22 กันยายน "วันแรดโลก"
แรดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) จัดอยู่ในอันดับสัตว์กีบคี่ (Order Perissodactyla) วงศ์แรด (Family Rhinocerotidae) ซึ่งสมาชิกในวงศ์นี้ปัจจุบันนั้นมีเหลืออยู่ ๕ สายพันธุ์ โดยแรดจำนวน 2 สายพันธุ์นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ได้แก่ แรดขาวและแรดดำ ส่วนอีก 3 สายพันธุ์นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย ได้แก่ แรดอินเดีย แรดชวา และแรดสุมาตรา
ลักษณะโดยทั่วไปของสัตว์ในวงศ์แรดก็คือ การมีขนาดตัวที่ใหญ่ โดยแรดทุกสายพันธุ์นั้นจะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่า 1 ตันขึ้นไป โดยเฉพาะแรดขาวซึ่งถือว่าเป็นแรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้น มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากช้างเลยทีเดียว นอกจากนั้นแรดยังเป็นสัตว์ที่มีผิวหนังหนามาก โดยผิวหนังของแรดนั้นมีความหนาถึง 1 - 1.5 เซนติเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยคอลลาเจนสานกันเป็นโครงสร้างคล้ายตาข่าย ทำให้มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก และลักษณะที่ถือได้ว่าเป็นลักษณะที่เด่นที่สุดของสัตว์ในวงศ์แรดก็คือ "นอ” ซึ่งเป็นสารประกอบจำพวกเคอราตินจำนวนมากอัดแน่นกันจนแข็ง แรดจะใช้นอเป็นอาวุธในการพุ่งชนศัตรู โดยแรดขาว แรดดำ และแรดสุมาตราจะมีนอจำนวน ๒ นอ ส่วนแรดอินเดียและแรดชวาจะมีนอเพียงนอเดียว ตาของแรดนั้นถือว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับลำตัวที่มีขนาดใหญ่ของมันทำให้แรดเป็นสัตว์ที่มีสายตาแย่มาก แต่ประสาทสัมผัสในเรื่องการดมกลิ่นและการได้ยินนั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว ซึ่งนั่นอาจเป็นการชดเชยในเรื่องสายตาที่ยอดแย่นั่นเอง เพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง
อย่างไรก็ตามพบว่าโดยปกติแล้วแรดมักไม่ค่อยมีศัตรูตามธรรมชาติ เนื่องมาจากขนาดตัวที่ใหญ่ของมันนั่นเอง ศัตรูที่สำคัญที่สุดของแรดก็คือ "มนุษย์” ซึ่งมักจะล่าแรดเพื่อเอานอนำไปทำเป็นเครื่องรางของขลัง เครื่องประดับหรือนำไปทำยาสมุนไพรตามความเชื่อที่มีมาช้านาน ทำให้ประชากรของแรดลดลงเป็นจำนวนมาก โดยแรดดำ แรดชวา และแรดสุมาตรานั้นถือได้ว่าอยู่ในภาวะเสียงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง (critically endangered) สำหรับแรดอินเดียนั้นก็อยู่ในภาวะเสียงต่อการสูญพันธุ์ (endangered) ส่วนแรดขาวนั้นถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ (vulnerable)
แรดขาวและแรดดำนั้นมักอยู่อาศัยเป็นฝูงเล็ก ๆ ประมาณ 4-5 ตัว หากินตามทุ่งหญ้าไปจนถึงริมน้ำเป็นส่วนใหญ่ โดยแรดดำจะมีนิสัยค่อนข้างดุร้ายกว่าแรดขาว อาหารหลักของแรดทั้งสองชนิดนี้คือพืช โดยแรดขาวจะกินหญ้าเป็นส่วนใหญ่จึงมีริมฝีปากแบนกว้างสำหรับแทะเล็มหญ้า ส่วนแรดดำนั้นจะกินใบไม้เป็นส่วนใหญ่จึงมีริมฝีปากบนที่แหลมยาวเพื่อช่วยในการจับใบไม้และกิ่งไม้
แรดอินเดีย แรดชวา และแรดสุมาตรานั้นมีนิสัยค่อนข้างสันโดษ มักอาศัยอยู่เพียงตัวเดียว ยกเว้นเวลาผสมพันธุ์ แต่ก็สามารถพบเห็นแรดดังกล่าวหากินเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บ้าง ตามแหล่งอาหาร โดยแรดอินเดียนั้นมักหากินตามป่าทุ่งหญ้าและที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ส่วนแรดชวาและแรดสุมาตรานั้นมักหากินตามป่าดิบชื้น อาหารของแรดทั้งสามชนิดนั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก โดยสามารถกินได้ตั้งแต่หญ้า หน่อไม้ ไปจนถึงพุ่มไม้หรือต้นไม้เตี้ย ๆ เลยทีเดียว
สำหรับแรดชนิดที่พบในไทยนั้นคือแรดชวาและแรดสุมาตราหรือที่เรารู้จักกันในนามของ "กระซู่” นั่นเอง จะเห็นได้ว่าแรดทั้ง 2 ชนิดนี้ล้วนแล้วแต่ถูกจัดให้เป็น ๑ ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนของไทย ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 15 ชนิด โดยแรดชวานั้นปัจจุบันถือได้ว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของเมืองไทยแล้ว ส่วนกระซู่นั้นเชื่อว่ายังคงมีอยู่ในผืนป่าป่าฮาลาบาลา แต่ก็ไม่มีการพบเห็นเป็นเวลานานแล้ว จึงถือได้ว่ากระซู่ก็ได้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศไทยเช่นกัน ในปัจจุบัน เราสามารถพบเห็นแรดสายพันธุ์ต่าง ๆ ได้ตามสวนสัตว์ของเมืองไทย โดยแรดขาวมีจัดแสดงที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา และ สวนสัตว์สงขลา ส่วนแรดอินเดียนั้นจัดแสดงอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่แห่งเดียวเท่านั้น เป็นที่น่าเสียดายว่าแรดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยทั้ง 2 ชนิดนั้น ไม่ได้มีจัดแสดงให้เยาวชนรุ่นหลังได้ชมในสวนสัตว์ อีกทั้งในผืนป่าธรรมชาติเองแรดดังกล่าวก็มีจำนวนน้อยมากหรืออาจไม่มีแล้วก็ได้
ดังนั้นเราจึงควรร่วมด้วยช่วยกันในการอนุรักษ์แรดให้ยังคงอยู่คู่โลกใบนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแรดสายพันธุ์ไหนก็ตาม ผู้เขียนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งในปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้าจะยังคงมีแรดอยู่คู่ผืนป่าถิ่นอาศัยของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นที่พบเห็นของมนุษย์หรือไม่ก็ตาม
ที่มา : กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการสำนักงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม