โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กู้วิกฤติ 500 โรงงานกลุ่มสมุนไพร! ‘ส.อ.ท.’ ผนึก ‘อย.’ เร่งพัฒนาสู่มาตรฐานโลก

The Bangkok Insight

อัพเดต 19 ส.ค. 2567 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2567 เวลา 09.45 น. • The Bangkok Insight

กู้วิกฤติ 500 โรงงานกลุ่มสมุนไพร! "ส.อ.ท." ผนึก "อย." เร่งพัฒนาสู่มาตรฐานโลก เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันในฐานะซอฟ์เพาเวอร์ไทยสู่ตลาดส่งออกที่ยังเติบโตต่ำ

กลุ่มสมุนไพร ส.อ.ท. และสมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพร จับมือ อย. จัดอบรมพัฒนามาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมผู้ผลิตยาสมุนไพรไทย เร่งสางปัญหา 500 โรงงานผลิตไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงถูกปิด เพื่อปรับสู่การสร้างมาตรฐานระดับประเทศ ก่อนยกระดับสู่มาตรฐานอาเซียน และขึ้นสู่เป้าหมายสูงสุดมาตรฐาน GMP ระดับโลก คาดดันยอดขายโต 2 เท่า หลังยกระดับมาตรฐานโรงงาน หนุนรายได้โตทั้งระบบ

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มสมุนไพร ส.อ.ท. และสมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพร ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อพัฒนาโรงงานผลิตยาสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานส่งออก หลังพบว่ามีโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานกว่า 500 แห่ง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปิดตัว ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างมูลค่าตลาดสมุนไพรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมสมุนไพร เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สำคัญ ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็งขึ้น

โดยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาโรงงานผลิตยาสมุนไพรให้ได้มาตรฐานสากล สามารถส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้เติบโต และยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร โดยแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ตามศักยภาพของโรงงาน เพื่อให้สามารถรองรับการผลิต ทั้งในประเทศและการส่งออก 3 ด้าน ได้แก่

  • การพัฒนาโรงงานให้ได้มาตรฐาน PIC/S GMP: สำหรับโรงงานที่มีศักยภาพสูง จะได้รับการสนับสนุนให้ยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ GMP/PIC/S ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อเปิดโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดโลก
  • การพัฒนาโรงงานให้ได้มาตรฐาน ASEAN GMP: โรงงานส่วนใหญ่จะได้รับการส่งเสริมให้ได้มาตรฐาน GMP ASEAN เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน
  • การสนับสนุนโรงงานขนาดเล็ก: โรงงานขนาดเล็กจะได้รับการพัฒนาให้ได้มาตรฐานพื้นฐานระดับเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง เพื่อรักษาองค์ความรู้แพทย์แผนไทย และสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งในภาวะที่กำลังซื้อชะลอตัวเช่นในปัจจุบันก็จะกระทบต่อยอดขาย ทำให้ผู้ประกอบการด้านสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรไปจนถึงกลางน้ำ คือโรงงานผลิต และปลายน้ำคือผู้จัดจำหน่าย ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนลง

ขณะที่ตลาดส่งออกนั้น ปัจจุบันมีเพียง 1.2 หมื่นล้านบาท สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขสัดส่วนการส่งออกยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เนื่องจากโรงงานสมุนไพรของไทยยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ได้ตามที่นานาชาติกำหนด ซึ่งหากสามารถปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ก็จะช่วยให้ส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรเติบโตได้ถึง 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม การจะพึ่งพากำลังซื้อในประเทศอย่างเดียวนั้นถือว่ามีขีดจำกัด และทำให้ไทยเสียโอกาสให้กับประเทศอื่น ๆ ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ส.อ.ท. ได้ร่วมมือกับ อย. และหน่วยงานส่งเสริมต่าง ๆ เช่น กรมการแพทย์แผนไทย และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางปรับปรุงมาตรฐานอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยอย่างครอบคลุม ทั้งสำหรับโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ถือเป็นความพยายามในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับสมุนไพรไทย ที่เป็นจุดเด่นของประเทศ และยังเป็นการรักษาและต่อยอด Soft Power ของไทย เช่น การต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่กำลังเติบโตในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายสิทธิชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตสมุนไพรไทย แต่ยังเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และเครื่องสำอางที่มีสมุนไพรไทยเป็นส่วนประกอบ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการและซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมากยิ่งขึ้น

"สมุนไพรไทยไม่เพียงแต่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงอีกด้วย แต่การส่งออกสมุนไพรไทยช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ และสร้างชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์ของไทยในตลาดโลก รัฐบาลควรให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดที่กว้างขึ้น" นายสิทธิชัย กล่าว

นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช

นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ อย. จะเข้าไปจัดการอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการด้วยการยกระดับไปทีละขั้น โดยจะเริ่มจากการเข้าไปช่วยพัฒนาโรงงานขนาดเล็กให้สามารถยกระดับเป็นระดับประเทศ ด้วยการผ่านมาตรฐานเหรียญทองแดง จากนั้นจะยกระดับไปขั้นต่อไปคือมาตรฐานเหรียญเงิน เพื่อให้สามารถส่งออกไปยังประเทศแถบอาเซียนได้ และหากโรงงานใดมีความพร้อม อย. ก็จะเข้าไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้สามารถยกระดับไปสู่

นพ.ณรงค์ กล่าวว่า อย. มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย และเตรียมความพร้อมในการแข่งขัน ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับสถาบันอาหาร เพื่อส่งเสริมการใช้สารสกัดสมุนไพรไทยในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก ความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

"เน้นว่า การพัฒนามาตรฐาน GMP/PIC/S และ GMP ASEAN จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาอาหารเสริมที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพรไทย โดย อย. ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหารเพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไทยในตลาดโลก ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมครั้งนี้ เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เพื่อให้สามารถก้าวสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต" นพ.ณรงค์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...