"คราฟท์ ไฮนซ์" เปิดหน่วยธุรกิจ "เอแพค เอ็กซ์ปอร์ตส" บุกตลาดเอเชีย
กรุงเทพฯ 6 มีนาคม 2563 – บริษัท ไฮนซ์ ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด (Heinz Thailand Limited) เจ้าของแบรนด์ “คราฟ ไฮนซ์” (Kraft Heinz) แบรนด์อาหารระดับโลกกว่า 150 ปี เดินหน้าขยายธุรกิจในอาเซียนด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเป็น บริษัทผลิตอาหารชั้นเลิศ เพื่อโลกใบนี้ที่ดีกว่า (The Best Food Company, Growing a Better World) โดยเปิดหน่วยธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า เอแพค เอ็กซ์ปอร์ตส (APAC Exports) ตั้งเป้าโตภายใน 5 ปี พร้อมนำผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ทุกครัวเรือนในเอเชีย
มร. โจอาว เลเตา กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจ เอแพค เอ็กซ์ปอร์ตส บริษัท ไฮนซ์ ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด กล่าวว่า บริษัทฯได้ จัดตั้ง เอแพค เอ็กซ์ปอร์ตส เพื่อทำหน้าที่ดูแลธุรกิจการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์คราฟ ไฮนซ์ และแบรนด์ในเครือ ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง อินเดีย ฮ่องกง ไต้หวัน อเมริกา และทวีปยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วย แบรนด์ระดับโลกที่มีประวัติและเป็นที่รู้จักมากอย่างยาวนานอย่าง ไฮนซ์และคราฟท์ (Heinz & Kraft) ลีแอนด์เพอริน (Lea & Perrins), และแบรนด์ขายดีในตลาดเอเชียอย่าง เอบีซี (ABC) จากตลาดอินโดนีเซีย วัตตี้ส์ (Watties) และโกลเด้น เซอร์เคิล (Golden Circle) จากตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และมาสเตอร์ (Master) จากตลาดจีน
มร. เลเตา กล่าวว่า บริษัทมองว่าตลาดอาหารมีการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะ “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความท้าทาย เพราะตลาดเอเชียมีความหลากหลายอย่างมาก แต่ในฐานะแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหาร ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงจากแบรนด์ระดับโลกให้กับทุกครัวเรือนในเอเชีย โดยมีทั้งซอสจากตะวันตกอย่าง ซอสมะเขือเทศไฮนซ์ และซอสจากตะวันออกอย่าง ซอสหอยนางรมไฮนซ์ และซอสถั่วเหลืองเอบีซี “ซอสมะเขือเทศไฮนซ์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบุกตลาด โดยเป็นซอสขายดีอันดับต้นๆในตลาดไทย มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 19% และยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยังเปิดตัวซอสใหม่อีก 2 ชนิด ได้แก่ ซอสหอยนางรมไฮนซ์ในประเทศไทย และซอสเอบีซี กีแคป มานิส (ABC Kicap Manis) ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของแบรนด์ในการให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความต้องการของตลาดและผู้บริโภคในท้องถิ่น
มร. เลเตา กล่าวอีกว่า บริษัทซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ “คนในองค์กร” เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ จึงมุ่งเรื่องคุณค่ากับระบบคุณธรรมนิยม (Meritocracy) ซึ่งมุ่งสนับสนุนคนตามความสามารถและทักษะ เพื่อให้คนในองค์กรได้นำความสามารถของตัวเองออกมาใช้อย่างสูงสุด
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่