'ปกรณ์วุฒิ' มั่นใจหลักฐาน มัดตัว 'ศักดิ์สยาม' ซุกหุ้นบุรีเจริญ จ่อยื่น ป.ป.ช.เอาผิด
แจงไปก็ฟังไม่ขึ้น “ปกรณ์วุฒิ” โต้ คำชี้แจง “ศักดิ์สยาม” ชี้หลักฐานมัดตัว จ่อจะยื่น “ป.ป.ช.” ต่อไป
เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 20 กรกฎาคม ที่รัฐสภานายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงหลังนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชี้แจงกรณีซุกหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นให้นอมินีถือกิจกรรมแทน ว่า นายศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงโต้ข้อมูลที่ตนอภิปราย และได้แสดงหลักฐานว่ามีการจ่ายเงินโอนหุ้น หจก. จริงในราคาประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งในกรณีนี้ ตนก็ได้อภิปรายแล้วว่า หจก.ที่มีสินทรัพย์และมีรายได้มากขนาดนี้ การซื้อขายหุ้นแค่ 120 ล้านบาทเป็นราคาที่ถูกมาก และมันดูไม่สมเหตุสมผล เพราะหลังจากที่ขายไปแล้ว หจก.แห่งนี้ก็กลับมาได้งานของกระทรวงคมนาคมที่มีมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ในขณะที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถ้านายศักดิ์สยามจะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของตนเองว่าจะขายกิจการในมูลค่าเท่าไหร่ ตนก็เคารพเรื่องส่วนตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
“เรื่องนี้จะสมเหตุสมผลหรือไม่ ผมคิดว่าประชาชนก็คงจะตัดสินได้เองว่า การกระทำธุรกรรมครั้งนี้นั้นมันเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ นอกจากนี้ ถ้ามันมีการโอน 120 ล้านบาท เงินส่วนนี้มันหายไปไหนจากบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม เพราะการซื้อขายเกิดขึ้นประมาณแค่ 16 เดือนก่อนที่จะต้องยื่นทรัพย์สินเท่านั้น อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การซื้อขายทางดินที่ท่านนำหลักฐานมาชี้แจง มีการโอนเงินค่าหุ้นในงวดแรกก่อนที่จะโอนหุ้นจริงถึง 5 เดือน ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นการซื้อขายที่แปลกมาก คือจ่ายเป็นเงินก่อนแต่ยังไม่มีการเซ็นโอนหุ้นให้กัน แปลว่าต้องเชื่อใจกันมากพอสมควร” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ทั้งนี้ นายศักดิ์สยามเลือกที่จะบอกว่า นำเงิน 120 ล้านบาทไปใช้หนี้และไปใช้จ่ายส่วนตัวหมดแล้ว เงินถึงไม่ได้ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน ตนก็จะไม่ก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวของท่าน และประเด็นสุดท้ายคือ ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำการขายออกไปเมื่อต้นปี 2561 แต่ปรากฏว่าในปลายปี 2560 หจก. แห่งนี้เป็นเจ้าหนี้ของหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ 69 ล้านบาท หมายความว่าก่อนที่จะโอนหุ้นออก นายศักดิ์สยามเป็นหนี้ หจก. แห่งนี้อยู่ 19 ล้านบาท ปรากฏว่าสิ้นปี 2561 จำนวนหนี้ตรงนี้ยังเขียนเหมือนเดิมว่าเป็นเจ้าหนี้หุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ 69 ล้านบาท แต่ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการมันเปลี่ยนไปแล้ว ตนก็เลยสงสัยว่ามันมีการโอนหนี้ออกไปหรือไม่ตอนที่มีการขายหุ้นกัน
ตนแบ่งเป็น 3 เคส คือ 1.ถ้าขายกันที่ 120 ล้านบาทและโอนหนี้ให้กับผู้จัดการคนใหม่แปลว่านายศักดิ์สยามได้กำไรจากการขายกิจการนี้ไป 69 ล้านบาท ต้องยื่นภาษี แต่ก็ไม่ได้ยื่น ถ้านายศักดิ์สยามไม่ได้โอนหนี้ออกไป แปลว่าหนี้ส่วนนี้เป็นหนี้สินส่วนตัวของนายศักดิ์สยาม ซึ่งต้องยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) แต่ก็ไม่ได้ยื่น ตนก็สงสัยว่า แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ท่านบอกว่าเอาเงินที่ขายหุ้นไปใช้หนี้ ตัวเลขก็แปลกมากคือ ตัวเลขในงบดุลหนี้ยัง 69 ล้านบาทเท่าเดิม ทั้งตอนสิ้นปี 2560 และสิ้นปี 2561 เหมือนเอาเงินที่ได้มาจากการขายหุ้น คืน หจก.ไป 69 ล้านบาทและเมื่อผ่านไป 1 ปี เจ้าของคนใหม่ก็เป็นหนี้ หจก.อยู่ 69 ล้านบาทเท่าเดิม ตนเข้าใจว่า สุดท้ายแล้วตัวเลขตรงนี้มันไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีการจ่ายหนี้กันเลย และหนี้นี้ต้องเป็นของนายศักดิ์สยามที่เป็นหนี้ หจก. อยู่และก็ไม่ได้แสดงในบัญชีทรัพย์สินด้วย
“นายศักดิ์สยามไม่มีทางออกสำหรับเรื่องนี้ หลักฐานงบการเงินทั้งหมดที่ผมพูดมาทั้งหมดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็น่าจะมัดตัวท่านศักดิ์สยามได้ค่อนข้างแน่นพอสมควร ผมคิดว่า จะพูดคุยกับฝ่ายกฎหมายของพรรค แล้วก็พูดคุยกับทางพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาชาติ (ปช.) ที่ร่วมอภิปรายและร่วมกันยื่นข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น ป.ป.ช. เพื่อที่จะให้ตรวจสอบและสอบสวนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงการถือครองธุรกิจที่ใช้นิติกรรมอำพรางเพื่อเอาผิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต่อไป” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง