โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนดูปี 2020 กับ 10 ประเด็นสำคัญระดับโลก!

The Bangkok Insight

อัพเดต 01 ม.ค. 2564 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2564 เวลา 03.01 น. • The Bangkok Insight

สำนักข่าวซินหัว รายงาน 10 ประเด็นสำคัญระดับโลก ในปี 2020

1. โรคโควิด-19 ระบาดใหญ่รุนแรงทั่วโลก

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เป็น “การระบาดใหญ่” โดยข้อมูลขององค์การระบุว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ตามเวลากรุงปักกิ่ง โลกมีผู้ป่วยโรคโควิด-19 สะสมกว่า 80 ล้านราย เสียชีวิตแล้วกว่า 1.77 ล้านราย ผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ความสูญเสียมหาศาล และสารพัดอุปสรรคที่ยากต่อการป้องกันและควบคุม ทำให้การระบาดใหญ่ของโรคนี้กลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขระดับโลก ที่เคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ขณะที่โลกเผชิญวิกฤตทางสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศต่างร่วมมือกันต่อสู้กับการระบาด โดยจีนได้ทำปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมเพื่อรับมือภาวะฉุกเฉินระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีโลก

อย่างไรก็ตามมีนักการเมืองสหรัฐฯ บางคนพยายามทำการระบาดให้เป็นเรื่องการเมือง ทำการตีตรา ปัดความรับผิดชอบของตน และทำร้ายความร่วมมือของนานาชาติในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคในการต่อสู้กับโรคระบาดของมนุษยชาติ

(แฟ้มภาพซินหัว : คณะผู้เชี่ยวชาญจากทีมแพทย์จีนและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ท้องถิ่นร่วมถ่ายภาพระหว่างที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ที่กรุงบราซาวิล เมืองหลวงของสาธารณรัฐคองโก วันที่ 26 พ.ค. 2020)

2. แนวคิดการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนเสนอแนวคิดการสร้างประชาคมด้านสุขภาพระดับโลกสำหรับทุกคนเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม

แนวคิดของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติแข็งแกร่งขึ้น ตั้งแต่การสร้างประชาคมด้านสุขภาพระดับโลกสำหรับทุกคน ไปจนถึงการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของทุกชีวิตบนโลก ตลอดจนประชาคม 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ ความมั่นคง การพัฒนา และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO)

การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจีนทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ มากขึ้น ในการสร้างทวิภาคีที่มีอนาคตร่วมกัน

จีนบรรลุฉันทามติเพิ่มขึ้นในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน,ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก, อาเซียน, แอฟริกา, อาหรับ และลาตินอเมริกา

การต่อสู้กับโรคโควิด-19 ของทั่วโลก ย้ำถึงความจริงที่ว่ามนุษยชาติล้วนมีอนาคตร่วมกัน ดังนั้นแนวคิดนี้จึงได้รับความนิยมยิ่งขึ้นในทั่วโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศจี20 (G20) ครั้งที่ 15 สมัยที่ 2 ผ่านทางออนไลน์ที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน วันที่ 22 พ.ย. 2020)

3. จีนส่งเสริมความสามัคคีและความร่วมมือผ่าน "การทูตคลาวด์"

วันที่ 26 มีนาคม สีจิ้นผิงเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ จี20 (G20) สมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ผ่านทางออนไลน์ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันต่อสู้กับการระบาดใหญ่

ตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ขึ้น สีจิ้นผิงดำเนิน “การทูตทางโทรศัพท์” และ “การทูตทางจดหมาย” โดยเข้าร่วมและเป็นประธานการประชุมแบบเสมือนจริงหลายครั้ง อาทิ การประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA), การประชุมวิสามัญจีน-แอฟริกา ว่าด้วยการร่วมใจต่อสู้โรคโควิด-19, การประชุมระดับสูงเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีการก่อตั้งสหประชาชาติ, การประชุมสภาผู้นำรัฐบาลแห่งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO), การประชุมของกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS), การประชุมระดับผู้นำด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมสุดยอด G20

ระหว่างการประชุมเหล่านี้สีจิ้นผิงได้นำเสนอวิธีการของจีนในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อต่อต้านโควิด-19 กระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และพัฒนาธรรมาภิบาลโลก

ภายใต้การชี้นำทางยุทธศาสตร์ของผู้นำจีนและรัสเซีย ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านในการประสานงานสำหรับยุคใหม่ระหว่างจีนและรัสเซียยังคงมีความมั่นคงและแข็งแกร่ง แสดงถึงพลังและความสามารถในการฟื้นตัวอันดี

จีนปฏิบัติตามหลักการของความสามัคคีและความร่วมมือ โดยมีส่วนร่วมที่สำคัญในด้านการส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิภาพของมนุษยชาติ รวมถึงสันติภาพและการพัฒนาของโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้ชุมนุมถือป้าย “ชีวิตคนดำก็มีค่า” (Black Lives Matter) ระหว่างการประท้วงกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ บริเวณใกล้ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ วันที่ 8 มิ.ย. 2020)

4. ความขัดแย้งทางเชื้อชาติเผยปัญหาสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม จอร์จ ฟลอยด์ ชายชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเสียชีวิตลงหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวใช้เข่ากดลำคอของเขาลงกับพื้นนานเกือบ 9 นาที เหตุการณ์นี้จุดประกายการประท้วงขนานใหญ่ยืดเยื้อทั่วสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและพฤติกรรมโหดร้ายของตำรวจ

ตั้งแต่นั้นมามีการเปิดโปงกรณีการใช้ความรุนแรงกับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวอย่างต่อเนื่อง และมีการยกระดับการประท้วงต้านการเหยียดเชื้อชาติ “ชีวิตคนดำก็มีค่า” กลายเป็นหนึ่งในวลีที่โด่งดังที่สุดของปี 2020

ข้อเท็จจริงเผยให้เห็นว่าแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่ในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย ความขัดแย้งทางเชื้อชาติยากจะไกล่เกลี่ย การแบ่งแยกทางสังคมขยายวงกว้าง ซึ่งล้วนส่อถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนและการเหยียดเชื้อชาติเชิงระบบที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ

(แฟ้มภาพซินหัว : โยชิฮิเดะ ซูงะ ผู้นำคนใหม่ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDR) ยืนขึ้นหลังได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น วันที่ 16 ก.ย. 2020)

5. อาเบะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ญี่ปุ่น แต่นโยบายส่วนใหญ่ยังคงเดิม

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ประกาศลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ต่อมาวันที่ 14 กันยายน โยชิฮิเดะ ซูงะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับเลือกเป็นประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยคนใหม่ และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 16 กันยายน สิ้นสุดยุคสมัยของอาเบะนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่นานที่สุดของญี่ปุ่น ผู้ได้บริหารประเทศมานานกว่า 7 ปี

ซูงะประกาศชัดเจนว่าเขาจะ "สานต่อการดำเนินงานในสมัยของนายกรัฐมนตรีอาเบะ" โดยนโยบายด้านการทูตและความมั่นคงของเขาเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคณะรัฐบาลของอาเบะ

(แฟ้มภาพซินหัว : วอลคาน บอสคีร์ ประธานการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 75 กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมระดับสูงเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีการก่อตั้งสหประชาชาติ ที่สำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์กของสหรัฐ วันที่ 21 ก.ย. 2020)

6. สหประชาชาติส่งเสริมระบบพหุภาคี ในวาระครบรอบ 75 ปี

เมื่อวันที่ 21 กันยายน สหประชาชาติจัดการประชุมระดับสูงเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งสหประชาชาติ โดยประเทศสมาชิกได้รับรองคำประกาศที่ย้ำถึงความสำคัญของระบบพหุภาคีและความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันพันธกิจต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การปกป้องสิ่งแวดล้อม สันติภาพ ความยุติธรรม และความเท่าเทียมทางเพศ เป็นต้น

บรรดาผู้นำและผู้แทนจากประเทศที่เข้าร่วมการประชุมระบุว่าขณะที่โลกเผชิญภยันตรายและความท้าทาย โดยเฉพาะการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ประชาคมระหว่างประเทศเล็งเห็นถึงความเร่งด่วนในการค้ำจุนระบบพหุภาคีและยกระดับการประสานงานระดับโลกให้มากขึ้น โดยอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่าประชาคมระหว่างประเทศจำเป็นต้องมีระบบพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกระตุ้นให้ทั่วโลกร่วมมือกันพัฒนาธรรมาภิบาลโลก

ความเห็นของบรรดาผู้เข้าร่วมการประชุมสะท้อนให้เห็นถึงฉันทามติระหว่างประเทศเรื่องการยกระดับการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลระดับโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : ชายคนหนึ่งเดินผ่านบ้านที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะกันในเขตทาร์ทาร์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค วันที่ 29 ก.ย. 2020)

7. ความขัดแย้งนากอร์โน-คาราบัค เป็นภัยต่อความมั่นคงของภูมิภาค

ความขัดแย้งกันด้วยอาวุธระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน แม้หลายประเทศ เช่น รัสเซียและสหรัฐ จะช่วยผลักดันข้อตกลงสงบศึกถึง 3 ครั้งในเดือนตุลาคม แต่ก็ไม่สามารถยุติการปะทะที่รุนแรงได้

ในเดือนพฤศจิกายนผู้นำของรัสเซีย อาเซอร์ไบจาน และอาร์เมเนียบรรลุข้อตกลงสันติภาพ พร้อมประกาศจุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง ต่อมารัสเซียและตุรกีได้ลงนามในบันทึกข้อความเพื่อร่วมกันจัดตั้งศูนย์สำหรับสังเกตการณ์การสงบศึกในพื้นที่ดังกล่าว

ความขัดแย้งในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคคอเคซัสและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเปราะบางเป็นทุนเดิม

(แฟ้มภาพซินหัว : พนักงานในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 18 มี.ค. 2020)

8. เศรษฐกิจโลกสะเทือน-ถดถอยหนัก

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัว 4.4% ในปี 2020 เนื่องจากผลกระทบของการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ประกอบกับปัจจัยเชิงลบอื่นๆ

ขณะที่การระบาดได้ลุกลามไปทั่ว โลกต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ช่วงทศวรรษ 1930 ทั้งยังเจอปัญหาจากความเสี่ยงต่างๆ ที่มาจากการระบาดของโรค และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวอย่างมั่นคงได้ในเร็ววัน

ช่วงเวลานี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น 5จี (5G) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลีด้านเมืองอัจฉริยะ รวมถึงมีการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจแบบไร้การสัมผัส เช่น การซื้อสินค้า-การศึกษาทางออนไลน์ และโทรเวชกรรม ซึ่งสร้างหนทางใหม่ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ

(แฟ้มภาพซินหัว : ตู้สินค้าที่ท่าเรือปาซีร์ ปันจัง ในสิงคโปร์ วันที่ 17 ส.ค. 2020)

9. การลงนามความตกลง RCEP หนุนความร่วมมือพหุภาคี

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ประเทศสมาชิก 15 แห่ง ได้แก่ 10 กลุ่มประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ร่วมลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) พร้อมจัดตั้งกลุ่มความตกลงการค้าเสรีที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก มีโครงสร้างสมาชิกที่หลากหลายที่สุด และมีศักยภาพการพัฒนาสูงสุด

ความตกลงข้างต้นเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดกว้างอย่างมาก ในด้านการค้าสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนในหมู่ประเทศสมาชิก ยกระดับเสรีภาพทางการค้าและการลงทุน และเสริมสร้างแรงดึงดูดและความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค ทั้งส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกระตุ้นใหม่ในการเติบโตของโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : ภาพข้อความ “สหราชอาณาจักรเลือกที่จะถอนตัว” (UK VOTES OUT) ปรากฎบนหน้าจอขนาดยักษ์ ขณะผู้สนับสนุนข้อตกลงเบร็กซิตรวมตัวกันเฉลิมฉลองที่จัตุรัสในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร วันที่ 31 ม.ค. 2020)

10. ข้อตกลงการค้าหลังเบร็กซิตที่ไม่ง่าย-เลี่ยงเจ็บตัวทั้งสองฝ่าย

หลังการเจรจาที่ซับซ้อนยืดเยื้อนาน 9 เดือนในที่สุดสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีแล้วเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ข้อตกลงนี้จะควบคุมดูแลความสัมพันธ์ทางการค้าและความมั่นคงระหว่างสองฝ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021

ข้อตกลงนี้จะสร้างความมั่นคงให้แก่ความร่วมมือในอนาคตระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป เพื่อเลี่ยงสถานการณ์เสียหายทั้งสองฝ่าย อันเกิดขึ้นจากการถอนตัวจากสหภาพยุโรปโดยไร้ข้อตกลง

เบร็กซิตสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสหภาพยุโรป และจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงด้านการเมืองและเศรษฐกิจของโลก นานาประเทศล้วนจับตาดูความเป็นไปของความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรปหลังจากการถอนตัวครั้งนี้

ขอบคุณ สำนักข่าวซินหัว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...