ย้อนอดีตมาพลิกชะตามารดาตัวประกอบ
ข้อมูลเบื้องต้น
บ้านที่เต็มไปด้วยความสงบสุขจบลง เมื่อแม่เลี้ยงของชิดตะวันได้พาโจรเข้ามาปล้นในบ้านของเธอ
‘ฟังไม่ผิดแม่เลี้ยงของเธอวางแผนปล้นบ้าน’
และคนที่เข้ามาปล้นไม่ใช่ใครอื่นไกล
เนื่องจากเธอได้รับมรดกทุกบาททุกสตางค์จากพ่อที่เพิ่งตายด้วยโรคหัวใจ และเธอยังสงสัยการตายที่รวดเร็วจนเกินไปของพ่อจนนำยาที่คาดว่าจะมีปัญหาไปให้คนรักอย่างหมอก้องตรวจหาสารผิดปกติ
ใครจะไปคาด! คนที่เธอไว้ใจอย่างหมอก้องจะหักหลังเธอไม่พอ ยังเล่นชู้กับแม่เลี้ยงของเธอตอนที่พ่อของเธอยังไม่ตาย เท่านี้การได้รับรู้เรื่องราวคาว ๆ ของแฟนหนุ่มหมอที่โลภอยากได้เงินไปสร้างโรงพยาบาล กับแม่เลี้ยงตัวร้ายที่ทำตัวแสนดี แต่ที่จริงทั้งคู่ไม่ต่างจากมิจฉาชีพ
แต่ขณะที่กำลังต่อสู้กับคนร้าย ‘อย่างแฟนของเธอ’ เขากลับชักปืนมายิงเธอที่ท้องอย่างเลือดเย็น
‘จบสิ้นแล้วเหรอ?!’ เธอถามตัวเองขณะยังเหลือสติอันน้อยนิดในบ้านมูลค่ากว่าสามร้อยล้านที่เป็นสมบัติของตัวเอง
โดนหักหลังจากคนรัก ทั้งแม่เลี้ยงที่เคยแสนดีกลับร้ายเกินจินตนาการได้ และเธอต้องตายอย่างอนาถ
‘เกิดใหม่ ขอเธออย่าได้มีคนรักเช่นหมอก้องอีกเลย’
ใครจะคาดคำอธิษฐานของชิดตะวันจะเป็นจริง พรุ่งนี้ในชาตินี้ไม่มีอีกแล้ว แต่ชาติหน้าของชิดตะวันรวดเร็วเพียงแค่กระพริบตา เมื่อเธอทะลุมิติมาในร่างของของตัวประกอบอย่าง ‘ฟู่อินเหยา’ ตัวประกอบในนิยายจีนที่เธออ่านจบแล้วแต่ไม่เห็นด้วยกับนักเขียน ที่ตัวประกอบอย่างฟู่อินเหยาจะมีจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้
นางท้องกับพระเอกของเรื่อง ที่น่าจะมอบบทตัวร้ายอย่าง ‘เหลียงจื้อเพ่ย’ แต่กลับถูกขังจนแท้งลูกและตายไปไร้คนเหลียวแลจนเนื้อหนังแห้งติดกระดูก
แต่พระเอกกลับสมรักกับ ‘ฟู่หลิงหยวน’ น้องสาวต่างมารดาของนางที่กำเนิดจากอนุในจวน และรับบทเป็นนางเอก
ไอ้บัดซบเวรตะไลเอ้ย!
ตัวประกอบอย่างนางไม่มีสิทธิ์เลือกหรือไง
เมื่อการเอาชนะนางเอกในนิยายคือหายนะของตัวประกอบ สตรีอย่างฟู่อินเหยา ก็จะเลิกเขลาตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้ได้อยู่กับมารดาที่งดงามราวนางเซียนอย่างสงบ โดยไร้บิดาหูเบาทั้งโง่เขลาอย่าง ฟู่ลีหยวน
เดิมพันครั้งนี้นางจะเปลี่ยนใจมารดาแสนดี เป็นสตรีตัวร้ายกาจจนตระกูลฟู่ต้องจดจำขึ้นใจไปจนตายเชียวล่ะ!
บทที่ 1 พรุ่งนี้ไม่มีอีกแล้ว
ชิดตะวัน ไฮโซสาวผู้เกิดมาบนกองเงินกองทอง มีรถหรูให้ขับ ได้เรียนจบสูง มีตำแหน่งสูงสุดบริษัท CTT ก็รออยู่มีคนเคารพและเป็นที่นับหน้าถือตา แต่ด้านความรักและครอบครัวของเธอพังทลายสิ้นดี
เมื่อคุณพ่อที่แสนดีของเธอสิ้นชีวิตในเวลาอันสั้นเสียเธอใจหาย กับความครางแครงใจเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตที่น่าผิดปกติ ทั้งที่คุณหมอด้านโรคหัวใจได้เคยบอกว่าโรคของคุณพ่อเพียงเป็นการเริ่มต้น ไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพียงแค่กินยาตามเวลากับออกกำลังกายสม่ำเสมอ สุขภาพก็จะดีขึ้นตามลำดับ
คนอย่างคุณพ่อของชิดตะวันที่หันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง เพื่ออยู่รอวันที่ลูกสาวประสบความสำเร็จ กลับเสียชีวิตหลังรักษาตัวได้เพียงหกเดือน
ใช่หกเดือนที่แม่เลี้ยงของเธอดูแลจัดยาให้กินตามเวลา ทั้งปรุงอาการสุขภาพให้กินตลอดทุกมื้อ นั่นจึงเป็นที่มาในความสงสัยทั้งหมดของเธอ
แต่ในวันที่เธอเลือกไว้ใจคนรักที่คบกันมาได้สี่ปี ตั้งแต่เขายังเรียนไม่จบแพทย์ จนบัดนี้จบเป็นคุณหมอไฟแรงและเก่งกาจคนหนึ่ง นั่นคือจุดพลิกผันในชีวิตของชิดตะวัน
จู่ ๆ เขาก็เครียดลงเมื่อเธอเอายาของคุณพ่อมาให้เขาตรวจหาสารผิดปกติ
เขาทั้งชักสีหน้าและคล้ายไม่พอใจเธอ ความโกรธจัดในแววตาของเขา ทำให้เธอคิดเอาเองว่าหากยานี้ผิดปกติจริง เขาจะทวงความยุติธรรมให้เธอ และเธอขอให้เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ
‘คุณอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับแม่เลี้ยงของฉันนะคะ’
แฟนหนุ่มของเธอพยักหน้า สีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีทั้งขยับเข้ามากระซิบข้างใบหูของเธอ
“คุณกลับไปรอที่บ้านไม่ต้องเป็นห่วง ที่เหลือผมจัดการเอง”
‘ใช่เขาจัดการเองทุกอย่าง…กระทั่งฆ่าเธออย่างเลือดเย็น’
ในคืนที่เธออยู่ที่บ้านลำพัง คนที่สวมชุดดำทั้งตัวทั้งปิดหน้าปิดตาทั้งหมดกระโจนเข้าหาเธอในห้องรับแขก ขณะที่เธออ่านหนังสืออยู่ในนั้น
“อื้อ…” เธอดิ้นรนสุดชีวิต ต้องการให้หลุดจากการเกาะกุมตัวของเธอ แต่เมื่อจมูกของเธอได้สูดเอากลิ่นของผู้ชายคนนี้ กลับทำเธอประหลาดใจ
“หมอก้อง” เธอเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว จนอีกฝ่ายที่จับเธอไว้เอามือไขว้หลังจับกระชับพร้อมกับส่งเสียงเยาะหยันในลำคอ
“เก่งดีนี่” เขาดึงผ้าปิดหน้าสีดำลง มองเธอในความมืด แต่แสงไฟจากสนามหน้าบ้านส่องมาทำให้เธอเห็นดวงตาโหดเหี้ยมของเขา มันเป็นดวงตาที่เธอเหมือนไม่รู้จักเขามาก่อน
เครื่องปรับอากาศในห้องรับแขกนั้นเย็นฉ่ำ แต่ทำให้เธอมีเหงื่อผุดตามกรอบหน้ากับการกระทำของแฟนหนุ่ม แต่ทว่าที่ประหลาดมหัศจรรย์กว่าที่คาดก็คือไฟในห้องรับแขกสว่างขึ้น พร้อมกับผู้หญิงที่เธอเคยไว้ใจ แต่บัดนี้กำลังสงสัยบางอย่าง ยืนยิ้มเยือกเย็นอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเงินสดถุงใหญ่ในเซฟ กับทองคำอีกหลายกล่อง
“มันรู้แล้วก็ปิดปากมันซะ เสียเวลา”
น้ำเสียงสั่งอย่างเลือดเย็นของแม่เลี้ยงที่เคยแสนดี ทำให้เธอตกตะลึง
‘พวกเขาร่วมมือกันมาปล้นบ้านเธอ!’
“ก็ดีผมก็ขี้เกียจแสดงว่าชอบเธอแล้วเหมือนกัน”
‘แสดง!’
เสียงจากคนรักที่โต้ตอบกับแม่เลี้ยงทำให้เธอขอบตาร้อนผ่าว ที่ผ่านมาเหมือนตัวเองโดนหลอกมาตลอดเลยงั้นเหรอ
“นะ…นี่…หมายความว่ายังไงกัน”
จากรอยยิ้มของทั้งคู่ ที่ส่งสายตาหวานเชื่อมให้แก่กันนั่นทำให้เธอที่โง่ยิ่งกว่าควายตัวใดบนโลกนี้ถึงกับกระจ่างใจ
“ที่ผ่านมาคุณกับแม่เลี้ยงฉัน…” แม้คำที่จะเอ่ยออกมาเธอยังทำไม่ได้ มันตีบตันไปทั้งอก กับการที่ได้รู้ความสัมพันธ์ที่แสนสับซ้อนของเธอ แฟนหนุ่มและผู้หญิงตรงหน้า
“ใช่แล้วล่ะ ฉันกับหมอก้องเป็นผัวเมียกัน และเข้ามาเพื่อหลอกพ่อแกกับแกไงล่ะ เสียดายที่มันฉลาดยกทรัพย์สมบัติเป็นชื่อแกทั้งหมด หากแบ่งให้ฉันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะให้แกใช้ผัวของฉันไปเรื่อย ๆ ก่อนก็ได้”
ความจริงจากปากแม่เลี้ยงตีแสกหน้าชิดตะวันอย่างจัง เธอส่ายหน้าไปมาราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงเรื่องตลกที่ใช้อำกันเล่น
แต่มันไม่ใช่!
ร่างที่เกือบจะไร้เรี่ยวแรง ใช้แรงที่เหลืออยู่ผลักไอ้ผู้ชายหน้าตัวเมียคนนั้นออกจากการเกาะกุมเธอ แล้วเธอก็ใช้ฟันกัดแขนมันจนต้องสะบัดออก จากนั้นเธอจึงมีการต่อสู้ยื้อแย่งปืนในมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมันจะกระเด็นไปไกล…
ปั่ก!
เธอใช้หัวโขกกับจมูกของคนชั่ว แล้วใช้สันมือฟันไปที่ลูกกระเดือกจนหมอก้องที่เคยจับแต่มีดผ่าตัดถึงกับเซ…
เธอรีบลุกขึ้นจากโซฟา แล้ววิ่งหนีออกไป แต่ทว่า…
ปัง!
เสียงปืนที่เล็งมาที่เธอแม่นยำทั้งรุนแรงในนัดแรก ก่อนจะมีนัดที่เหลือตามมาอีกสองนัด เข้าจุดสำคัญเสียจนเธอกระอักเลือดออกมา
จบแล้ว…ชีวิตชิดตะวันไม่มีพรุ่งนี้อีกแล้ว
‘จบสิ้นแล้วเหรอ?!’ เธอถามตัวเองขณะยังเหลือสติอันน้อยนิดในบ้านมูลค่ากว่าสามร้อยล้านที่เป็นสมบัติของตัวเอง
เสียงที่หัวเราะราวกับคนเสียสติของทั้งคู่ทำให้เธอส่ายหน้าไปมา พร้อมกับรู้สึกปลงในชีวิต
พ่อเธอต้องอายุสั้นเพราะผู้หญิงคนนี้ เธอต้องตายเพราะผู้ชายคนที่เธอไว้ใจ ความโลภของคนไม่เข้าใครออกใคร แม้เธอจะทำดีกับทุกคนแต่ใช่ทุกคนจะดีกลับเธอกลับ
ชาติหน้ามีจริง…อย่าได้พบพานคนเลวอีก!
เพียงแปลือตาปิดสนิทแสงวาบจากฟากฟ้าจนแสบตาพัดพาชิดตะวันหมุนเป็นเกลียวราวกับพายุงวงช้าง ไปยังที่ห่างไกลแสนไกล
“คุณหนู…ฟื้นสิเจ้าคะนายหญิงกำลังโดนลงหวาย” เสียงเด็กคนหนึ่งดังอยู่ใกล้ ๆ ทำให้ชิดตะวันที่รู้สึกเจ็บปวดร่างกายจากการโดนยิงถึงกับลืมตาขึ้นอีกครั้งอย่างยากลำบาก
เด็กที่ไหนมาเรียกคุณหนูแถวนี้นะ
“คุณหนูเจ้าคะ…รีบตื่นไปช่วยนายหญิงเร็วเข้า หากไม่มีคุณหนูนายหญิงต้องตายคาหวายแน่เจ้าค่ะ”
น้ำเสียงเครือด้วยแรงสะอื้นกับน้ำตาที่รดที่มือของชิดตะวันทำให้เธอเริ่มขยับตัว แต่ทว่าความรู้สึกต่าง ๆ เหมือนไม่ใช่ตัวเองในวัยยี่สิบกว่าปีเลยสักนิด ราวกับเด็กตัวเล็กที่มือป้อม ๆ จนเมื่อสลัดส่ายศีรษะให้ดีนั่นถึงทำให้ชิดตะวันเบิกตากว้าง จึงลุกขึ้นเร็ว ๆ เพื่อสำรวจร่างกาย แต่ทว่าศีรษะที่มีเลือดชุ่มอยู่นั้นทำให้ชิดตะวันถึงกับต้องทรุดลงจากที่นอนอีกครั้ง
โอ๊ย!!!
เสียงครวญครางที่เปล่งออกมาไม่เหมือนเสียงของตัวเอง กับความทรงจำที่หลังไหลเข้ามา เป็นเรื่องราวในนิยายเรื่องนี้ แล้วความทรงจำของฟู่อินเหยาวิ่งวุ่นวนในหัวจนตีรวนกันไปหมด กว่าหนึ่งเค่อถึงจะเริ่มได้สติ
ข้าคือ ฟู่อินเหยา!
เวรกรรมอันใดอีก ข้าเพิ่งถูกยิงตายอยู่ที่บ้าน เหตุไฉนกลายมาสิ่งร่างตัวร้ายที่มีมารดาเป็นตัวประกอบที่ชะตากรรมแสนอนาถในนิยายที่กำลังอ่านได้เล่า
“คะ…คุณหนูฟื้นแล้ว”
“ปี้ถัง!”
ปี้ถังเป็นเด็กน้อยวัยห้าหนาวที่ท่านแม่ของนาง หรือนายหญิงไป๋เฟิ่นโยว่รับเลี้ยงดูเอาไว้เนื่องจากมารดาเป็นสาวใช้ที่เสียชีวิตไป นางมาร้องไห้สะอึกสะอื้นตรงนี้ทำไมกัน แต่เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็ก วิญญาณชิดตะวันในร่างของฟู่อินเหยาในวัยเด็กไม่แพ้กันรู้สึกสงสารระคนเอ็นดู
“คุณหนูไปช่วยนายหญิงก่อน นายหญิงผู้เฒ่าฟู่ให้คนลงหวายนายหญิงใหญ่อยู่เจ้าค่ะ”
‘ลงหวาย!’ นี่นางฟังผิดไปหรือไม่ แม่นางเป็นถึงฮูหยินใหญ่ดูและเรือนสกุลฟู่ เหตุใดท่านย่าถึงกับลงหวายด้วยเล่า
เพ้อเจ้อแน่ ๆ
“วาจาเจ้าไร้แก่นสาร เพ้อเจ้อสิ่งใดออกมา” ฟู่อินเหยาไม่อยากจะเชื่อถือเด็กน้อยนี้นัก แต่ทว่าน้ำตาที่ปริ่มขอบตาของนางนั้นทำให้ฟู่อินเหยาเริ่มคิดได้
“จริงเจ้าคะ เพราะคุณหนูได้รับบาดเจ็บนายหญิงใหญ่ถึงกับสอบสวนทั้งจวน จนทำให้คุณชายเหลียงจื่อเฟย ลูกท่านเสนาบดีที่ยอมรับผิดว่าทำร้ายร่างกายคุณหนู ในงานเลี้ยงน้ำชาของตระกูล
เมื่อนายหญิงผู้เฒ่าทราบเรื่องว่านายหญิงใหญ่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงเรียกไปลงโทษตามกฎตระกูล”
ฟังมาถึงตรงนี้ฟู่อินเหยาก็รับรู้ว่า ท่านย่าของนางดูเหมือนจะไม่ชมชอบมารดาของนางที่มาจากตระกูลไป๋สินะ แต่ถ้าท่านแม่กำลังโดนลงหวาย…เช่นนั้น
เนื้อเรื่องในนิยายกำลังไหลเข้าหัวของฟู่อินเหยา เมื่อรับรู้ว่านี่คือชนวนเริ่มต้นให้นางเป็นตัวร้าย เพราะมารดาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตระกูลสามี และสุดท้ายถูกละเลยจนตรอมใจตาย
ไม่ได้การ! ข้าต้องไปช่วยท่านแม่
“เร็ว…ข้าจะไปช่วยท่านแม่!”
สวัสดีค่ะ
พบกับนิยายเรื่องใหม่ของไรต์หวางลี่อิงกันอีกแล้วนะคะ
เรื่องนี้ตัวเอกจะเป็นเด็กอีกเช่นเคย
ฝากติดตามด้วยค่ะ
บทที่ 2 มารดาตัวประกอบต้องไม่ตาย
เด็กน้อยวัยห้าหนาวอย่างฟู่อินเหยาอยู่ในชุดสีลูกท้อวิ่งหน้าตั้งไปยังศาลบรรพชน ที่สำหรับเอาไว้ลงโทษคนที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียและผิดกฎตระกูล
ด้วยความที่ร่างกายของเด็กน้อยเสียเลือดไปจากการโดนกระแทกโขดหิน จากแรงผลักของฟู่หลิงหยวน น้องสาวกำเนิดจากอนุฮัน หรือฮันซูจิ่น อนุที่บิดาของนางเลือกให้เป็นผู้มีอำนาจรองจากมารดาของนาง และนั่นคือชนวนของความโลภโมโทสันของสตรีในยุคนี้ ที่ต้องการช่วงชิงความเป็นใหญ่ ทำให้ฮันซูจิ่นหาทางทำร้ายฟู่อินเหยา โดยยืมมือนางเอกวัยสามหนาวที่ยังไร้เดียงสามาเป็นชนวน
แต่ใครจะคาดว่าเรื่องนี้ผิดแผน เหลียงจื่อเพ่ย พระเอกของเรื่องในวัยสิบหนาวมาเห็นว่านางคล้ายรังแก ฟู่หลิงหยวน นางเอกของเรื่อง แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่สักนิด
ความใจร้อนของพระเอกอย่างเหลียงจื่อเพ่ย ทำให้เขาพลักนางจนหัวกระแทกโขดหินอย่างหนักจนนางสลบ แล้วไม่จบเพียงเท่านั้นระหว่างที่นางสลบไป ท่านแม่ของนางมาเอาเรื่องกับท่านเสนาบดีเหลียง ทำให้เหลียงจื่อเพ่ยโดนตี และนั่นทำให้ท่านย่าของนางเดือดดาลถึงขั้นลงไม้ลงมือกับท่านแม่ ที่เป็นถึงฮูหยินใหญ่ยามท่านพ่อมิได้อยู่ที่จวนเนื่องจากออกรบติดต่อกันมาสามปีแล้ว
เหตุผลของท่านย่าที่ถึงกับลงมือ เพราะเหลียงจื่อเพ่ยนั้นมีศักดิ์เป็นหลานห่าง ๆ ของท่านย่า จิววั่งซู เนื่องจากของพระเอกในเรื่องนี้ มีมารดาเป็นญาติของท่านย่านั่นเอง และหมายใจอยากให้สองตระกูลเชื่อมสัมพันธ์แต่งงานกันในอนาคต และท่านแม่สร้างความบาดหมางใหญ่เอาไว้ ทำให้ตระกูลเสนาบดีเหลียงและตระกูลฟู่ซึ่งเป็นตระกูลแม่ทัพผิดใจกัน
ยามนี้ไร้ท่านพ่อคอยปกป้องไม่พอ ท่านย่ายังลำเอียงเข้าข้างคนผิด นางเป็นถึงลูกสาวของท่านแม่ นางจะปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ไม่ได้ จะต้องช่วยท่านแม่ถึงที่สุด
ขาสั้นป้อมนี้ถึงแม้อยากจะวิ่งให้เร็วให้ได้ดั่งใจ แต่นางก็ทำไม่ได้ ตระกูลฟู่ช่างกว้างใหญ่ ศาลบรรพชนอยู่ด้านหลังตระกูล ห่างจากจวนของนางเกือบหนึ่งลี้ เพราะที่ดินที่ตั้งตระกูลเป็นบรรดาศักดิ์ที่รับสืบทอดรุ่นสู่รุ่น จนตอนนี้ไม่มีใครกล้าดูแคลนตระกูลฟู่สักคนเดียว
ถึงกระนั้น การลงโทษและสถานที่จะต้องเก็บงำเป็นความลับไม่ยอมให้แพร่งพราย จึงได้มาลงโทษกันอยู่ไกลถึงด้านหลัง นางวิ่งจนหอบแล้วก็ยังไม่ถึง
“ปี้ถัง อีกไกลหรือไม่ ข้าจะตายแล้ว” ฟู่อินเหยาหยุดพักแล้วก็ใช้สองมือเท้ากับเข่าตัวเองทั้งหอบหายใจ แต่เมื่อก้มหน้าคล้ายจะหน้ามืดเป็นลมจำต้องเงยขึ้นก่อน
“ผ่านอีกสามเรือนก็ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
ฮะ…สามเรือน
ฟู่อินเหยานึกอยากกลับไปตายแล้วไม่ต้องเกิด หากเกิดมาอาภัพเป็นลูกสาวที่มารดาเป็นตัวประกอบ แล้วในอนาคตตัวเองมีจุดจบอย่างอนาถขนาดนี้
“ไป…ข้าจะไปช่วยท่านแม่” เมื่อชะตาชีวิตลิขิตให้นางมาอยู่ที่นี่ นางก็ต้องสู้เพื่อเปลี่ยนชีวิตท่านแม่ไม่ให้ตาย และออกจากตระกูลเน่า ๆ นี้ไปเสีย นางจะพาท่านแม่ไปอยู่เยี่ยงเศรษฐีมีกินมีใช้ไม่หมดทั้งชาติเชียวล่ะ
ลมที่พัดกระแทกหน้า สร้างความสั่นระริกให้กับเด็กวัยห้าหนาวนัก คาดว่านี่คงเป็นช่วงต้นฤดูหนาวกระมังถึงได้เริ่มเย็นนัก เมื่อเห็นสีใบไม้ในจวนที่เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีส้มแล้ว อีกไม่นานก็คงจะร่วงโรยเพื่อยืนต้นเอาไว้ในช่วงฤดูหนาวสินะ
ต้นไม้ที่ปรับตัวได้ยังมีโอกาสได้รอดชีวิต ดังนั้นชีวิตมารดาของนาง ต้องไม่มีจุดจบเช่นในนิยาย
เสียงตึกตักจากเด็กน้องสองคนที่วิ่งมาพร้อมกัน ไม่อาจกลบเสียงหวายที่ฟาดลงหลังนายหญิงของจวนได้
“ฮึก…ท่านแม่…” ฟู่อินเหยายืนอยู่หน้าประตูศาลบรรพชน ได้ยินเสียงหวายที่ฟาดลงหลังก็ถึงกับสะดุ้ง แม้จะเหนื่อยจนไร้เรี่ยวแรง แต่ทว่าขานางก็ยังมีแรงอยู่
ฟู่อินเหยาที่มีทักษะการต่อสู้อยู่บ้าง เนื่องจากเรียนวิชาป้องกันตัว นางหยิบก้อนหินมาให้เหมาะมือ จากนั้นก็ใช้เท้ากระโดดถีบประตูอย่างแรง
ปัง!!!
เสียงประตูที่เปิดออกฉับพลันหลังเสียงโครมครามนั้น ทำให้ผู้ที่กำลังโบยนายหญิงของจวนเงื้อไม้หวายขึ้นสูงแล้วค้างเติ่งด้วยความตกใจ จากนั้นไม่รู้ก้อนหินลอยมาจากที่ใดพุ่งตรงไปยังศีรษะคนที่ฟาดหวายลงอย่างเหมาะแหมง แต่สิ่งที่ฟู่อินเหยาคาดไม่ถึงคือหินก้อนนั้นกระเด็นไปทับเท้าท่านย่า
ร่างของคนที่ลงหวายท่านแม่สลบไปทันที แต่เสียงถัดมาเป็นท่านย่าของนางที่โวกเหวกโวยวายเมื่อโดนลูกหลง
“โอ๊ย…ใครกัน!”
ฟู่อินเหยาไม่พูดไม่จา นางเดินไปพยุงท่านแม่ขึ้น จากนั้นก็ถามอาการท่านแม่
“ท่านแม่ข้ามาช่วยแล้ว”
ไป๋เฟิ่นโยว่ ลืมตาดูหน้าลูกสาวทั้งน้ำตา จากตอนแรกที่ลูกสาวไม่ฟื้น นางจะให้คนตามหมอมารักษา เพราะชีพจรเต้นอ่อนเหลือเกิน แต่ใครจะรู้ว่านางยังไม่ทันสั่งท่านแม่สามีก็มาลากตัวนางมาลงโทษเสียแล้ว
นางไม่มีโอกาสแม้แต่แก้ตัว ทั้งไม่มีโอกาสตามหมอมารักษา จนคิดจะกลั้นใจตายหากบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางต้องมีอันเป็นไป
“เหยาเหยา…เจ้าไม่เป็นอันใดแล้วใช่หรือไม่” มือของไป๋เฟิ่นโยว่ยื่นมาลูบแก้มใส ๆ ของลูกรักแล้วนางก็สลบลงไป
“ท่านแม่!!!” ฟู่อินเหยาตกอกตกใจ นางจึงให้ปี้ถังรีบมาช่วยกันปลุกท่านแม่ หากให้นางยกท่านแม่ไปคนเดียวคงไม่ไหวเป็นแน่
“สามหาว ข้ากำลังสั่งสอนมารดาเจ้า เจ้ามาขัดขวางเช่นนี้ได้อย่างไร” จิววั่งซู ชี้หน้าหลานของตัวเองที่ไม่รู้จักกฎตระกูลเอาเสียเลย เห็นทีว่านางต้องสั่งสอนให้มากเสียหน่อย
หึ!
“แน่ใจรึเจ้าคะ ว่ากำลังสั่งสอนไม่ใช่ทรมานท่านแม่ของข้าให้ตาย แล้วยกอนุฮันขึ้นแทนที่ แผนการตื้นเขินของท่าน เด็กวัยห้าหนาวยังกระจ่าง นับประสาอะไรกับบิดาของข้า”
ฟู่อินเหยายกเอาบิดาที่นางเกือบจำหน้าไม่ได้แล้วด้วยซ้ำมาข่มขู่ผู้เป็นย่า เพราะเป็นความเกรงใจเดียวที่ท่านย่ามี และนั่นมันก็ได้ผลเกินคาด
นางจำได้ว่าอีกราวหนึ่งเดือนบิดาของนางได้รับพระราชโองการเร่งด่วนให้กลับเมืองหลวง และนี่คือทางออกจากปัญหาทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้
‘ข้าไม่อยากเป็นนางร้ายที่กำพร้ามารดา!’
“นี่เจ้า!”
“อีกหนึ่งเดือนท่านพ่อจะกลับมา ถึงเวลานั้นค่อยตัดสินเถิด หากท่านแม่ผิดจริงท่านก็ยุยงให้ท่านพ่อเขียนหนังสือปลดภรรยาให้ท่านแม่ดีหรือไม่”
เอาสิ…ใครอยากอยู่ตระกูลฟู่นี่ก็เชิญ ข้าจะพาท่านแม่ไปอยู่ข้างนอก สินเดิมของตระกูลไป๋มิใช่น้อย แต่งออกมาแล้วกลับไปพึ่งพาตระกูลท่านยายก็กลัวท่านลุงท่านน้าจะดูแคลน แต่หากไปซื้อเรือนอยู่เองก็ดีไม่ใช่น้อย ข้าจะได้เป็นอิสระไม่ต้องแก่งแย่งกับผู้ใดอีก
“วาจาลื่นไหลไร้แก่นสาร” จิววั่งซูระแคะระคายเรื่องที่บุตรชายคนโตจะกลับตระกูลมาเล็กน้อย แต่ไม่คิดว่าหลานสาวคนโตของตระกูลก็ล่วงรู้เรื่องนี้ด้วย นี่เป็นเหตุผลที่นางต้องวางแผนใส่ไป๋เฟิ่นโยว่ เพื่ออนาคตของตระกูล
“ท่านหูตากว้างไกลยิ่งนัก ข้าคิดว่าไม่ใช่ว่าท่านก็รู้อยู่หรือถึงทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” หรือให้ข้าพูดตรง ๆ ก็คือท่านเป็นคนใส่ใจเรื่องของทุกคนนั่นเอง เพียงแต่ท่านหารู้ไม่ว่าข้านะรู้จุดจบของเรื่องนี้ไปแล้ว
จิววั่งซูถึงกับถลึงตาใส่ นางเป็นถึงนายหญิงผู้เฒ่าฟู่ ยังไม่เคยมีผู้ใดโอหังกับนางเช่นนี้ ยามปกติหลานสาวผู้นี้ก็เชื่อฟังมาตลอด วันนี้เกิดอันใดเข้าสิง ถึงได้ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับนาง หรือว่าสตรีตระกูลไป๋น่ารังเกียจผู้นี้สั่งสอนให้ลูกอกตัญญูกันแน่
“อินเหยา…เจ้าหมายความว่าเช่นใด”
“เรื่องวางแผนกับอนุฮัน ใช้ชีวิตข้าเสี่ยงอันตราย หากข้าตายไปท่านก็คงไม่รู้สึกเสียใจเลยสินะ มิต้องเป่าหูท่านพ่อ เพียงแค่ท่านพูดคำเดียวให้ท่านพ่อยื่นหนังสือปลดภรรยา ข้ากับท่านแม่จะไม่อยู่ให้รกหูรกตา”
ฟู่อินเหยาพูดเพียงเท่านั้นก็ช่วยปี้ถังพยุงท่านแม่ขึ้น โดยมีสายตาสาวใช้เอาแต่มองไม่กล้าเข้ามาช่วยจนนางต้องพูดขึ้น
“นี่พวกเจ้า ยืนมองสิ่งใดกันยังไม่รีบมาช่วยกันอีก” ฟู่อินเหยาอยากจะเท้าเอววีนนัก มือป้อม ๆ ของนางกำขึ้นพร้อมปะทะกับทุกคน แล้วเหล่าสาวใช้จึงได้สติเข้ามาพยุง
ไป๋เฟิ่นโยวกระบอกตาร้อนผ่าว ถึงนางจะหลับตาอยู่ก็ได้ยินเสียงบุตรสาวทุกคำ รู้สึกว่าบุตรสาวของนางช่างกตัญญูนัก อย่างน้อยนางก็มีเหยาเหยาที่เข้าใจความลำบากใจของนาง แม้คิดเรื่องนี้มานานแต่ว่านางไม่เคยกล้าเอ่ยปากสักครั้ง หรือแท้ที่จริงลูกสาวของนางก็อึดอัดใจจะอยู่ตระกูลนี้เช่นเดียวกัน
ฟู่อินเหยาเดินตามหลังมารดา ทั้งหันไปมองอนุฮันกับเด็กสามหนาวที่มีศักดิ์เป็นน้องสาวร่วมบิดาด้วยความเคียดแค้น ใจหนึ่งก็อยากจัดการเสียเดี๋ยวนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็ห้ามเอาไว้ นางต้องจัดการสั่งสอนทั้งตระกูลฟู่ถึงจะถูก
ร้ายดียังไงมารดาของนางก็เป็นถึงฮูหยิน ท่านย่าไม่ให้เกียรติยังพอทน อนุฮันผู้นั้นก็ควรต้องรู้มารยาท นี่กล้าใส่ร้ายท่านแม่ว่าหาเรื่องให้ตระกูลเหลียงมาดหมางกับตระกูลฟู่ ทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย หาทางลงโทษให้ท่านแม่เกือบตายคาหวาย
นางไม่ยอม!
ข้านี่แหละจะปกป้องท่านแม่
บทที่ 3 ขัดขวางแผนการท่านย่า
การเดินจากหลังตระกูลฟู่มาถึงเรือนด้านหน้าที่เป็นเรือนฮูหยินใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งท่านแม่มีแต่รอยแผลจนเต็มตัวไปหมดเช่นนี้นางยิ่งอดสงสารชะตาชีวิตของท่านแม่ไม่ได้
เมื่อฮูหยินใหญ่ของจวนถึงเรือน เหล่าสาวใช้บ่าวชายหญิงก็รีบออกไปกันจนหมดจนนางแปลกใจ แต่ทว่าศีรษะของนางก็คล้ายได้รับการกระทบกระเทือนมากเหลือเกินจนต้องฟุบลงกับเตียงท่านแม่ พร้อมกับเสียงที่สั่งปี้ถัง
“ปี้ถังไปตามท่านหมอมาเถิดข้าก็เริ่มไม่ไหวแล้ว” นางใช้แรงที่เหลือไปมากเกินไป ยามนี้ดวงตาเริ่มพร่ามัว จึงทรุดนอนด้านข้างท่านแม่ โดยที่นางได้ยินเสียงสะอื้นของท่านแม่ดังอยู่ชิดใบหู
“ฮึก…ลูกแม่ แม่ขอโทษเจ้าที่ปกป้องเจ้าไม่ได้” ไป๋เฟิ่นโยว่หลังน้ำตา ทั้งที่นอนคว่ำอยู่เนื่องจากที่หลังนั้นยามนี้แตะต้องไม่ได้ และคาดว่าท่านแม่สามีคงจะหาทางกลั่นแกล้งนางต่อ เพราะเหล่าสาวใช้ไม่เหลือในจวนเลยสักคนเดียว
“ท่านแม่อย่าร้องไปเลย ที่จริงไม่ใช่ความผิดของท่าน เพียงแค่ท่านย่าอยากให้ท่านอาละวาดเพื่อหาทางลงโทษท่านเท่านั้น ที่จริงเรื่องนี้ต้องโทษอนุฮัน” เสียงเรียบเรื่อยกล่าวอย่างแผ่วเบา นางกำลังเวียนหัวจนไม่อาจจะลุกขึ้นมาพูดกับท่านแม่ดี ๆ ได้
“เจ้ารู้หรือ” ไป๋เฟิ่นโยว่คล้ายไม่อยากเชื่อคำพูดของลูกสาว แต่ฟู่อินเหยาก็ต้องหาทางแก้ตัว นางจะบอกว่าตัวเองเป็นคนอื่นมาสิงร่างนี้ไม่ได้ มันเกินกว่าคนยุคนี้จะจินตนาการได้
“ข้าบังเอิญไปได้ยินท่านย่ากับอนุฮันพูดคุยกัน”
ฟู่อินเหยาโกหกท่านแม่ เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะดีกว่านี้อีกแล้ว นางไม่ใช่เพียงรู้เรื่องท่านพ่อ ยังรู้แผนการของท่านย่าร้ายกาจ ที่ต้องการสนับสนุนอนุฮันให้ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่ หลังจากท่านแม่สิ้นชีพ และหลังจากนั้นนางก็อยู่ด้วยความเจ็บช้ำ ทั้งริษยาน้องสาวต่างมารดาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนางเอกในนิยาย จนวางแผนเพื่อจะแย่งคนรักของน้องสาวไปครอง
ใครจะคาดว่าสุดท้ายวางแผนมากมาย นอกจากไม่ได้คลอดลูกของเขาแล้วยังตายอย่างอนาถอีกด้วย คนที่เคยเป็นคนสุภาพกลับต่ำช้าทำกับสตรีตัวเล็ก ๆ เพื่อนางในดวงใจ
บุรุษพรรค์นั้นนางไม่อยากได้สักนิด
“หากแม่ถูกบิดาเจ้าปลดภรรยา เจ้าไม่เสียใจหรือที่พูดกับท่านย่าแบบนั้น” ไป๋เฟิ่นโยว่รับรู้มาตลอดว่านางไม่ได้เป็นที่รักของสามีนัก แต่เนื่องจากสัญญาการหมั้นหมายที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยมีผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างฮ่องเต้เป็นพยาน ถึงเวลาก็ต้องแต่ง เข้าหอได้คืนเดียวเขาก็ออกรบ กลับมาแต่ละครั้งพบหน้านางนับครั้งได้
เมื่ออนุฮันเข้ามาอีกคน เขาก็ยังคงเมินเฉยไม่ได้ต่างกัน จนนางคิดว่าเขาเอาแต่ปกป้องแคว้นจนลืมหาความสุขใส่ตัวใช่หรือไม่ จนเมื่อสามปีก่อนที่อนุฮันคลอดลูก เขาถึงกับลาราชการเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนนาง ทำให้ไป๋เฟิ่นโยว่เจ็บช้ำใจนัก
ตอนนางตั้งครรภ์และคลอดบุตรล้วนโดดเดี่ยว มีเพียงสาวใช้และหมอตำแย ส่วนกับอนุเขาให้ความสำคัญ จนตอนหลังบ่าวไพร่ในจวนไปภักดีต่ออนุฮันมากกว่านางที่เป็นฮูหยินใหญ่
ความเจ็บแค้นใจของนางสะสมมาเรื่อย ๆ จนวันนี้ที่ลูกสาวของนางต้องบาดเจ็บ โดยไร้คนเช่นสามีปกป้อง นางก็ไม่รู้ว่าจะมีเขาไว้ทำอันใด
“แล้วท่านแม่ดีใจที่จะได้อยู่ในตระกูลฟู่หรือเจ้าคะ”
ท่านแม่ไม่ตอบคำถามนาง นั่นก็ชัดเจนแล้วว่าท่านแม่ไม่ได้ปรารถนาจะครองคู่กับท่านพ่อ อีกอย่างเขาก็ไม่เคยให้ความรักความอบอุ่น ทั้งมีท่านย่าเป็นคนเป่าหูหาเรื่องมาใส่ศีรษะท่านแม่อยู่เรื่อย ไม่สู้ออกไปใช้ชีวิตให้มีความสุขหรอกรึ
“ไม่…แม่ไม่อยากอยู่ที่นี่ บิดาเจ้าไม่เคยไยดีแม่” ไป๋เฟิ่นโยว่พูดทั้งน้ำตา
“ข้าก็ไม่ปรารถนาจะอยู่ที่ตระกูลฟู่เช่นกัน ให้อนุฮันสมใจแล้วเราสองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างสงบดีหรือไม่เจ้าคะ”
สติสุดท้ายของฟู่อินเหยาบอกมารดาไปก่อนที่ตัวเองจะสลบไป นางเหมือนหลุดลอยไปในความฝัน โดยในความฝันนั้นมีเด็กคนหนึ่งมายืนอยู่เบื้องหน้าของนาง
‘ฝากท่านแม่ของข้าด้วย’ น้ำเสียงล่องลอยมาในอากาศนั้นทำให้ชิดตะวันมองไปยังเด็กน้อยที่เปล่งเสียงออกมาโดยที่ไม่ได้อ้าปากสักนิดอย่างประหลาดใจ
“ฟู่อินเหยานั่นเจ้าหรือ”
เด็กน้อยผู้นั้นไม่ตอบ เพียงแต่มีเสียงล่องลอยมาอีกครั้ง
“ขัดขวางแผนการท่านย่า อย่าให้ท่านแม่ดื่มยาจากในจวน”
เสียงนั้นเปล่งออกมาเสร็จเด็กน้อยเบื้องหน้าก็หายวับไป พร้อมกับกลุ่มหมอกควันที่ฟุ้งเบื้องหน้าจนมองไม่เห็นทาง
“ฟู่อินเหยา ฟู่อินเหยา กลับมาก่อน” เสียงเพ้อเรียกชื่อตัวเองทำให้ไป๋เฟิ่นโยว่ยกมือลูบหัวลูกสาว ตอนนี้ท่านหมอได้ทำแผลเสร็จแล้ว โดยมีผ้าพันรอบหัวของฟู่อินเหยาเอาไว้
“อินเหยาลูก หมดเคราะห์แล้วนะ” นางจูบที่ขมับลูกสาวให้หลุดจากอาการฝันร้าย แต่แล้วลูกสาวนางก็ฟื้นขึ้นได้สติทันทีที่นางจูบขมับ
ฮึก!
ชิดตะวันในร่างฟู่อินเหยาลืมตาขึ้น เมื่อเห็นท่านแม่อยู่ด้านข้างก็โล่งใจ มองไปอีกฟากเห็นท่านหมอกำลังจัดยาให้ท่านแม่ นางจึงกำชับปี้ถัง
“ปี้ถังยาของท่านหมอเจ้าเก็บให้ดี ต้มเองกับมืออย่าให้สาวใช้ในจวนมายุ่งย่ามเด็ดขาด”
ปี้ถังแม้จะวัยห้าหนาวเท่ากับคุณหนูใหญ่ แต่นางรู้ความทั้งทำงานได้คล่องแคล่ว ท่านแม่สอนเด็กสาวคนนี้ได้ไม่เลว ทั้งนางยังหัวไวอีกด้วย
“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องยาแน่ ท่านวางใจเถอะ”
“ปี้ถังไปหยิบถุงตำลึงในหีบให้ท่านหมอ” ไป๋เฟิ่นโยว่สั่งให้ผู้ที่สามารถไว้ใจได้หนึ่งเดียวคือเด็กวัยห้าหนาวทำสิ่งต่าง ๆ แทนนาง
น่าอนาถนัก นางเป็นถึงฮูหยินใหญ่สาวใช้เดิมก็ไม่สามารถนำมาที่จวนได้ จนเมื่อนางรับเลี้ยงเด็กสาวคนหนึ่งที่เคยเป็นลูกอดีตสาวใช้ แต่ไม่นึกว่าปี้ถังจะกตัญญูต่อนางมากมายเพียงนี้
ปี้ถังส่งถุงตำลึงให้ท่านหมอ จากนั้นก็ไปตั้งเตาเตรียมต้มยาให้นายหญิงทั้งสอง เมื่อมีเรื่องทีไรเรือนนี้ก็ไร้บ่าวไพร่เมื่อนั้น เป็นอย่างนี้บ่อยครั้งจนปี้ถังเริ่มชินชาเสียแล้ว
ในครัวเล็ก ๆ ในเรือนนายหญิงมีเครื่องครัวครบครัน เพราะนายหญิงไม่ชอบอาหารในจวนตระกูลฟู่ ที่มีอาหารที่ไม่ดีนักส่งมา แต่หากไปร่วมรับประทานพร้อมหน้า จะมีแต่อาหารดี ๆ เหมือนต้องการทำแค่เอาหน้าเท่านั้น ลับหลังนายหญิงถูกกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานาจนรู้สึกน่าสงสาร
แต่ปี้ถังก็ทำอาหารได้เก่งแล้วเพราะนายหญิงทำอาหารได้นับว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง นางจึงตั้งใจเรียนรู้จากนายหญิงให้มากที่สุด เมื่อกลิ่นยาขม ๆ ลอยกรุ่นแล้วนางก็รอให้เดือด จากนั้นก็ไปตั้งกระทะต้มโจ๊กให้กับนายหญิงและคุณหนูใหญ่ของนาง
นางใส่เนื้อตากแห้งและต้นหอมลงไปในโจ๊กด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติก่อนจะเติมเกลือในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้เนื้อโจ๊กเนียนนุ่มและเต็มไปด้วยรสชาติที่หวานจากข้าวใหม่ แต่เค็มมันจากเนื้อและเกลือ
เด็กน้อยตักโจ๊กใส่ถ้วยสองถ้วยตั้งใจจะไปป้อนให้นายหญิงกับคุณหนูใหญ่เสียก่อน เพราะยายังต้องรออีกพอสมควรกว่าจะได้ที่ แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อมาถึงในห้องพัก กลับเห็นสาวใช้ของนายหญิงผู้เฒ่าฟู่เดินมาอยู่ในห้องนอนของนายหญิงเสียแล้ว
“พวกท่านมาทำอันใดกัน” เสียงของปี้ถังปลุกให้ฟู่อินเหยากับไป๋เฟิ่นโยว่ที่หลับตาพักผ่อน ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อเห็นว่ามีคนอื่นเข้ามาฟู่อินเหยาก็รีบลุกขึ้นทันที
“หึ…คิดว่าข้าอยากมารึ หากไม่ใช่นายหญิงผู้เฒ่าสั่ง” วาจาถือดีของสตรีผู้นี้ฟู่อินเหยาจำได้ว่านางอยู่ข้างท่านย่าตอนที่ไปช่วยท่านแม่ และความทรงจำของร่างฟู่อินเหยาก็หลั่งไหลออกมา ‘ท่านป้าเขื่อเจี้ยนั่นเอง’
เขื่อเจี้ยเดินถือถ้วยสีดำจนน่ากลัวเข้ามา ฟู่อินเหยาเห็นดังนั้นจึงขยิบตาให้กับปี้ถัง นางจึงเหยียบชายกระโปรงไว้จากนั้นเขื่อเจี้ยสาวใช้ร้ายกาจของท่านย่าก็หงายท้องตึง
ว้าย!!! ตึง!
เสียงสตรีวัยกลางคนที่ร่างกายอวบเล็กน้อยล้มตึง จากนั้นยาที่นำมาก็รดใบหน้า ฟู่อินเหยาเห็นเขื่อเจี้ยสะบัดไปมาทั้งเอาเสื้อเช็ดไม่ให้เข้าปากของนาง
‘ยาพิษสินะ’ เด็กน้อยวัยห้าหนาวพยายามนึกถึงตอนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็พอมีภาพจำเลือนรางในหัว ว่ายาที่ท่านย่าให้กินนั้นเป็นยาที่ทำให้ท่านแม่คลอดบุตรไม่ได้อีกตลอดชีวิต หรือเรียกง่าย ๆ คือยาที่ทำให้เป็นหมัน เมื่อนั้นท่านยาจะให้ท่านหมอมาตรวจแล้วก็ใช้เรื่องนี้เป่าหูบิดาของนาง
‘เหอะฝันไปเถอะว่าจะสมใจ’
นางไม่มีวันให้ท่านแม่ถูกทำร้ายเด็ดขาด