โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

โรคภูมิแพ้คืออะไร มีอะไรบ้าง และรักษาให้หายได้หรือไม่

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 28 ม.ค. 2564 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 23.00 น.

นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อาจารย์แพทย์อนุสาขาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก สาขาวิชาอายุรกรรม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า สถานการณ์ของโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งทั่วโลก และในประเทศไทยจากสถิติล่าสุดปี 2559 ของสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย พบว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึง 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็กไทยสูงถึงร้อยละ 38 และพบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้โดยเฉลี่ยดังนี้คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 23-30 โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหืดร้อยละ 10-15 โรคผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ร้อยละ 15 และโรคแพ้อาหารร้อยละ 5

ในปัจจุบันมีข้อมูลว่า มลพิษ (air pollution) ที่มีมากขึ้นในปัจจุบันทำให้คนเป็นโรคกลุ่มภูมิแพ้ และหลอดลมมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรคภูมิแพ้นั้นถ้าไม่ได้รับการรักษาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่กว่าคนปกติ เช่น การเกิดอาการคัดจมูกในเวลากลางคืนทำให้นอนอ้าปากหายใจ จึงตื่นมาด้วยอาการปากแห้ง รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท อาจมีง่วงช่วงกลางวัน ส่วนกลุ่มโรคหืด อาจมีอาการเหนื่อยทั้งตอนกลางคืนหรือตอนออกแรงจนทำให้ต้องหยุดงาน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง

โรคภูมิแพ้ คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติ แล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช ขนสัตว์ แล้วเกิดการตอบสนองไวอย่างมากผิดปกติ ซึ่งแตกต่างจากคนปกติทั่วไป ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น โพรงจมูก หลอดลม ผิวหนัง

สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง อาทิ การสัมผัสทางผิวหนัง ตา หู จมูก การรับประทานอาหาร การได้รับผ่านทางระบบทางเดินหายใจ การฉีดหรือถูกแมลงกัดผ่านทางผิวหนัง สารก่อภูมิแพ้ที่เป็นตัวการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ตัวไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา ขนสัตว์ แมลงต่างๆ ฯลฯ โรคภูมิแพ้ที่สำคัญที่พบได้บ่อยและมีผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วย ได้แก่ โรคหืด (Asthma) โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis)

การรักษาโรคภูมิแพ้เยื่อบุจมูกอักเสบ โรคหืด หรือผื่นผิวหนังอักเสบให้ได้ผลดีนั้น นอกจากผู้ป่วยควรจะทราบสารที่ก่อภูมิแพ้ของตนเอง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นแล้ว ยังมีการใช้ยา ซึ่งมีทั้งยาชนิดรับประทาน ยาพ่นจมูก ยาพ่นหรือยาสูดทางปาก และหากใช้ยาแล้วผู้ป่วยยังคุมอาการไม่ได้ ปัจจุบันยังมีการรักษาด้วยการปรับภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) ให้ผู้ป่วยหายแพ้ต่อสารนั้น เพื่อให้อาการของโรคดีขึ้นหรือหายได้

ปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีการปรับภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) มี 2 วิธีหลัก คือ วิธีฉีดสารที่แพ้เข้าใต้ผิวหนังและค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิดทุกครั้งที่มาพบแพทย์ และอีกวิธีเป็นการใช้สารที่ผู้ป่วยแพ้อมใต้ลิ้นทุกวัน ปัจจุบันในประเทศไทยวิธีอมใต้ลิ้น มีใช้เฉพาะผู้ป่วยกลุ่มที่แพ้ต่อไรฝุ่น ทั้งนี้ ในการรักษาด้วยวิธีปรับภูมิคุ้มกัน (immunotherapy) ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทาง เพราะอาจมีผลข้างเคียงจากการรักษาได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น อาการแพ้ มีผื่น หายใจไม่ออก หรืออาจแพ้รุนแรงได้

สุดท้ายนี้อยากฝากถึงทุกคนว่า โรคภูมิแพ้เยื่อบุจมูกอักเสบ โรคหืด อาจไม่ใช่ภาวะที่ทำให้ต้องมาพบแพทย์ทันที แต่หากปล่อยทิ้งไว้และยังสัมผัสต่อสารแพ้ต่อเนื่อง อาจทำให้มีผลแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ ไอเรื้อรังจากเสมหะไหลลงคอ มีอาการหอบหืดเกิดเป็นโรคหืดที่คุมอาการไม่ได้ อาจถึงมีระบบหายใจล้มเหลวได้ ดังนั้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสารที่ตนเองแพ้ ใช้ยาต่อเนื่อง และหากไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาวิธีรักษาด้วยการปรับภูมิคุ้มกัน (Immunotherapy) ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...