โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แฝดกอดกันแน่นในถุงน้ำคร่ำท้องแม่ ช่วยรอดตายอย่างปาฏิหาริย์

Khaosod

เผยแพร่ 03 พ.ย. 2560 เวลา 08.37 น.

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. อินดิเพนเดนต์รายงานว่าแฝดทารกที่ต้องใช้ถุงน้ำคร่ำเดียวกันต้องแต่ในท้องแม่อยู่ในขีดอันตราย หลังแม่ของเด็กได้รับเตือนว่าแฝดอาจจะตายจากสายสะดือพันกันจนปิดทางเข้าของอ็อกซิเจน แต่เด็กแฝดสองคนนี้กลับรอดปาฏิหาริย์ ด้วยการกอดกันภายในท้องแม่

เด็กชายสองคนนี้มีชื่อว่ารูเบน และธีโอ ใช้ถุงน้ำคร่ำร่วมกันท้องแม่ และเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เริ่มแรกน.ส.วิกกี พลาวไรต์ วัย 30 ปี แม่ของเด็กไปพบแพทย์แพทย์เตือนว่าอาจเสียลูกในท้องเนื่องจากเด็กใช้ถุงน้ำคร่ำเดียวกันแล้วเสี่ยงต่อการที่สายสะดือจะพันกันจนทำให้เด็กเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก

ส่วนทางด้านนายคริส เครเมอร์ วัย 32 ปี คู่หมั้น และพ่อของเด็กแฝดระบุว่าในช่วงเวลาดังกล่าวพวกตนได้รับแจ้งว่าแฝดใช้ถุงน้ำคร่ำเดียวกันหรือที่เรียกว่า โม-โม (Monoamniotic-Monochorionic) ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้ยากมาก ซึ่งปกติแล้วเด็กแฝดในท้องแม่จะมีถุงน้ำคร่ำเป็นของตัวเอง

กรณีดังกล่าวยังมีความเสี่ยงกว่าร้อยละ 50 ที่ฝาแฝดจะเสียชีวิต แต่เหตุปาฏิหาริย์เกิดขึ้นระหว่างที่ยน.ส.จอร์จีน่า เครเมอร์ น้องสาวของนายเครเมอร์และแม่ของเด็กสแกนอัลตราซาวด์ในช่วงสัปดาห์ที่ 10 ก่อนคลอด และพบว่าเด็กสองคนนี้ดูเข้าใกล้กันผิดปกติ หลังจากนั้นในสัปดาห์ที่ 12 ทั้งนายเครเมอร์และน.ส.พลาวไรต์ได้มาตรวจอีกครั้ง และพบว่าเด็กแฝดทั้งสองอยู่ในสภาพที่กอดกันเพื่อเอาตัวรอด

จนกระทั่งในสัปดาห์ที่ 32 ของการตั้งท้องน.ส.พลาวไรต์จึงตัดสินใจทำคลอดที่โรงพยาบาลรอยัล เซอร์เรย์ ในเมืองกิลฟอร์ด เนื่องจากหนึ่งในเด็กแฝดทั้งสองได้หยุดการเจริญเติบโตเนื่องจากไม่มีพื้นที่มากพอในท้องแม่

ทั้งนี้หลังจากคลอดออกมาแล้ว แฝดทั้งสองมีร่ายกายที่สมบูรณ์ โดยแม่ของเด็กบอกว่าทั้งสองตอนนี้เป็นเพื่อนรักกัน ซึ่งก่อนที่จะลืมตาดูฏโลก ทั้งคู่ได้รู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว และตนก็เชื่อว่าทั้งคู่มีสายสัมพันธ์พิเศษที่ผูกชีวิตของทั้งคู่ไว้ด้วยกัน

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...