โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอฉันชาย ชี้ 'ยื้อชีวิต' อาจไม่ใช่ยาดี-ขอเลือกจบชีวิตข้างคนรัก ร่วม สสส.ดันสังคม 'ตายดี'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 มี.ค. 2567 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2567 เวลา 15.19 น.

หมอฉันชาย เผย ‘ไม่อยากตายใน ICU’ ชี้ ‘ยื้อชีวิต’ ไม่ใช่ยาดีเสมอไป ‘สสส.-ชีวามิตร-จุฬาฯ’ดัน Palliative Care ดูแลใจผู้ป่วยเรื้อรัง ตายอย่างแฮปปี้

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่อาคารภูมิพิพัฒน์ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตบางแค (สาย 3) กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “สุขภาวะทางปัญญาร่วมสร้างสังคมที่อยู่ดีและการตายดี” ระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคมนี้

เพื่อยกระดับบุคลากรผู้ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยระยะท้าย ผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม เพื่อเป็นการเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งยังช่วยลดภาระการดูแลของครอบครัว และลดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศ

บรรยากาศเวลา 13.30 น. มีการเสวนาในหัวข้อ “การดูแลแบบประคับประคองเริ่มที่หัว+ใจ” โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้งและประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท ชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ฝ่ายการแพทย์) รพ.ราชพิพัฒน์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองของ ‘การดูแลแบบประคับประคอง’ หรือ Palliative Care ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงสาธารณสุข, กทม. รวมถึงโรงพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลักดันผ่านการตั้ง ‘สถานชีวาภิบาล’ หรือศูนย์ชีวาภิบาล 250 แห่งใน กทม.เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไม่หายขาดจนวาระสุดท้าย ดำเนินรายการโดย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล หรือดีเจพี่อ้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างคึกคัก มีบุคลากรทางการแพทย์ ญาติที่รับภาระดูแลผู้ป่วยติดเตียง ร่วมฟังอย่างล้นหลามเต็มห้องประชุม โดยมี นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) (สสส.) ร่วมรับฟังด้วย พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังจบงาน

รศ.นพ.ฉันชายกล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทยเป็นอันดับ 1 จากข้อมูลการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ปี 2566 โดยกระทรวงสาธารณสุข พบคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกว่า 67,000 ราย ที่สำคัญยังพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่เข้าเกณฑ์การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) 185,577 ราย เป็นผู้ป่วยที่ไม่อาจรักษาให้หายได้

“จุดประสงค์หลักของ Palliative Care คือการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้มีความสุข อยู่อย่างดีที่สุดจนถึงเวลาที่เขาจากไป ซึ่งจะช่วยลดภาระทุกภาคส่วน การจากไปอย่างดี ทำให้ญาติ คนที่เขารัก หรือคนที่คอยดูแล ก็จะมีความสุขไปด้วย

“เป็นการจากไปอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ทุกข์ทรมานมากจนเกินไปจากการยื้อชีวิต ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย” รศ.นพ.ฉันชายกล่าว และว่า

การทำให้คนตายดี 1 คน มันช่วยคนได้ทั้งหมด การดูแลตรงนี้ จะเป็นปัจจัยช่วยให้การทำงานของโรงพยาบาลดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงคำว่า ‘เพื่อนตาย’ ซึ่งคือคนที่คอยดูแลใจเราในช่วงวาระสุดท้าย

“มันเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว แต่เพื่อนตาย ชีวิตเราจะมีได้สักกี่คน เราต้องเข้าใจบริบทของคนที่จะตาย ถ้าเราต้องเข้าใจเขาให้ดีพอและปกป้องศักดิ์ศรีของเพื่อนเราให้ได้ ถ้าใครเรียกเราเพื่อนตาย ผมโคตรภูมิใจ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวมีการวางแผนการตายหรือไม่ อยากตายที่ไหน หรืออยากให้ใครดูแลเป็นพิเศษ?

รศ.นพ.ฉันชายเผยว่า ตนได้ฝากฝังกับภรรยาไว้เช่นกัน

“เราก็บอกภรรยาไว้ว่า ถ้าถึงเวลาก็ปล่อยมันไป เดี๋ยวเจอกัน (หัวเราะ) อยากตายให้มันสะดวกสบายที่สุด ไม่อยากให้ยื้อชีวิตไว้แล้วเห็นแค่รูป อยู่นานๆ ผมไม่เอา อยากมีช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีคุณภาพ” รศ.นพ.ฉันชายเผย

เมื่อถามต่อว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต อยากจะใช้เวลาทำอะไร ?

รศ.นพ.ฉันชายกล่าวว่า แน่นอนว่า ถ้ามีเรื่องขัดแย้ง (Conflict) อะไร ก็จะแก้ไขให้หมด

“เราอยากให้ตัวเองมีบ่วงให้น้อยที่สุด อยู่ในที่ที่เราอยากอยู่ มีคนที่เรารักอยู่ข้างๆ ไม่อยากไปตายในไอซียู ต่อให้เป็นหมอ ICU ก็ตาม” รศ.นพ.ฉันชายกล่าว

เมื่อกล่าวถึง Palliative Care ที่ให้มีการตัดสินใจร่วมกันในการไม่ยื้อชีวิตผู้ป่วยเพื่อเลี่ยงความทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิต ว่าในอนาคตอาจจะมีเคสการฟ้องร้องของญาติว่าแพทย์ไม่รักษา ‘ปล่อยให้คนไข้ตาย’ เช่นนี้ควรจะมีการสร้างความเข้าใจระหว่างหมอกับคนไข้ อย่างไร ?

รศ.นพ.ฉันชายกล่าวว่า ตนคิดว่า ทั้งคนไข้ สังคม และแพทย์ ซึ่งรวมถึงผู้ที่ดูในเชิงนโยบาย จะต้องมีความเข้าใจเรื่องนี้ ว่าการที่เราจะขับเคลื่อนนโยบายนี้ด้านสาธารณสุข ต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญทั้ง 3 ส่วนนี้

“ไม่ใช่การปล่อย คำว่า ‘การตายดี’ คือการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การรักษาที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ ให้มีประโยชน์ที่สุด ตายอย่างดีที่สุด ถือเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง เราไม่ได้ปล่อย เพียงแต่เป้าหมายในรักษาเปลี่ยนไปจากการยื้อชีวิต เปลี่ยนไปเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิต” รศ.นพ.ฉันชายระบุ

รศ.นพ.ฉันชายกล่าวถึงขอบเขตของโรค ที่ควรดูแลแบบ Palliative Care ว่า คือทุกโรคที่รักษาไม่หาย ทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสเสียชีวิต ซึ่งในปัจจุบันนี้โรคที่เราเจอมากที่สุดคือกลุ่ม NCD ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือโรคเรื้อรังต่างๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งต้องไปดูเรื่องคุณภาพชีวิต

“ยาดีที่สุด คือเหมาะสมกับบริบท ยาดี ไม่ใช่ยาแพง ที่หวังว่าจะยื้อให้เขาอยู่ได้นานที่สุด แต่ยาดี ในบางโอกาส กลับเป็นยาที่ลดความเจ็บปวด ซึ่งเป็นยาที่ราคาถูก เพียงแต่ว่าเราต้องเลือกให้เหมาะสม ต้องให้ยาที่ดีที่สุดที่เหมาะสมกับบริบท”
รศ.นพ.ฉันชายชี้

รศ.นพ.ฉันชายกล่าวอีกว่า การดูแลแบบประคับประคอง Palliative Care ไม่ได้เริ่มเฉพาะผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตเท่านั้น แต่เรามองระยะยาว

“เพราะผมเชื่อว่า มันจะควบคู่ไปกับการรักษาเฉพาะทางในระยะแรกอยู่แล้ว ดังนั้นต้องเปลี่ยน คอนเซ็ปต์ที่ว่า Palliative Care คือการดูแลคนใกล้ตาย ไม่ใช่ แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง”

“แน่นอนว่าเมื่อเป็นโรคนานขึ้น มากขึ้น มีความเสี่ยงความ ทรมานเพิ่มมากขึ้น การรักษาเฉพาะทางมีโอกาสน้อยมาก ดังนั้น Palliative Care จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านนี้ ควบคู่กันไปกับการรักษา” รศ.นพ.ฉันชายกล่าว

ด้านนางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) (สสส.) กล่าวเสริมว่า เรื่องยาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่สภาพปัจจัยแวดล้อมคนไข้เอง ก็มีความสำคัญ

“ทำอย่างไรให้สภาพแวดล้อมช่วงสุดท้ายโอบอุ้มเขา และพาเขาไปสู่คุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก่อนที่เขาจะลาจากโลกนี้ไป สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องการดูแลแบบประคับประคอง มาถึงจุดที่สังคมเห็นความจำเป็น เพราะว่าเรากำลังไปสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงวัยมากขึ้น รวมถึงคนไข้กลุ่ม NCD ที่จะอยู่ในขอบข่ายการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งจะเข้ามาช่วยเหลือ

ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ใช่เรื่องภาระของโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชนรวมถึงผู้ดูแลคนไข้ (Caregiver) ก็ต้องมีความเข้าใจ รวมทั้งตัวผู้ป่วยเอง ที่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องการดูแลแบบประคับประคองด้วยเช่นกัน” นางญาณีกล่าว

ด้าน นพ.ภูริทัต รองผู้อำนวยการ รพ.ราชพิพัฒน์ กล่าวว่า การผลักดันนโยบาย Palliative Care จะทำให้เกิดกระบวนการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายและมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะแทรกซ้อน ที่ทำให้การตัดสินใจยื้อชีวิต ไม่ขาดการมองเรื่องคุณภาพชีวิตไป

“หมายความว่า ตอนที่เราค้นพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นจะเสียชีวิต แต่ยังมีเรื่องอะไรที่ติดค้าง และเราไม่เคยวางแผนมาก่อน มันทำให้เกิดการ ‘ยื้อชีวิต’ ที่ขาดการนึกถึงคุณภาพชีวิต”

การดูแลแบบ Palliative Care จะทำให้เรื่องนี้กลับมาสมดุลมากขึ้น เพราะจะมีกระบวนการที่ทำให้ทั้งฝั่งญาติ ผู้ป่วย รวมถึงแพทย์และพยาบาล เข้าสู่กระบวนการวางแผนร่วมกัน ซึ่งแพทย์กับพยาบาลจะให้รายละเอียดตัวโรค พยากรณ์โรคได้ดีขึ้น เมื่อญาติกับผู้ป่วยได้รับรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะได้วางแผนร่วมกันและมีส่วนร่วมดูแลผู้ป่วย โดยเพิ่มมิติคุณภาพชีวิต ทำตามความปรารถนาในช่วงท้าย ทำให้ทรมานน้อยลง เป็นความสวยงามและลงตัวมากขึ้น” นพ.ภูริทัต

นพ.ภูริทัตกล่าวว่า เรื่องต้นทุน เป็นผลพลอยได้ เราพยายามผลักดันให้คนไข้ได้รับการการดูแลทางสาธารณสุขอย่างดีที่สุด ด้วยการสร้างระบบสาธารณสุขที่คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“เช่นตอนนี้เรามีเคส ICU เพิ่มขึ้น คนไข้ผ่านกระบวนการยื้อชีวิตก่อนจะเข้าสู่กระบวนการวางแผนรักษา แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการ Palliative Care แล้ว ผลพลอยได้เท่าที่เก็บข้อมูลคือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในกลุ่มที่ไม่จำเป็น เช่นคนไข้ที่ติดเตียง ติดเชื้อในกระแสเลือด และสมองขาดการรับรู้แล้ว อาจจะไม่ต้องฟอกไตในจังหวะสุดท้ายเมื่อมีเหตุจำเป็นเช่นไตวาย ซี่งช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น สุดท้ายสะท้อนกลับมาที่คุณภาพชีวิตและความสวยงามของระบบ เรื่องการประหยัดเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น” นพ.ภูริทัตระบุ

เมื่อถามถึงแนวคิด การดูแลบุพการีในวาระสุดท้าย ว่าเท่ากับ ‘ความกตัญญู’ อาจเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการผลักดัน Palliative Care หรือไม่?

คุณหญิงจำนงศรี ผู้ก่อตั้ง ‘ชีวามิตร’ กล่าวว่า เรื่องของความกตัญญู เท่าที่ตัวเองทำงานเรื่องนี้มา เป็นอะไรที่ค่อนข้างทำให้ลูกหลานกังวลและมีความรู้สึกว่าต้องยื้อ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยอาจจะทุกข์ทรมานจากการยื้อนั้นก็ตาม

“แต่ลูกหลานจะไม่กล้าปล่อย คำว่า ‘ไม่กล้าปล่อย’ คือไม่กล้าที่จะให้เข้าสู่กระบวนการ Palliative Care หรือเทอมปลายคือ Terminal Care เพราะว่ามันเป็นความขัดแย้งในตัวเขาเอง ในสิ่งที่เขาเชื่อ ที่ถูกอบรม ถูกสอนมา” คุณหญิงจำนงศรีเผย

คุณหญิงจำนงศรีกล่าวต่อว่า เท่าที่ตนค้นพบในการทำงานด้านนี้ มักจะเจอปัญหา 3 อย่างคือ 1.ฉันจะบาปไหม ถ้าเกิดไม่สู้ตายทุกวิถีทาง 2.ฉันอยู่กับเขามาตลอดชีวิต เขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็ก ฉันจะอยู่โดยไม่มีเขาได้อย่างไร ซึ่งกรณีของสามีภรรยาก็คล้ายๆ กัน 3.แล้วถ้าฉันปล่อยไป ญาติและคนอื่นๆ จะว่าอย่างไร

“3 อย่างนี้ที่เป็นประเด็น แต่คนที่ป่วยอยู่ หายใจแฮ่กๆ เราดันลืมคิดถึงความรู้สึกของคนนั้นไป เพราะสิ่งที่กลัวมากคือ ‘กลัวบาป’ ตัดใจไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลก็ย้อนกลับมาที่ต้นเหตุ อยู่ที่ ‘ฉันห่วงตัวฉัน’ แต่ว่ามันมองไม่เห็นอันนั้น เราอยากให้ทำความเข้าใจกับตัวเองให้ดี เวลาพ่อแม่ หรือสามีภรรยา คู่ชีวิต อยู่ในช่วงลมหายใจสุดท้าย เราต้องดูที่ใจ เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอีกเยอะจากที่เรียนรู้มา 20 กว่าปี”

“พระอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าว่า ตอนที่แม่ท่านป่วยยาวอยู่ในโรงพยาบาล นึกว่าแม่ของท่านไม่รู้ตัวมา 2 ปีแล้ว แต่ปรากฏว่ามีวันหนึ่ง เมื่อแพทย์ปรึกษากันในห้องว่าขณะนี้อาจถึงจุดที่ท่านต้องผ่าตัดเพื่อจะช่วยชีวิตเอาไว้ ลูกๆ 4 คนคุยกันแล้วตอบว่า ‘ไม่เอาอะ’ เพราะไม่อยากให้ท่านเจ็บตัว พระอาจารย์รูปนี้ตกใจที่สุด คือแม่ซึ่งไม่พูดไม่จาอะไรมานาน ลืมตาขึ้นมาแล้วบอกว่า ‘ขอบใจ’ แล้วก็หลับตาต่อ พอจะเข้าใจไหม นี่คือเรื่องจริง” คุณหญิงจำนงศรีเผย

มองว่าถ้าเรื่อง Palliative Care ไปปรากฏในหลักสูตรการศึกษาไทย มีการสอนให้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการตายตั้งแต่เด็ก จะเป็นอย่างไร?

คุณหญิงจำนงศรีชี้ว่า สมควรมีเรื่องนี้ในหลักสูตรการศึกษา ให้เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

“อันที่จริง เด็กเขาก็เห็นมด-แมลง ตายอยู่แล้ว และจากที่ทำงานนี้มาพูดได้เลยว่า แม่ตัวเองตายตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง เราอยู่กับคำว่า ‘ตาย’ มาตลอดเพราะต้องตอบคนนู้นคนนี้อยู่ตลอดเวลาว่าแม่ไปไหน ทำไมไม่มารับเวลาไปโรงเรียน ทำให้เราไม่กลัวการใช้คำว่า ‘ตาย’ แม้คนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงไปใช้คำว่า ‘จากไป’ แทน

ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่ตาย ลูกหมาตาย เราจะสังเกตเห็นกระบวนการอยู่ตลอดเพราะมันชินกับคำนี้ มันไม่ใช่คำที่บวก หรือลบอะไร” คุณหญิงจำนงศรีเผย

ตายดี ในความหมายส่วนตัว?

คุณหญิงจำนงศรีเผยว่า สำหรับตน ตายดี คือการตายด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง ไม่ติดขัด ไม่ห่วง ไม่กลัว

“กลัว กับห่วง เป็นอะไรที่ใจมันไม่ใส เราต้องการให้คนไข้ไปอย่างใจใส เพราะฉะนั้นที่เราดูแลเขาด้วยแนวทาง Palliative Care นั้นสำคัญมาก เป็นการดูแลใจ และเป็นกระบวนการที่ทำให้เขาสามารถเข้าใจปัญหาของตัวเองได้ รู้ถึงสิ่งที่ติดอยู่ในใจ

เพราะถ้าไม่เข้าใจ มันก็ปล่อยวางไม่ได้ เป็นอะไรที่เราถือว่าสำคัญมาก เราจะไม่พูดถึงคำว่า ศาสนา เพราะทุกศาสนา ทุกคน มีความสำคัญไม่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร เราต้องมองสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์มากกว่า” คุณหญิงจำนงศรีกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมอฉันชาย ชี้ ‘ยื้อชีวิต’ อาจไม่ใช่ยาดี-ขอเลือกจบชีวิตข้างคนรัก ร่วม สสส.ดันสังคม ‘ตายดี’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...