนช่วยทำแบบสอบถามสำหรับทำวิจัย จะต้องเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นสินน้ำใจที่อีกฝ่ายสละเวลามาช่วย เช่น อาจเป็นแก้วน้ำ หรืออั่งเป่าสัก 2 หยวนก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องมี ถ้าเป็นคนไทยก็จะมองว่า เรามีน้ำใจ ช่วยเหลือ และส่งเสริมการศึกษา ก็เต็มใจทำให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
    หรืออย่างในบริบทการทำงาน ถ้าเป็นคนไทยจะมีแนวคิดว่า "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" หรือ"เร็วแต่หยาบ ไม่สู้ช้าแต่งาม"คนไทยจะใช้เวลานานหน่อยเพื่อให้ได้งานละเอียดและไม่แก้ไปมา ในขณะที่คนจีนจะมองว่า"ถ้าเกิดเร็วได้จะช้าทำไม รีบทำแล้วสุมหัว จะได้แก้ให้สมบูรณ์"
    อีกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่อาจารย์ส่งข้อความลงกลุ่มตอน 2 ทุ่ม (20.00 น.) เราต้องรู้ว่าหลังจากนี้คือเกินเวลางานอาจารย์แล้ว เราในฐานะผู้รับสารจะตอบแค่ "รับทราบ" และหากมีคำถามอะไรเพิ่มเติม ค่อยไปถามในเวลางานของอาจารย์ เพราะคนจีนถูกสอนมาว่า ไม่รีบตอบคือเสียมารยาท ฉะนั้น ถ้าอาจารย์เห็นเขาจะรีบตอบ ซึ่งมันจะไปรบกวนเวลาพักผ่อนของเขา จึงไม่ควรทิ้งข้อความไว้

  • คนจีนมีน้ำใจและพร้อมช่วยเหลือเต็มที่แต่คนจีนก็จะชื่นชอบและนับถือคนที่มีความตั้งใจและพยายาม เค้ามองว่าการจะได้อะไรมาสักอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ดังนั้นก่อนเราจะเข้าไปขอความช่วยเหลือ ต้องแสดงให้เห็นว่าพยายามเต็มที่แล้วจริงๆ

ถามความเห็นอาจารย์

ถ้าจีนหรือไต้หวันก็น่าไปทั้งคู่
แล้วที่ไหนน่าจะเหมาะกับเรา?

ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เพราะทั้งคู่มีข้อดีและเสน่ห์คนละแบบ

  • คุณภาพการศึกษาดีทั้งจีนและไต้หวัน มีหลายมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นติดอันดับต้นๆ ของโลก หากต้องการความรู้ ไปที่ไหนก็ได้

  • ภาษาจีนจากประสบการณ์ แพรว่าตัวอักษรและคำที่ใช้พูดในแผ่นดินใหญ่จะใช้ได้กว้างกว่าไต้หวัน

  • ข้อจำกัดจีนเป็นประเทศปิด ทำให้มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ถ้าจะเล่น LINE, Facebook, Instagram, TikTok ต้องเปิด VPN (ไม่ใช่ว่าจ่ายเงินแล้วจะใช้ได้แน่นอน แต่ต้องใช้ดวงรายนาที ) รวมไปถึงเว็บสืบค้นข้อมูลอย่าง 'Baidu' ของจีน ก็จะแสดงผลการค้นหาที่เป็นภาษาจีนเท่านั้น ในขณะที่คนชาติอื่นๆ นิยมใช้ Google ที่แสดงผลการค้นหาจากทั่วโลก นอกจากนี้ TikTok ของจีนจะแยกออกมาจากคนทั่วโลกค่ะ (เหมือนแยกกันคนละโลก) ถ้าต้องการเปิดแอคเคานต์ของจีน จะต้องใช้เบอร์โทรและบัตรประชาชนที่จีนด้วย

  • คนจีนและคนไต้หวัน ต่างสุภาพและเป็นมิตรเหมือนกัน

สุดท้ายนี้อยากฝากถึงน้องๆ ว่า

แต่ละคนน่าจะได้กำลังใจจากคนรอบตัวกันมาเยอะแล้ว พี่แพรขอพูดในเชิงเหตุผลบ้างว่า การเลือกบางอย่างคือตัวกำหนดเส้นทางชีวิต "จะไปต่อหรือพอแค่นี้"ขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นภาพอะไรในอนาคต แล้วถ้าไปต่อเราพอจะเห็นทางรอดมั้ย

คนมักจะมีคำพูดว่า "ถ้าได้ภาษาจีนจะหางานง่ายขึ้นนะ" แต่อยากให้ตอบตัวเองว่า"งานนั้นคืออะไร แล้วเราอยากทำงานนั้นด้วยหรือเปล่า"ถ้ามีคำตอบในใจแล้วแนะนำให้ศึกษาเพิ่มเรื่อง Hard Skills และ Soft Skills เพื่อให้เข้าใจและเตรียมตัวทักษะของแต่ละสายอาชีพ อย่างในขณะที่ภาษาจีนคือ "ความรู้" ส่วนการสอนหรือการล่ามก็เป็น "ทักษะ" และยังมีทักษะอีกหลายทางที่เราต่อยอดจากภาษาจีนไปได้ เช่น การสื่อสารในที่สาธารณะ ทักษะบริหาร เป็นต้น

ถ้าประเมินแล้วว่าอยากไปต่อแต่ยังท้ออยู่ ให้ลองเขียนลิสต์ออกมาว่าเรากำลังท้อเรื่องอะไร ต้นเหตุและทางแก้คืออะไร ถ้าเครียดก็พัก เพราะถ้าเดินทางไกลใจต้องเบา เป้าหมายคือป้ายบอกทางค่ะ ไม่งั้นเราจะเดินเรื่อยๆ วนไปแล้วครึ่งชีวิตค่ะ

. . . . . . . . . .

You’re Invited!

อยากปรึกษา 1:1 กับรุ่นพี่ดีกรีนักเรียนนอก
พบกันที่ไบเทคบางนา 12-13 ต.ค. 2024

รอบนี้พิเศษมากก!! Dek-D’s Study Abroad Fair ได้รับเกียรติจากรุ่นพี่นักเรียนทุนและจบนอกจากประเทศยอดนิยมตอบรับคำเชิญมาประจำบูทใหญ่ของพวกเรา เพื่อให้น้องๆ และผู้ปกครองในงานสามารถ Walk-in ปรึกษาได้ตัวต่อตัว ไม่ว่าจะเป็น รุ่นพี่ทุน Erasmus+ (ยุโรปและอเมริกา), Fulbright (อเมริกา), Chevening (สหราชอาณาจักร), DAAD (เยอรมนี), Franco-Thai (ฝรั่งเศส), ทุนรัฐบาลอิตาลี, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ทุนรัฐบาลไทย (ก.พ./UiS), มหาวิทยาลัยในฮ่องกงและออสเตรเลีย

"พี่แพร" จะสแตนด์บายที่บูทปรึกษากับน้องๆ แบบ 1:1 ในวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2024ในงานยังมีไฮไลต์สุดปังอีกเพียบ ห้ามพลาดนะคะ ~

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...