โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนมองหนัง : '10 หนังไทยเรื่องเด่น' ต้นทศวรรษ 2540 (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 มี.ค. 2564 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2564 เวลา 13.30 น.

 

’10 หนังไทยเรื่องเด่น’ ต้นทศวรรษ 2540 (2)

 

หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เขียนถึงภาพยนตร์ไทยน่าสนใจในยุคหลังปี 2540 หรือ “โพสต์ต้มยำกุ้ง” ไปแล้วห้าเรื่อง

สัปดาห์นี้ ก็จะขอกล่าวถึงหนังไทยยุคเดียวกัน (พ.ศ.2540-2543) อีกห้าเรื่อง ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นแตกต่างกันไป

ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“สวัสดีบ้านนอก”

(ธนิตย์ จิตนุกูล-2542)

วงการภาพยนตร์ไทยหลังปี 2540 ไม่ได้มีแค่ปรากฏการณ์การหลั่งไหลเข้ามาของบรรดาคนทำหนัง “สายเลือดใหม่” ดังที่นำเสนอไปในงานเขียนคราวที่แล้ว

ทว่านี่ยังเป็นช่วงเวลาของการที่ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นก่อนหน้าพยายาม “ดิ้นรน” และ “แสวงหา” หนทางใหม่ๆ ให้แก่ตนเอง หนึ่งในนั้นก็คือ “ปื๊ด-ธนิตย์ จิตนุกูล”

ธนิตย์กลับมาแจ้งเกิดได้สำเร็จจาก “บางระจัน” (2543) ที่นำ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับไทยรบพม่า” แบบเดิมๆ มาตอบสนองอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยม” ของคนไทยในยุคไอเอ็มเอฟ

อย่างไรก็ดี ผมกลับชื่นชอบและรู้สึกสนุกสนานกับ “สวัสดีบ้านนอก” ผลงานเรื่องก่อนหน้านั้นของปื๊ด ซึ่งเป็นการรีเมกหนังเรื่อง “เด็ดหนวดพ่อตา” (2524) โดย “ไพโรจน์ สังวริบุตร”

ธนิตย์ได้นำพล็อตหนังน้ำเน่าเชยๆ มาใส่ในบริบทใหม่ เมื่อสังคมไทยยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจมีแนวโน้มหันหลังกลับไปหา “ชนบท”

น่าสนใจว่าใน “ภาพแทนชนบทไทยต้นทศวรรษ 2540” ของหนังเรื่อง “สวัสดีบ้านนอก” นั้นมีสององค์ประกอบใหม่ๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้แก่ แนวคิด “เกษตรทฤษฎีใหม่/เศรษฐกิจพอเพียง” กับแนวคิดการกระจายอำนาจผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง “อบต.”

ณ ห้วงเวลานั้น ทั้งสององค์ประกอบดังกล่าวถูกนำมาจัดวางเคียงคู่กันได้อย่างไม่ย้อนแย้ง-ขัดฝืน ภายใต้ธีมหลักว่าด้วยความสัมพันธ์กึ่งมิตรกึ่งศัตรูระหว่าง “พ่อตา” กับ “ลูกเขย”

 

“สตรีเหล็ก”

(ยงยุทธ ทองกองทุน-2543)

ในแง่ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ “สตรีเหล็ก” นับเป็นย่างก้าวแรกในวงการหนังไทยของกลุ่มคนทำหนังโฆษณาในนาม “หับโห้หิ้น บางกอก”

ผลลัพธ์ที่ออกมา คือ การปั้น “หนังกีฬา-เพศทางเลือก-ตลก” ให้กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินเกือบร้อยล้านบาท พร้อมด้วยการประสบความสำเร็จในตลาดหนังต่างประเทศ

ความสำเร็จข้างต้นเป็นจุดกำเนิดของ “จีทีเอช-จีดีเอช” สตูดิโอผลิตภาพยนตร์เบอร์หนึ่งของไทยในปัจจุบัน

ในแง่การเมืองวัฒนธรรม “สตรีเหล็ก” แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรมไทยกระแสหลัก” ที่แลดู “อนุรักษนิยม” นั้น ยอมเปิดพื้นที่ให้แก่ประเด็นความหลากหลายทางเพศสภาพมาตั้งแต่สองทศวรรษก่อน

ทั้งนี้ ผลงานเปิดตัวของยงยุทธอาจมีจุดเชื่อมโยงกับกระแส “ซีรีส์วาย” ที่กำลังกลายสถานะเป็น “ซอฟต์เพาเวอร์” อย่างไม่เป็นทางการของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยต้นทศวรรษ 2560

 

“ฟ้าทะลายโจร”

(วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง-2543)

ภาพยนตร์ลำดับแรกของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” มือเขียนบทข้างกาย “นนทรีย์ นิมิบุตร”

ในยุคสมัยนั้น นี่คือผลงานที่ถูกนิยามว่าเป็น “หนังโพสต์โมเดิร์นแบบไทยๆ” ในแง่ของการนำเอาลักษณะเด่นบางอย่างของภาพยนตร์ไทยยุคเก่าๆ มาประยุกต์-ตีความ-นำเสนอใหม่ ผ่านรูปแบบของ “หนังย้อนยุคที่มีสีสันจัดจ้านสะดุดตา”

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในช่วงที่เข้าฉาย

แต่ “ฟ้าทะลายโจร” กลับมีที่ทางในเทศกาลหนังนานาชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส

ทั้งยังกลายเป็น “ภาพยนตร์คัลต์” ขวัญใจแฟนหนังเฉพาะกลุ่มชาวไทยและต่างชาติ มาจนถึงทุกวันนี้

 

“สตางค์”

(บัณฑิต ฤทธิ์ถกล-2543)

นอกจาก “ปื๊ด ธนิตย์” ที่กล่าวถึงไปแล้ว “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” คือผู้กำกับฯ มือทองยุค 2530 อีกหนึ่งราย ซึ่งพยายามยืนหยัดทำหนังในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อันเปลี่ยนแปลงไป

หลังปี 2540 จนถึงวาระที่เขาเสียชีวิตในปี 2552 บัณฑิตยังมีผลงานหนังอีกหลายเรื่อง แต่แทบทั้งหมดล้วนไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ (เหมือนยุค “บุญชู”) และมีบางเรื่องเท่านั้นที่น่าพึงพอใจในเชิงคุณภาพ

“สตางค์” (2543) ไม่ได้เป็น “หนังการเมืองคุณภาพโอเค” และมีเนื้อหาที่กระตุ้นการถกเถียง ดังเช่น “14 ตุลาสงครามประชาชน” (2544) ซึ่งถือเป็น “ผลงานกวาดรางวัล” ลำดับสุดท้ายของบัณฑิต

ทว่าหนังพีเรียด-ดราม่า ที่เล่าถึงการดั้นด้นแสวงหา “คุณค่า-ความดีงาม” ของชีวิต โดยมนุษย์หลากกลุ่มหลายประเภทในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ก็นับเป็นผลงานที่กลมกล่อมลงตัวมากๆ เรื่องหนึ่งของผู้กำกับฯ รายนี้ เมื่อตัวละครมากมายและซับพล็อตเยอะแยะได้รับการโอบอุ้มประคับประคองด้วยงานโปรดักชั่นคุณภาพสูง

“สตางค์” คือหนึ่งใน “หนังโอลด์สกูล” ที่น่าจดจำ ณ ห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านของวงการหนังไทย

 

“ดอกฟ้าในมือมาร”

(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล-2543)

ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายแห่งความเปลี่ยนแปลงของวงการหนังไทย

นี่คือภาพยนตร์ทดลองที่หยอกล้อกับภาวะปะปน-เหลื่อมซ้อนกันระหว่างผลงานประเภท “บันเทิงคดี” และ “สารคดี” ได้อย่างน่าจดจำ

ทั้งยังเปิดโอกาสให้บุคคลต้นเรื่องจำนวนมากจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ที่ถูกตามถ่ายใน “พาร์ตสารคดี” ได้มีส่วนร่วมขยับขยายขอบเขตของเนื้อหา “พาร์ตบันเทิงคดี” ที่ดำเนินไปในจอภาพยนตร์อย่างมิรู้จบ

ราวกับสามัญชนเหล่านั้นกำลังร่วมกันจินตนาการ “ชุมชน/ชาติ” ของพวกตนขึ้นมา

นับเป็นเรื่องตลกร้ายไม่น้อย ที่บทความชุดนี้ขึ้นต้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง “2499 อันธพาลครองเมือง” ซึ่งถูกคนจำนวนหนึ่งโจมตีว่าหนังนำเสนอชีวประวัติของบุคคลบางกลุ่มอย่างไม่ต้องตรงกับ “ความเป็นจริง”

ก่อนจะปิดท้ายด้วยภาพยนตร์เรื่อง “ดอกฟ้าในมือมาร” ที่พยายามสื่อสารกับผู้ชมว่าทุกเรื่องราว/เรื่องเล่าในสังคมมนุษย์ ต่างหลอมรวมขึ้นมาจากสภาวะผสมปนเปกันระหว่าง “ความจริง” กับ “ความลวง” “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” และ “ปฏิบัติการ” กับ “อุดมการณ์”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...