พระฝรั่งผู้บุกเบิกธรรมวิถี ‘วัดป่า’ สู่โลกตะวันตก : หลวงพ่อโรเบิร์ต สุเมโธ - เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดา
กว่า 40 ปีแล้วที่ธรรมวิถีสาย ‘วัดป่า’ แพร่ขยายไปทั่วโลก
นับตั้งแต่ หลวงพ่อชา สุภทฺโทแห่งวัดหนองป่าพง รับนิมนต์ให้เดินทางเทศนาที่อังกฤษ เมื่อปี 2520 ท่านได้มอบหมายให้ลูกศิษย์ชาวตะวันตกคนแรก อย่าง พระอาจารย์สุเมโธทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์แก่ชาวยุโรปที่สนใจและต้องการหาคำตอบในชีวิต
นอกจากท่านจะนำวัตรตั้งแต่สมัยจำพรรษาที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแล้ว ท่านยังเริ่มบุกเบิกวัดป่าสายกรรมฐานในดินแดนแห่งนี้ อย่าง ‘วัดป่าจิตตวิเวก’บริเวณริมป่าแฮมเมอร์วูด มณฑลซัสเซกส์ตะวันตก
ว่ากันว่า ความพยายามครั้งนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคไม่น้อย โดยเฉพาะผู้คนที่มักมองวิถีของคณะสงฆ์ไทยเป็นเรื่องประหลาด หลายคนเข้าใจว่า พระกลุ่มนี้คุกคาม และหวังเปลี่ยนศรัทธาที่พวกเขามีต่อศาสนาคริสต์
แต่ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการแนะแนวที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจเป็นหลัก หาใช่ก่อความขัดแย้งทางศาสนา ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี จนนำไปสู่การตั้งสาขาวัดหนองป่าพง ในประเทศต่างๆ ทั้งอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ โปรตุเกส สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมกว่า 20 แห่ง
ยอดมนุษย์..คนธรรมดาอยากขอพาทุกคนไปรู้จักกับเรื่องราวของ พระพรหมวชิรญาณ (โรเบิร์ต สุเมโธ)ว่าอะไรทำให้ฝรั่งคนหนึ่งตัดสินใจทิ้งชีวิตอันแสนสบายมาสู่เส้นทางธรรมที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก รวมถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่อย่างการทำให้ชาวโลกได้รู้จักกับพระพุทธศาสนาสายวัดป่า
01
เพราะหนังสือเซนเล่มหนึ่ง
รู้หรือไม่ว่า ความสนใจเรื่องพุทธศาสนาของพระอาจารย์สุเมโธเริ่มมาจากหนังสือนิกายเซนเล่มหนึ่ง
เดิมทีพระอาจารย์เติบโตมาในครอบครัวชาวคริสต์นิกาย Church of England ที่เคร่งครัด บรรพบุรุษของท่านเป็นผู้เผยแพร่ศาสนาไปยังชนเผ่าอินเดียนแดงทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา
แต่ด้วยความที่ยุคนั้นแนวคิดวิทยาศาสตร์กำลังเฟื่องฟู คนรุ่นใหม่จึงเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะศรัทธาและการมีอยู่จริงของพระเจ้า
พระอาจารย์เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้พยายามรักษาศรัทธาที่มีต่อศาสนา แต่ก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ และทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้คือ พาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา
ท่านตัดสินใจบวชเป็นบาทหลวง เริ่มแรกก็เข้าไปเป็นผู้ช่วยบาทหลวง คอยสอนศาสนาแก่เด็กๆ ที่มาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ โดยระหว่างนั้นก็จะมีบาทหลวงและผู้เชี่ยวชาญทางศาสนามาคอยอธิบายหลักการและแนวคิดของพระคริสต์เพื่อให้เกิดศรัทธามากยิ่งขึ้น
แต่ดูเหมือนยิ่งอธิบายเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งไม่เข้าใจ สั่งสมกลายเป็นความเครียด
“เราไม่เข้าใจคำสอน และหาใครที่ทำให้เราเข้าใจไม่ได้ มองไม่เห็นทางที่จะปฏิบัติอย่างอื่น นอกจากหลับตาเชื่อและยอมรับในสิ่งที่สอนสืบทอดกันมา ศรัทธาเราไม่มี ข้างในเรายังใฝ่หาอยู่”
แน่นอนทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าคริสต์ศาสนาไม่ดี หรือพระเจ้าไม่มีจริง เพียงแต่หลักคิดและหลักปฏิบัติที่ท่านสัมผัสอาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตและความสนใจเท่านั้นเอง
ในที่สุดมิสเตอร์โรเบิร์ตจึงตัดสินใจล้มเลิกการบวช หันไปสมัครเป็นทหารช่วงสงครามเกาหลีแทน โดยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
และที่นี่ทำให้เด็กหนุ่มวัย 20 พบเส้นทางสายใหม่ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
วันหนึ่งท่านได้รับหนังสือบทกวีไฮคุ หรือกลอน 3 วรรค ผลงานแปลของ Reginald Horace Blyth ซึ่งถ่ายทอดวิถีความเชื่อแบบเซนผ่านปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ แม้อ่านแล้วจะยังรู้สึกไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้ท่านรู้สึกสนใจได้ไม่น้อย
พอปลดประจำการ ท่านก็กลับบ้านเกิดที่สหรัฐอเมริกา ตั้งใจจะหาหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธมาอ่านเพิ่มเติม จนไปเจอเรื่อง Zen Buddhism ของปรมาจารย์เซนที่ชื่อ D.T. Suzuki โลกการเรียนรู้จึงเปิดกว้างขึ้น
เรื่องหนึ่งที่ท่านสนใจที่สุดคือ การที่ศาสนาพุทธไม่เรียกร้องให้ทุกคนเชื่อ แต่ให้ทดลองทำ ค้นคว้าด้วยตัวเอง ทุกคนมีอิสระที่จะนึกคิด ตั้งข้อสงสัย ซึ่งสอดคล้องกับทัศนคติการใช้ชีวิตของท่านที่เป็นคนชอบซักถาม และอยากเรียนรู้ทุกอย่างด้วยความเข้าใจ
จากหนังสือเล่มนั้น ท่านต่อยอดไปสู่การเรียนที่ลึกซึ้ง โดยตั้งใจจะเรียนต่อด้านศาสนาพุทธ แต่เนื่องจากยุคนั้นในสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ยังไม่กว้างขวางนัก จึงหันไปเรียนวิชาที่ใกล้เคียงอย่างเอเชียใต้ศึกษา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของประเทศอย่างอินเดีย เนปาล ศรีลังกา แทน
เมื่อยิ่งศึกษาก็ยิ่งอยากปฏิบัติตาม ท่านจึงสมัครเป็นอาสาสมัครสันติภาพสหรัฐอเมริกา เดินทางมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย พร้อมตั้งใจแสวงหาอาจารย์ที่จะช่วยชี้แนวทางพ้นทุกข์
พอดีที่โรงเรียนมีเพื่อนครูชาวมาเลย์เชื้อสายจีนเป็นพุทธเถรวาท เลยมีโอกาสสนทนาและอ่านบทความของพุทธสายนี้เพิ่มเติม รวมทั้งได้พบภิกษุชาวลังกาที่น่าศรัทธารูปหนึ่งที่เกาะปีนัง ซึ่งพระรูปนั้นแนะนำว่า หากอยากศึกษาธรรมควรมาที่เมืองไทย
เวลานั้นท่านรู้สึกสับสนไม่น้อยว่าควรมุ่งไปทางพุทธแบบเถรวาทหรือมหายานที่ญี่ปุ่นดี แต่เมื่อนำแนวการสอนและการปฏิบัติของสองนิกายมาเทียบกันแล้ว รู้สึกว่าเถรวาทน่าจะเหมาะกว่า
“เถรวาทนั้นสอนอย่างง่ายๆ ดี แล้วเมืองไทยก็มีพระสงฆ์ดีๆ อยู่มาก ทำให้เกิดศรัทธา อีกอย่างคืออาตมากลัวอากาศหนาวในญี่ปุ่น ประเทศไทยมีอากาศอบอุ่นสบาย ก็เลยไปลองดูว่าจะมีอะไรดีบ้าง”
ในปี 2506 ท่านนั่งรถไฟจากมาเลเซียเข้ามายังกรุงเทพฯ ได้เห็นพระภิกษุสามเณรเดินบิณฑบาตดูท่าทางสำรวมก็ยิ่งรู้สึกศรัทธา ท่านคิดว่านี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว
ชีวิตในเมืองไทยของพระอาจารย์เริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอถึงเวลาว่างก็จะข้ามถนนไปเรียนสมาธิที่คณะ 5 วัดมหาธาตุฯ
“ตอนเช้าจะนั่งสมาธิ เดินจงกรม นั่งดูลมหายใจและอาการยุบหนอ พองหนอ ในวันที่สาม ความสงบเกิดขึ้นทันที ความคิดหยุดไป พอพบความสงบ รู้สึกว่าตัวเองบรรลุแล้ว เราคิดว่าไม่ต้องนั่งปฏิบัตินานๆ ไม่ต้องบวชเป็นพระ นั่นคือความโง่ของเรา วันหลังไปนั่งสมาธิอีก ไม่มีความสงบเลยมีแต่ความทุกข์ เราพยายามบังคับตัวเอง บังคับจิต แต่มันไม่สงบแบบครั้งก่อน
“ต่อมาเราพิจารณาว่า 'สัญญา' ความจำได้หมายรู้ก็ทำให้เป็นทุกข์ เหมือนสังขาร ความคิดปรุงแต่งที่ทำให้เป็นทุกข์ ทำอย่างนี้อยู่เป็นประจำประมาณ 6 เดือนก็มีความสนใจมากขึ้นทำให้เราอยากบวช”
ท่านหาที่บวชอยู่พักใหญ่ แต่ยังไม่ลงตัวสักแห่ง บางแห่งก็ติดปัญหา บางแห่งไปแล้วไม่สบายใจ จนวันหนึ่งท่านได้รู้จักกับหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโนที่วัดบวรนิเวศ จึงรู้ว่าเมืองไทยยังมีพระอีกสายเรียกว่าพระป่า
ท่านรู้สึกศรัทธาอยากไปศึกษาพระธรรมด้วย ซึ่งหลวงตาก็เมตตา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบวรฯ ให้ครบ 1 ปีก่อน
แต่ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวบวชเป็นสามเณรที่วัดบวรฯ ทาง ตม.ส่งหนังสือมาแจ้งเตือนว่าวีซ่าของท่านกำลังหมดอายุ ต้องเดินทางออกนอกประเทศก่อน จึงต้องย้ายไปอยู่หลวงพระบาง
ที่ประเทศลาวท่านได้พบกับสามเณรชาวแคนาดา ซึ่งเล่าว่าที่วัดในจังหวัดหนองคาย จัดกุฎิให้อยู่เพียงลำพัง ไม่ต้องพบปะใคร ไม่ต้องทำวัตรสวดมนต์ มีผู้จัดสำรับอาหารมาถวายทุกวัน ท่านรู้สึกว่าการฝึกแบบฤๅษีน่าจะตอบโจทย์กับตัวเอง จึงเปลี่ยนแผนหันมาฝึกกรรมฐานที่นี่แทน
มิสเตอร์โรเบิร์ตบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดศรีสะเกษ ได้รับฉายาว่า 'สุเมโธ' แปลว่าผู้มีปัญญาดี
การฝึกนั้นพระอุปัชฌาย์ได้ส่งตัวมาอยู่เพียงลำพังที่กุฏิวัดเนินพระเนาว์ และมีพระพี่เลี้ยงคอยเข้าไปดูแลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ท่านสุเมโธฉันวันละมื้อ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งสมาธิแบบยุบหนอพองหนอ
ชีวิตที่ไม่มีใครเลย ทำให้ท่านสังเกตเห็นอารมณ์ของตัวเองชัดขึ้น บางครั้งก็รู้สึกโกรธ หงุดหงิดใจ ท่านก็พยายามเรียนรู้ ปล่อยให้มันดับไปเองตามธรรมชาติ หลังฝึกไปได้ 3 เดือน ท่านก็รู้สึกว่าตัวเองเห็นธรรมแล้ว มองทุกอย่างเป็นเรื่องสวยงามหมด โดยหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเพียงแค่ความหลง
แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปิดเผย เมื่อท่านต้องไปทำเรื่องขอต่อวีซ่า แต่ทุกอย่างดูติดขัดไปหมด ความสงบและแสงสว่างที่เคยสัมผัสหายไปโดยฉับพลัน แม้พยายามบังคับจิตเท่าไหร่ ก็ไม่กลับคืนมา ท่านจึงรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากการยึดติดกับอารมณ์นั่นเอง
การฝึกหนักแต่ในกุฏิตลอด 1 ปี แม้เป็นเรื่องดี แต่สามเณรสุเมโธตระหนักว่าแนวทางนี้คงยากเกินไป ท่านควรมีอาจารย์มาคอยช่วยขัดเกลาและชี้แนะ
“เรารู้จักนิสัยของตัวเองดี เราเป็นคนชอบทำตามใจตนเองมาก เชื่อความคิดความเห็นของตนเองอยู่เสมอ และไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้อำนาจของใคร เราพิจารณาเห็นว่านิสัยเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญในธรรมวินัยทั้งตอนนี้และภายภาคหน้า ถ้าบวชเป็นพระ ต้องเป็นพระที่ดี ไม่ใช่บวชเฉยๆ เพื่อจะได้อยู่เมืองไทย เราอยากฝึกให้เป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ถ้าบวชเป็นพระ ก็อยากหาอาจารย์ที่สามารถอบรมสั่งสอน และติเตียนเราได้ ไม่อยากเป็นชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ทำตามใจตัวเองเช่นเคยอย่างนี้
“เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นอุปสรรคมาก.. ถ้าไม่มีอาจารย์คงจะแก้นิสัยนี้ไม่ได้ นิสัยที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งของใคร เราไม่มีอุบายที่สามารถสอนตนเอง เพราะการอยู่แบบเข้าห้องกรรมฐาน ไม่มีข้อวัตรปฏิบัติที่จะฝึกตนเองให้อยู่ในธรรมวินัย”
ระหว่างที่กำลังตัดสินใจว่าควรไปทางใด ก็มีพระธุดงค์รรูปหนึ่งชื่อ พระสมหมายมาขอพำนักที่วัดเนินพระเนาว์ พระสมหมายพูดภาษาอังกฤษได้ และเคยไปสงครามเกาหลีเช่นกัน
แต่ที่สำคัญสุดคือ พระสมหมายได้เล่าถึงอาจารย์ของตนว่า เป็นพระธุดงค์กรรมฐานที่มีวัตรปฏิบัติที่งดงาม ท่านสุเมโธได้ยินแล้วเกิดศรัทธาอยากพบเจอตัว จึงลาพระอุปัชฌาย์ เพื่อติดตามพระสมหมายกลับวัดที่อุบลราชธานี โดยก่อนไปพระอุปัชฌาย์ได้เมตตาอุปสมบทให้ท่านเป็นพระภิกษุเต็มตัว
นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของศิษย์ฝรั่งรูปแรกของหลวงพ่อชา
02
ไม่มีคำว่าพิเศษสำหรับฝรั่ง
อาจเพราะยุคนั้นแทบไม่มีฝรั่งมาบวชในเมืองไทยเลย เวลาเจ้าอาวาสหลายรูปเจอพระฝรั่งมาขออยู่ด้วย จึงมักมอบสิทธิหรือข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษอยู่เสมอ เช่นไม่ต้องบิณฑบาต ไม่ต้องขึ้นเทศน์ ไม่ต้องมาฉันอาหารรวมกับพระไทย
แต่เมื่อท่านสุเมโธตัดสินใจขอมาเรียนธรรมกับหลวงพ่อชา สิ่งแรกที่หลวงพ่อบอกคือ ‘ที่นี่ไม่พิเศษ..สุเมโธต้องเป็นพระธรรมดาเหมือนพระไทย’
หลวงพ่ออธิบายว่า ท่านสุเมโธเลือกมาอยู่ในเมืองไทยก็ต้องศึกษาวัฒนธรรมไทยว่า เขาอยู่อย่างไร กินอย่างไร ถ้าท่านตามใจทุกอย่าง สุดท้ายพระก็จะโง่ เหมือนปล่อยให้กินแต่ขนมปังเรื่อยไป แนวคิดนี้นี้ทำให้พระสุเมโธประทับใจ และเชื่อมั่นว่าหลวงพ่อชาจะสามารถขัดเกลาท่านได้แน่นอน
วัดหนองป่าพงเวลานั้น คือถิ่นทุรกันดารแบบสุดขีด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กุฏิก็สร้างแบบหยาบๆ แถมยุงยังตัวใหญ่มาก เมื่อมาถึง ท่านสุเมโธต้องสละข้าวของเครื่องใช้ทั้งจีวร สบง บาตร และเครื่องบริขารเกือบทั้งหมด เพราะขัดกับหลักพระวินัย ที่ห้ามพระใช้สิ่งของที่ใช้ปัจจัยซื้อมาเอง
แถมที่นี่ยังเต็มไปด้วยข้อระเบียบยิบย่อย ทั้งห้ามขอของจากชาวบ้าน ห้ามบอกเลข ทำน้ำมนต์ ดูหมอหรือแจกจ่ายวัตถุมงคล ห้ามรับเงินรับทองจากผู้อื่น ห้ามสูบบุหรี่ เคี้ยวหมาก เวลารับส่งจดหมายต้องให้คณะสงฆ์ทราบทุกคน ฯลฯ
ที่สำคัญคือ การสื่อสารก็ลำบากมาก ท่านสุเมโธไม่เจอฝรั่งเลยถึง 3 ปี จึงต้องปรับตัว เรียนรู้ภาษาไทยด้วยตัวเอง
“หลวงพ่อท่านไม่พูดอังกฤษ แต่ท่านกลับไม่เห็นเป็นปัญหาสักนิด มีโยมถามว่า 'สอนศิษย์ฝรั่งได้รึ' ท่านก็ตอบอย่างหลักแหลมว่า 'น้ำร้อนก็มี น้ำฮ้อนก็มี ฮอทวอเตอร์ก็มี เหล่านี้คือชื่อภายนอก ลองจุ่มมือลงไปสิ ใครก็รู้โดยไม่ต้องใช้ภาษา' บางทีท่านก็ถามกลับไปเหมือนกันว่า 'ที่บ้านโยมเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว หรือวัวควายบ้างไหม เวลาโยมพูดกับมัน ต้องใช้ภาษาของมันด้วยรึเปล่า' หลวงพ่อท่านคมคาย”
เทคนิคการสอนของหลวงพ่อ คือการสอนให้รู้จักพิจารณาอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วดูว่าสงบหรือไม่ อย่างเวลานั่งสมาธิ หากมีเสียงดังรบกวน หลวงพ่อไม่เคยหยิบมาใส่ใจ เพราะเสียงดังไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นใจเราต่างหากที่จับเอาเสียงนั้นมาเป็นอารมณ์
บ่อยครั้งที่หลวงพ่อใช้วิธีทรมานกิเลสลูกศิษย์ หยิบความผิดพลาดมาพูดถึงกลางที่สาธารณะ เอาอาหารมาเทรวมกันแล้วค่อยฉัน บังคับให้ขึ้นเทศน์เป็นชั่วโมง ซึ่งพระบางรูปอาจเข้าใจว่าหลวงพ่อกลั่นแกล้ง หรือตั้งใจทำให้อาย แต่ความจริงแล้ว ท่านต้องการสอนธรรมให้พระรู้จักอดทน ลดความเย่อหยิ่ง และอัตตา
“ท่านสอนแบบให้เราสงบอารมณ์เอง มีสติรู้ตัวในการปฏิบัติของพระ ให้เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อฝึกที่จะปล่อยวางอารมณ์ได้ ละความเป็นตัวตน ท่านไม่บังคับวิธีปฏิบัติ กรรมฐานอะไรท่านไม่สนใจมาก ท่านแนะนำให้ลูกศิษย์เจริญปัญญาเป็นหลัก เวลาทำงาน บิณฑบาต ฉันอาหาร เย็บจีวร เอาสติและปัญญาเป็นเครื่องช่วยในทุกเวลาเพื่อจะออกจากอวิชชา”
ท่านสุเมโธฝึกกรรมฐานอยู่นานหลายพรรษา โดยระหว่างนั้นหลวงพ่อก็มอบภารกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือเป็นพระพี่เลี้ยงให้พระฝรั่งที่เข้ามาศึกษาธรรมที่วัดหนองป่าพง
แต่ปัญหาคือ บางรูปก็สอนยากมาก มีคำถามตลอดเวลา ชอบบ่น บางรูปทิฐิสูงมาก อธิบายอะไรไปก็เถียงตลอด แถมบางรูปก็ไม่ถูกกัน ท่านสุเมโธจึงต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ในที่สุดก็ทนไม่ไหว อยากปลีกวิเวกไปอยู่ที่สงบๆ
วันหนึ่งที่ท่านต้องเดินทางไปต่ออายุหนังสือเดินทางเลยถือโอกาสย้ายไปจำพรรษาที่วัดศรีมหาธาตุ จากนั้นก็เดินทางไปอยู่ที่ชลบุรี ไปปฏิบัติธรรมบนเกาะเพียงลำพัง
“ตอนนั้นเราปฏิบัติแบบเห็นแก่ตัว ไม่สนใจใคร หวังผลในการปฏิบัติของตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด อยากได้ความสงบ อยากได้สิ่งที่เราไม่มีด้วยตัณหา และเราก็อยากเจริญสมาธิให้ตั้งมั่นหนักแน่นให้สงบมากๆ จนเรายึดความอยากนั้นเป็นตัวตน ยึดเป็นภวตัณหา อยากมีอยากเป็นโดยไม่ยอมรับปัจจุบัน”
เมื่อออกพรรษาท่านก็ตัดสินใจเดินไปธุดงค์อยู่ที่อินเดีย แต่ที่นี่ต่างกับเมืองไทยโดยสิ้นเชิง ชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบาก
ท่านจึงระลึกถึงความเมตตาของหลวงพ่อชาที่สอนทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ในทางกลับกัน ท่านต่างหากที่หนีออกมาโดยไม่ได้ลา จึงตั้งปณิธานว่า เมื่อกลับเมืองไทย จะมอบกายถวายชีวิตให้หลวงพ่อ ท่านจะสั่งอะไรก็พร้อมทำหมด
หลวงพ่อให้ท่านสุเมโธดูแลพระฝรั่งตามเดิม และเมื่อมีการก่อตั้งวัดป่านานาชาติ เพื่อรองรับพระฝรั่งที่เพิ่มจำนวนขึ้น ท่านก็ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าอาวาส โดยหลวงพ่อเดินทางมาเยี่ยมและดูแลอยู่เสมอ
การรับตำแหน่งผู้นำนี่เองที่กลายเป็นพื้นฐานสำคัญ ในวันที่ท่านที่ต้องมารับภารกิจครั้งใหญ่จากพระอาจารย์แห่งวัดหนองป่าพง
03
บุกเบิกวัดป่าในอังกฤษ
ในปี 2519 ท่านสุเมโธได้รับข่าวว่าโยมแม่ป่วยหนัก จึงเดินทางกลับบ้านครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี ท่านอยู่คอยดูแล กระทั่งอาการของโยมแม่ดีขึ้น จึงเดินทางกลับไทย
แต่ระหว่างทางต้องแวะพักที่อังกฤษ ท่านได้เจอกับชายคนหนึ่งชื่อว่า จอห์น ชาร์ปเป็นประธานมูลนิธิ English Sangha Trust โดยเขามีที่พักสำหรับพระภิกษุที่เดินทางเข้ามาในประเทศอยู่ที่กรุงลอนดอน เรียกว่า วิหารแฮมพ์สเตต
เมื่อมิสเตอร์จอห์นพบกับท่านสุเมโธก็รู้สึกประทับใจ อยากนิมนต์ให้มาประจำอยู่ที่นี่ แต่ท่านบอกว่าต้องไปกราบเรียนหลวงพ่อชาก่อน จอห์นเลยเดินทางไปอุบลฯ เพื่อนมัสการหลวงพ่อชา และขอให้ท่านช่วยพิจารณาการตั้งสาขาที่อังกฤษ ซึ่งท่านก็ตอบรับและออกเดินทางเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2520
ที่อังกฤษ หลวงพ่อได้เทศนาธรรม สำรวจบ้านเมือง และยังคงปฏิบัติกิจวัตรอย่างบิณฑบาต สวดมนต์ไม่เปลี่ยนแปลง ท่านเล็งเห็นว่าอังกฤษเหมาะเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปสู่โลกตะวันตก โดยเปรียบว่า “ดินก็ดี พันธุ์ผลไม้ก็ดี แต่ไม่มีใครมาปลูก”
อย่างไรก็ดี ท่านไม่ได้มุ่งหมายให้คนเปลี่ยนศาสนา หรือสร้างความขัดแย้งใดๆ ให้เกิดขึ้น เพียงแค่บอกความจริงที่เป็นประโยชน์แก่คนที่สนใจพระพุทธศาสนา
หลังอยู่อังกฤษได้ 2 เดือนกว่า หลวงพ่อชาเดินทางกลับ และบอกให้ท่านสุเมโธทิ้งตั๋วเครื่องบินและอยู่ต่อเพื่อสอนคนอังกฤษ โดยย้ำว่าอย่ากลับเมืองไทยง่ายๆ ให้อดทนอยู่ที่นี่สัก 5 ปี
ชีวิตของพระในอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกคนต่างมองพระเป็นของแปลก
ทำไมต้องโกนหัว ทำไมต้องห่มจีวร จนคนที่นั่นล้อเลียน หัวเราะใส่ กระทั่งลูกศิษย์บางคนพยายามขอให้ท่านสุเมโธและคณะลดกิจวัตรบางอย่างเช่น ไม่รับเงิน หรือออกบิณฑบาต
แต่ท่านเห็นว่าไม่จำเป็น และยังคงปฏิบัติตัวเหมือนเดิมต่อไป ทว่าสิ่งที่ดูเหมือนจุดอ่อนกลับมีข้อดีไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ ทำให้ท่านเข้าใจแนวคิดของพระพุทธองค์ลึกซึ้งมากขึ้น
“เราเคยสงสัยว่าทำไมพระพุทธเจ้าให้เราทำอย่างนี้ ทำไมพระสงฆ์ต้องอาศัยญาติโยม ต้องอาศัยคนอื่น อยู่ตามลำพังไม่ได้ พระพุทธเจ้าบังคับไม่ให้เราใช้ชีวิตอิสระตามลำพัง ต้องออกบิณฑบาต รับอาหารแล้วเมื่อถึงเที่ยงแล้ว อาหารที่ได้รับมาก็ต้องสละ เก็บไว้เพื่อจะทานวันอื่นก็ไม่ได้ เป็นระเบียบวินัย น่าสงสัยว่าทำไมพระพุทธเจ้าตั้งระเบียบของสงฆ์แบบนี้ แต่ในที่สุดแล้วเราก็เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้พระอยู่อย่างฤๅษีเป็นอิสระไม่สนใจใคร พระองค์ต้องการให้พุทธบริษัทพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
“ถ้าพระเราเป็นอิสระไปอยู่ตามลำพังในป่าในเขา และปลูกผักผลไม้กินเอง โดยไม่ต้องยุ่งกับใคร ถ้าเป็นอย่างนั้น มนุษย์และสัตว์โลกจะไม่มีโอกาสได้ทำบุญทำทานและฟังเทศน์จากผู้มีปัญญาในธรรม.. การอาศัยซึ่งกันและกันก็ทำให้สังคมเป็นสังคมที่ดี สิ่งที่ดีในโลกเกิดจากทานและศีล ธรรมเหล่านี้ทำให้สังคมโลกเจริญในทางที่ดี”
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ วัตรปฏิบัติแบบนี้จูงใจให้คนสนใจและอยากเข้ามาพูดคุยด้วย หนึ่งในนั้นคือ พอล เจมส์ซึ่งบังเอิญมาพบท่านสุเมโธตอนบิณฑบาต
พอคุยก็ศรัทธา จึงตัดสินใจถวายมรดกที่ดินของตัวเองที่ซัสเซกส์ตะวันตก ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเรียกว่าแฮมเมอร์วูด เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม แต่เนื่องจากที่ดินตรงนั้นเป็นป่า ตามกฎหมายของอังกฤษไม่สามารถสร้างวัดได้
อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นไม่นาน มิสเตอร์จอห์นทราบว่าเจ้าของบ้านใกล้ป่าแฮมเมอร์วูดประกาศขายคฤหาสน์ 3 ชั้นหลังหนึ่งอายุร่วมร้อยปี พร้อมที่ดิน 60 ไร่เศษ จึงรีบติดต่อขอซื้อในราคา 120,00 ปอนด์ พร้อมประกาศขายวิหารแฮมพ์สเตตในราคาเท่ากัน ท่านสุเมโธเห็นด้วย เพราะถือเป็นโอกาสที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่สงบและเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม
ที่นี่เองที่กลายเป็นวัดป่าแห่งแรกคือ ‘วัดป่าจิตตวิเวก’โดยท่านสุเมโธรับตำแหน่งเจ้าอาวาส
“เมื่อหลวงพ่อชาปล่อยเราให้อยู่ที่ประเทศอังกฤษ เราก็พิจารณาว่า กายวิเวกก็คงจะไม่มีแล้ว อยู่ที่นี่ต้องรับผิดชอบ จะออกไปที่ในป่าปฏิบัติสงบๆ แบบที่เราคุ้นเคยในเมืองไทยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อตั้งวัดป่าที่ชิทเฮิร์สท์ เราก็ตั้งชื่อ ‘จิตตวิเวก’ ความสงบอยู่ในใจ เราไม่อาศัยกายวิเวกแล้ว เราต้องอยู่ท่ามกลางสงฆ์ ท่ามกลางสังคมด้วย เราก็พิจารณาจิตตวิเวกเป็นอย่างไร เพื่อจะรู้จิตของเรา เพื่อจะอยู่กับความสงบ อยู่ในระหว่างสงฆ์ก็ได้ มีคนมากๆ ก็ได้ รับผิดชอบก็ได้”
ระยะแรกของการตั้งวัด ผู้คนในท้องถิ่นบางคนไม่ยอมรับ และหวั่นว่าพระกลุ่มนี้จะเข้ามาสร้างความวุ่นวาย ซึ่งปัจจัยหลักมาจากความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก ท่านจึงใช้วิธีชักชวนให้ผู้คนเข้ามาดูให้รู้ด้วยตาตัวเอง เพราะเมื่อทราบความจริง ความกลัวก็จะคลายไปเอง รวมทั้งยังได้สถานีโทรทัศน์ BBC มาทำสารคดี The Buddha comes to Sussex จนความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนดีขึ้นตามลำดับ
“เราสร้างวัดให้คนเข้าไปใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์และเป็นประโยชน์ ในที่สุดบางสิ่งบางอย่างก็จะไหลซึมเข้าไปสู่เขาเอง อย่างน้อยก็เป็นกรรมดี คือไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด บรรยากาศของวัดจะช่วยให้คนละความชั่วและทำความดี เป็นบรรยากาศของศีลธรรม จะมีการเน้นให้คอยระวัง ให้มีสติรู้ตัวอยู่ เฝ้าดูสิ่งต่างๆ ที่ประสบพบเห็น ดูแล้วเรียนรู้จากสิ่งนั้นๆ”
การสอนของพระอาจารย์สุเมโธเน้นให้ทุกคนเข้าใจและเห็นถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง ท่านไม่เคยเบื่อที่จะตอบคำถามของผู้คนที่เข้ามา ซึ่งต่างจากสมัยที่ท่านบวชแรกๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะท่านอยากช่วยเหลือให้พวกเขาเห็นความจริงของชีวิตมากขึ้น
“เคยมีฝรั่งคนหนึ่งถามเราว่า หากจะเข้าใจแก่นสารของพุทธศาสนาจะต้องใช้กี่คำที่จะอธิบายได้ เราตอบว่าคำเดียวก็ได้ นั่นคือ ‘ตื่น’ หมายถึงใจที่ตื่น ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘awake’ หรือ ‘wake up’ ทำให้ใจเราตื่น ต้องมีสติปัญญา สติสัมปชัญญะเพื่อให้เห็นปัจจุบัน ให้พิจารณาว่าอย่าไปกลัวอารมณ์ ความสงสัย ความกลัว ความโกรธ โมโห อิจฉา พยาบาท ความโลภ ความกำหนัด อารมณ์ทั้งหลายเป็นอย่างไร ดีชั่วให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วยสติสัมปชัญญะ เพื่อจะเห็นว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง”
ผ่านไป 5 ปี วัดป่าจิตตวิเวกเติบโตขึ้นมาอย่างมาก มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาพระธรรมเต็มไปหมด จนต้องมีการขยายวัด โดยมูลนิธิ English Sangha Trust ได้พื้นที่ของโรงเรียนเก่าแห่งหนึ่งเนื้อที่เกือบ 80 ไร่ มีอาคารมากถึง 22 หลัง จึงปรับปรุงเป็นวัดแห่งใหม่ ชื่อว่าวัดอมราวดี แปลวาดินแดนอมตะ สะท้อนถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ที่เป็นอมตะเหนือกาลเวลา โดยหลวงพ่อสุเมโธได้นำคณะสงฆ์บางส่วนย้ายมาจำพรรษาที่นี่
จากนั้นก็เกิดการขยายสาขาวัดหนองป่าพงไปยังพื้นที่ต่างๆ จนกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
04
กลับสู่เมืองไทย
หลังทำภารกิจที่หลวงพ่อชามอบหมายมากว่า 34 ปี ท่านสุเมโธเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปล่อยวางหน้าที่การบริหาร จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอมราวดี กลับมาจำพรรษาอยู่ที่เมืองไทย ณ วัดป่ารัตนวัน จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2554
สำหรับท่านแล้ว เมืองไทยคือสถานที่ทำให้ได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐ พบกับคำตอบของชีวิตที่ช่วยให้มีสติอยู่กับตัวอยู่เสมอ
“เราอยากอยู่แบบเรียบง่าย ธรรมดา สบายๆ อย่างพระผู้เฒ่า เพราะเราได้รับภาระหน้าที่มาตลอด ขออยู่แบบหลวงปู่บ้านนอกธรรมดาๆ.. ตอนแรกคิดว่าจะบวชแค่ 2 ปีเท่านั้น ไม่คิดว่าจะอยู่นานขนาดนี้ แม้ว่าจะบวชมานาน ก็ยังไม่เบื่อหน่ายในความเป็นพระ ยังยินดีทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
“มีคนชอบถามว่าบวชเป็นพระมานานแล้วได้อะไร ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้วหรือยัง เราตอบไปว่า เราบวชมาเพื่อไม่ได้เป็นอะไรเลย.. ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราบวชเพื่อให้เห็นโทษในความเป็นอะไร การบวชจึงเป็นการไปสู่ความไม่เป็นอะไรเลย แม้ว่าจะพูดตามภาษาชาวบ้านว่า เราเป็นชาวไทย เป็นชาวอเมริกัน หรือเป็นพระก็ตาม แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้เป็นอะไร นั่นเป็นเรื่องของสังขาร ความคิดปรุงแต่งเท่านั้นเอง ถ้าเรายึดถือความ ติดมากก็สงสัยมาก เกิดคำถาม”
ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงาม มุ่งตามหาความจริงของชีวิต ไม่เคยยึดถือในลาภสักการะใดๆ เช่นนี้เอง ไม่แปลกเลยว่าทำไมพระอาจารย์สุเมโธจึงได้รับความเคารพและศรัทธามากมาย และยังคงเป็นต้นแบบให้ผู้คนที่แสวงหาความสุขที่แท้จริงได้เดินตามถึงปัจจุบัน
ติดตามบทความใหม่ๆ จาก เพจยอดมนุษย์..คนธรรมดาได้บน LINE TODAY ทุกวันอาทิตย์
ข้อมูลและภาพประกอบการเรียบเรียง
หนังสือธรรมปรากฏ ชีวประวัติพระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ)
หนังสือสู่เมธาธรรม พระราชสุเมธาจารย์
หนังสือธรรมสากัจฉากับพระสุเมโธ โดย รอเจอร์ วีลเลอร์ แปลโดย นพ.วิเชียร สืบแสง
นิตยสารขวัญเรือน ปีที่ 15 ฉบับที่ 269 เดือนกุมภาพันธ์ 2526
นิตยสารสารคดี ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 เดือนมกราคม 2530
นิตยสารพลอยแกมเพชร ปีที่ 5 ฉบับที่ 115 15 พฤศจิกายน 2539
วารสาร พ.ส.ล. ปีที่ 29 ฉบัที่ 199 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2539
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 19 ฉบับที่ 6569 วันที่ 3 มีนาคม 2539