M&G ยกชั้นเครื่องเขียน เปิดแฟรนไชส์สู้ดิสรัปต์ ตั้งเป้าปีนี้ทะลุ 50 สาขา
M&G เครื่องเขียน ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ผุดโมเดลแฟรนไชส์เจาะกลุ่มร้านเครื่องเขียนดั้งเดิม หวังดันร้านเครื่องเขียนสู่สะดวกซื้อ คาดปีนี้ทะลุ 50 สาขา ปีหน้าแตะ 100
นายจิรวัฒน์ ตั้งหิรัญญวานิช ประธานบริษัท เอ็มแอนด์จี เครื่องเขียน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องเขียน-อุปกรณ์สำนักงานจากประเทศจีนมานานกว่า 20 ปี รวมถึงมีร้าน 16 สาขา กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ตลาดเครื่องเขียนจะถูกกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัลจนดีมานด์ลดลง
แต่ยังมีช่องให้สามารถเติบโตได้ทั้งการขยายไปสู่ตลาดใหม่ เช่น ฐานแฟนคลับของการ์ตูน-แคแร็กเตอร์ต่าง ๆ หรือเซ็กเมนต์ระดับบน เช่น ผู้บริหารขององค์กรต่าง ๆ เสริมกับกลุ่มพื้นฐาน กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ ที่ยังคงใช้เครื่องเขียนอยู่และชื่นชอบสินค้าน่ารัก ๆ
สะท้อนจากยอดขายของบริษัทที่ปากกาสไตล์แฟนซีที่มีลวดลายแคแร็กเตอร์ต่าง ๆ ได้รับความนิยม มียอดขายต่อใบเสร็จเฉลี่ย 100 บาท สร้างยอดขายระดับร้อยล้านบาทและเติบโตประมาณ 10% ในช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19
นอกจากนี้ ร้านเครื่องเขียนในไทยซึ่งมีกว่า 1 หมื่นร้าน สามารถพัฒนาให้ทันสมัยในสไตล์เดียวกับร้านสะดวกซื้อ เพื่อดึงดูดและสร้างโอกาสขายแก่ลูกค้ารุ่นใหม่ เช่นเดียวกับในจีนหรือญี่ปุ่นที่ธุรกิจร้านเครื่องเขียนปรับตัวให้ทันสมัย ช่วยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เนื่องจากปกติร้านเครื่องเขียนจะมีกำไรประมาณ 30-40%
“คนยังต้องใช้เครื่องเขียนกันอยู่ เพียงแต่จะใช้ของที่คุณภาพดีขึ้น โดยหันมาลงทุนซื้อใช้เองมากกว่า ด้านร้านเครื่องเขียนส่วนใหญ่ยังเป็นเทรดิชั่นนอลเทรด ทำให้ยอดขายต่อใบเสร็จต่ำกว่าที่ควร จึงเป็นโอกาสที่จะเข้าไปตอบโจทย์ทั้ง 2 ฝ่าย”
ขายแฟรนไชส์ ค่าแรกเข้า 2 แสน ค่าใช้สิทธิค่าการตลาด 6% ต่อปี
นายจิรวัฒน์กล่าวต่อไปว่า บริษัทได้สร้างโมเดลแฟรนไชส์ ที่มุ่งดึงผู้ประกอบการร้านเครื่องเขียนดั้งเดิมมาเข้าร่วม ตามยุทธศาสตร์อัพเกรดร้านเครื่องเขียนให้ทันสมัย พร้อมเสริมด้วยขยายไลน์อัพสินค้าลิขสิทธิ์การ์ตูนดัง 4 เรื่องที่บริษัทถืออยู่ คือ วันพีซ, ดราก้อนบอล, สนูปปี้ และมิฟฟี่ และนำเข้าสินค้าที่มีจุดเด่นด้านนวัตกรรม
รวมถึงอาศัยจุดแข็งที่บริษัทแม่ในจีนเป็นผู้ผลิตเครื่องเขียนรายใหญ่รับมือความท้าทายด้านต้นทุนและค่าเงิน ส่วนเงื่อนไขการเป็นแฟรนไชส์ คือ ต้องขายสินค้าของบริษัทเท่านั้น
ส่วนค่าใช้จ่ายประกอบด้วยค่าสมัคร 2 แสนบาท ค่าโปรแกรมและเครื่อง POS เริ่มต้น 6.9 หมื่นบาท อุปกรณ์คิดเงินชุดละ 1 หมื่นบาท ค่าสติ๊กเกอร์ตกแต่ง ค่าขนส่งและค่าสินค้าคิดตามจริง และมีค่าใช้สิทธิ 3% ต่อปี และค่าการตลาด 3% ต่อปี
“ขณะนี้ยกเว้นค่าแรกเข้า 2 แสนบาท และสามารถเลือกทำเลในโลตัสซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทได้ด้วย ร้านเน้นตกแต่งสไตล์ทันสมัยเป็นระเบียบแบบร้านสะดวกซื้อ เช่น นำไลน์สินค้าวันพีซมารวมในจุดเดียวกันให้ลูกค้าหาได้ง่ายและกระตุ้นการซื้อพร้อมกันหลายชิ้น
“พร้อมระบบไอทีสามารถเช็กสต๊อก-ยอดขายจากแต่ละสาขาลดการเสียโอกาสเพราะสั่งสินค้าไม่สอดคล้องกับดีมานด์ รวมถึงเตรียมเปิดตัวระบบสมาชิกในเดือนสิงหาคม เพื่อเก็บ-วิเคราะห์อินไซต์ลูกค้า และทำแคมเปญส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลด 5-10% และสะสมแต้ม”
ปัจจุบันเริ่มมีร้านแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ อาทิ สาขาอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ และพัทลุง ส่วนสาขาอื่นเป็นลักษณะการนำชั้นวางสินค้าของบริษัทไปตั้งในร้านค้าที่นักลงทุนรายนั้น ๆ ทำอยู่ก่อน เช่น ร้านเครื่องดื่ม ร้านค้า มูลค่าการลงทุนจะขึ้นกับขนาดชั้นวางและสินค้าเริ่มต้น 1 หมื่นบาท
หลังจากที่ผ่านมาทดลองเปิดร้านสแตนด์อะโลน 16 สาขา ในทำเลต่าง ๆ อาทิ โลตัส คอมมิวนิตี้มอลล์ ตลาด และอื่น ๆ นอกจากนี้จะเดินหน้าลอนช์สินค้าใหม่แบบรายเดือน โดยเฉพาะไลน์สินค้าลิขสิทธิ์การ์ตูน ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากนักเรียนนักศึกษาที่มักซื้อแบบครบชุดเพื่อสะสม
โดยในช่วง 2 ปีนี้จะเน้นการขยายสาขาเป็นหลัก เนื่องจากร้านสาขาสามารถเป็นทั้งจุดจำหน่ายและเครื่องมือการตลาดให้ผู้บริโภครู้จักและจดจำแบรนด์ได้ เช่น สาขาบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
โดยปี 2565 วางเป้าไว้ที่ 50 สาขาแบ่งเป็น สาขาของบริษัท 30 สาขา และแฟรนไชส์ 20 สาขา ก่อนจะเติบโตเป็น 100 สาขาในปี 2566 ซึ่งจะช่วยให้การทำตลาดแบบวงกว้างคุ้มค่ามากขึ้น