โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยลด “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างไร? เมื่อการกระจายประโยชน์ยังขาดความเป็นธรรม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 เม.ย. 2566 เวลา 11.56 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2566 เวลา 03.58 น.

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เผยแพร่บทความ aBRIDGEd ฉบับพิเศษช่วงเดือนเมษายน 2566 พูดถึงประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญต่าง ๆ 16 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนไทยจากมุมมองนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ผ่านการสรุป 3 ส่วน ตั้งแต่ "สิ่งที่เป็น" ในปัจจุบัน เพื่อสะท้อน "ปัญหาที่เห็น" ที่ต้องการการแก้ไข และนำเสนอ "ประเด็นชวนคิด"

ในส่วนของประเด็น "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทย" โดย ธร ปีติดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และธนสักก์ เจนมานะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าสิ่งที่เป็นในปัจจุบันว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความเป็นธรรมในการกระจายประโยชน์ในสองด้าน ด้านแรกคือการกระจายโอกาสให้กับประชาชนที่เกิดมาอย่างทัดเทียมกัน และด้านที่สองคือการแบ่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนแต่ละคนอย่างได้สัดได้ส่วนกับการลงทุนลงแรงของพวกเขา

ความเป็นธรรมในการกระจายประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยในแต่ละด้านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

ในด้านความเป็นธรรมของการกระจายโอกาส "ดัชนีความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส" (inequality of opportunity index) ของประเทศไทยในมิติด้านรายได้มีทิศทางที่แย่ลงในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา ในปี 2551 ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประเทศไทยเชื่อมโยงกับโอกาสที่แตกต่างกันของประชาชนอยู่ที่ 43.9% ขณะที่ในปี 2562 ค่าดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นเป็น 55.4% ชี้ให้เห็นว่าโอกาสที่แตกต่างกันนั้นมีบทบาทต่อความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประชาชนไทยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโอกาสที่แตกต่างกันมากที่สุดก็คือจำนวนปีการศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน สะท้อนถึงการที่โอกาสในชีวิตคนไทยนั้นขึ้นอยู่กับการได้เกิดมาในครอบครัวที่มีความพร้อมเป็นสำคัญ (Kongcharoen, 2022)

ในด้านความเป็นธรรมของการกระจายผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การศึกษาส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติระหว่างทุนกับแรงงานในช่วงระหว่างปี 2533–2562 พบว่าส่วนแบ่งที่แรงงานได้รับนั้นมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ส่วนแบ่งที่ทุนได้รับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 33% ใน พ.ศ. 2533 และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 39% ในปี 2539 ก่อนจะลดลงในช่วงเดียวคือวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ส่วนแบ่งรายได้ของทุนอยู่ที่ 28% และได้กลับสูงขึ้นเรื่อยมาจนในปี 2562 อยู่ที่ 35% บ่งบอกถึงการที่ผู้ที่ได้รับรายได้จากทุนซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยที่รายได้สูง กลับได้รับส่วนแบ่งจากระบบเศรษฐกิจมากขึ้น (Jenmana, 2022) และเมื่อสำรวจเฉพาะในด้านผลตอบแทนที่แรงงานได้รับ พบว่า ในช่วงระหว่างปี 2550–2564 แรงงานในกลุ่มรายได้ระดับ 50% ล่าง ได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตของค่าแรงเพียง 16% เมื่อเทียบกับที่แรงงานที่อยู่ในกลุ่มรายได้ 10% บนที่ได้รับถึง 27%3 ชัดเจนว่า แม้ในกรณีของรายได้แรงงาน การเติบโตในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังกระจายประโยชน์ไปสู่กลุ่มแรงงานรายได้สูงมากกว่ากลุ่มรายได้น้อย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่ว่า การกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนได้ด้วยการผลักดันจากนโยบายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีทิศทางการกระจายประโยชน์ที่แย่ลงที่ผ่านมาของเศรษฐกิจไทย ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในการดำเนินนโยบายในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ในด้านการกระจายโอกาส นโยบายที่เกี่ยวข้องชัดเจนคือนโยบายสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สุขภาพ และการคุ้มครองทางสังคม เนื้อหาของบทความอื่น ๆ ในบทความ aBRIDGEd ฉบับพิเศษนี้ ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเหล่านี้อยู่แล้ว ในที่นี้จึงจะกล่าวถึงเพียงด้านเดียว คือ ความก้าวหน้า (progressiveness) ในการกระจายประโยชน์ของนโยบาย ซึ่งในกรณีประเทศไทยยังควรปรับเพิ่มจากการมุ่งปรับปรุงคุณภาพของนโยบายสวัสดิการที่กลุ่มคนรายได้น้อยได้รับ ไปพร้อมกับการลดการตกหล่นจากการเข้าถึงสวัสดิการ (Pitidol, 2021)

ในด้านการกระจายผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ช่องว่างทางนโยบายที่ชัดเจนของประเทศไทยก็คือนโยบายภาษีที่ยังขาดความก้าวหน้า บทเรียนจากประสบการณ์สากลบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญของนโยบายภาษีเงินได้และภาษีทรัพย์สินที่ก้าวหน้าในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรายได้รัฐที่จะนำไปสู่การลงทุนในสวัสดิการ (Blanchet et al., 2022)

นอกจากนี้นโยบายที่สำคัญอีกด้านคือการแทรกแซงตลาดเพื่อให้ผลประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการกระจายอย่างทั่วถึง เช่น การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันในตลาดสินค้าและบริการ รวมถึงการให้พื้นที่ต่อรองกับตัวแทนกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะจากฝั่งแรงงาน ในการผลักดันนโยบาย เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งจะมีบทบาทกระจายผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมกันมากขึ้นได้ (Bosch, 2015)

ขณะที่ประเด็นชวนคิด คือ การจะแก้ไขนโยบายเพื่อนำไปสู่การกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมได้ จำเป็นต้องมองถึงเงื่อนไขที่ลึกซึ้งกว่าการออกแบบนโยบายใดนโยบายหนึ่ง โดยมองไปถึงโครงสร้างของเศรษฐกิจการเมืองและสังคมไทย ว่าจะพัฒนาไปอย่างไรถึงจะเปิดโอกาสให้นโยบายที่สร้างความเป็นธรรมนั้นเกิดขึ้นได้ คำถามสำคัญจึงประกอบด้วย

  • ระบบการเมืองไทยควรได้รับการปรับปรุงการออกแบบอย่างไร เพื่อให้ส่งเสริมการเกิดขึ้นของนโยบายที่จะช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม
  • ระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยจะกำกับอำนาจของ "ทุน" ในกระบวนการกำหนดนโยบายได้อย่างไร
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...