หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Beijing Kinging Holdings Limited
ประพันธ์โดย:新版红双喜(Xīnbǎn hóngshuāngxǐ)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย:GloryForeverPublicCompanyLimited
บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ
แปลและเรียบเรียงโดย:ณัฐชยา ชัชวาล ตอนที่ 1-150
สิรินทร์ แซ่ล้อ ตอนที่ 151 เป็นต้นไป
พิสูจน์อักษร:ปิยนุช มีสุข
เขาเป็นใคร? เหตุใดจึงมีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์? ฟื้นจากหลุมศพเพื่อสิ่งใด?
14 ปีให้หลัง “ฉินชู” ก็ได้รู้ความจริงจากปากท่านผู้เฒ่า
แท้จริงแล้วสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง คือเหตุที่ทำให้เขารอดพ้นจากความตาย
มีเพียง “จี้หยกสลัก” ของสำคัญติดตัวเท่านั้น ที่จะตอบข้อสงสัยทั้งปวงได้
บัดนี้ถึงเวลาค้นหาตัวตน ด้วยวิชาคาถาอาคม ทั้งบำเพ็ญตนในอ่างโอสถตลอดหลายปี
สู่การเดินทางเข้าสำนักฝึกวิชา พยายามไขว่คว้าทุกอย่างที่ขวางหน้า
เพียงไม่นานความยิ่งใหญ่ก็ฉายแววจนเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว!
เมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์ถูกเปิดเผย ความอันตรายกลับยิ่งแผ่ขยายในทุกย่างก้าว
เบื้องหลังตัวตนนี้มีสิ่งใดรออยู่? เมื่อชะตาลิขิตมาให้เขาเป็นเจ้าแห่งพิภพ!
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
เดนคนทรงอำนาจ
บทที่ 1 เดนคนทรงอำนาจ
เทือกเขาเขียวขจี สายน้ำใสมรกต ทิวทัศน์แผ่ไพศาลสุดสายตากว้างสุดลูกหูลูกตา!
ปรากฏชายหนุ่มในชุดคลุมยาวเนื้อผ้าหยาบ ใบหน้าเจือแววองอาจกำลังนอนชมแสงอาทิตย์อัสดงอยู่ใต้ต้นไม้หน้ากระท่อม ไม่นานนัก
ผู้เฒ่าในชุดคลุมเขียวคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาและเตะชายหนุ่มไปหนึ่งที
“ท่านคิดจะทำอะไร ข้าจัดการเรื่องที่ท่านขอร้องให้ทำเสร็จหมดแล้ว ตอนนี้พวกเรามีฟืนกองเป็นภูเขาแล้ว” ชายหนุ่มชี้ไปทางกองฟืนที่กองอยู่ด้านหลังกระท่อม
ผู้เฒ่าเดินมาด้านหน้ากองฟืนโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็จุดไฟที่กองฟืนนั้นภายใต้สายตาอันแปลกใจของชายหนุ่ม
“วันนี้พวกเราต้องไปแล้ว เจ้าอยากเรียนวิชากระบี่ไม่ใช่หรือ โอกาสมาถึงเจ้าแล้ว แต่ว่าเพียงแต่พวกเราต้องไปที่ที่หนึ่งก่อน” เมื่อผู้เฒ่าพูดจบก็พาชายหนุ่มไปจากกระท่อม และพาและพามายังที่ช่องเขาแห่งหนึ่ง
ภายในช่องเขามีหลุมศพร้างอยู่ ด้านหน้าหลุมศพปักป้ายไร้นามเอาไว้
“ท่านผู้เฒ่า นี่คือหลุมศพของผู้ใด” ชายหนุ่มเอ่ยถามผู้เฒ่า
ผู้เฒ่าหันหน้ามามองชายหนุ่ม “ก่อนหน้านี้เจ้าเตะป้ายหลุมศพนี่นี้ไปหลายครั้งเลยใช่หรือไม่ ตอนนี้ข้าจะบอกเจ้าให้เจ้าได้รู้ นี่ก็คือหลุมศพของตัวเจ้านั่นแหละ!”
แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาชี้ไปยังหลุมศพสลับกลับมาชี้ที่อกของตัวเอง
“ใช่แล้ว นี่เป็นหลุมศพของเจ้า ก่อนหน้านี้สิบสี่ปี ข้าผ่านมายังที่นี่และพบว่าข้างในหลุมยังมีสัญญาณชีวิตอยู่ ข้าจึงขุดเจ้าขึ้นมาและเลี้ยงดูเจ้ามาตลอดสิบสี่ปี!” ผู้เฒ่ามองชายหนุ่มพลางพูดเอ่ย
ในดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความตกตะลึง “ท่านผู้เฒ่าหมายความว่าฉินชูผู้นี้ไม่ได้ถูกท่านเก็บมาเลี้ยง แต่ถูกถือขุดขึ้นมาอย่างนั้นงั้นหรือ”
“ใช่แล้ว ที่คอของเจ้ามีจี้หยกที่สลักคำว่าฉินอยู่ ส่วนคำว่า ‘ชู’ ก็หมายความว่า ‘เริ่มต้น’ เพราะในวันนั้นเป็นวันที่แสงอรุณเฉิดฉาย ข้าจึงตั้งชื่อให้เจ้าว่าฉินชู หลังจากนี้ไป ข้ามีธุระเรื่องอื่นที่ต้องจัดการอีก นี่ข้าเสียเวลามาสิบสี่ปีแล้ว และจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้ ดังนั้นวันนี้ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟัง” ผู้เฒ่าเอ่ยปากพูด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินชูชูฉินก็เงียบลง จากนั้นก็โค้งตัวคารวะท่านผู้เฒ่า “ข้าขอขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าที่เลี้ยงฉินชูผู้นี้มาตลอดสิบสี่ปี!”
“ตอนแรก บนร่างกายเจ้ามีบาดแผลจากกระบี่อยู่หนึ่งแห่ง มันทะลวงจนทะลุหน้าอกเจ้า การที่เจ้ารอดมาได้ก็เพราะในร่างกายเจ้ามีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์อยู่ เรื่องนี้เจ้าต้องระวังอย่าเล่าให้ผู้ห้คนอื่นฟังเป็นอันเด็ดขาด เพราะมันจะนำพาความตายมาสู่ตัวเจ้าเอง” ผู้เฒ่าพูดพลางมองฉินชู
จากนั้นผู้เฒ่าก็เล่าให้เขาฟังต่อว่าฝาหินปิดหลุมศพของเขาถูกตัดด้วยกระบี่ อาจเป็นเพราะตอนนั้นคนที่ฝังศพเขาคงรีบร้อนเกินไป เนื่องจากคนผู้นั้นอาจจะพราะคงกำลังถูกตามล่าอยู่ บาดแผลบนร่างกายของเขาก็คงเกิดจากฝีมือของผู้ที่ตามล่าเขาอยู่เช่นกัน เบาะแสเดียวที่พอจะชี้ถึงต้นกำเนิดของเขาได้ก็มีแค่เพียงจี้หยก แต่ก็ยังพอมีอยู่อีกหนึ่งวิธีนั่นคือต้องไปที่สำนักชิงหยุน เพราะผู้เฒ่าโม่แห่งสำนักชิงหยุนนั้นเชี่ยวชาญวิชาย้อนนิมิต ซึ่งอาจจะสามารถย้อนนิมิตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบสี่ปีก่อนได้
“ตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา ข้าให้เจ้าแช่น้ำโอสถทุกวันจนเลือดศักดิ์สิทธิ์ในตัวเจ้าเริ่มตื่นตัว นอกเหนือจากนี้ ข้าได้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้แก่เจ้าไปแล้ว ดังนั้นเจ้าต้องบำเพ็ญเพียรฝึกตนให้สม่ำเสมอ ในส่วนเรื่องที่เจ้าขอร้องมาตลอดว่าอยากไปร่ำเรียนวิชากระบี่ที่สำนักชิงหยุน เจ้าสามารถไปได้ แต่ควรรู้ไว้อย่างว่าผู้เฒ่าโม่ที่เจ้าอยากเจอเจอตัวนั้น พบเจอได้ยากมาก เจ้าต้องมีคุณสมบัติที่ถึงขั้นก่อน หากถ้ายังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะให้ผู้อื่นสนใจ แล้วผู้ใดจะช่วยเหลือเจ้า ขืนเจ้ายังดั้นด้นอยากรู้เรื่องชาติกำเนิดของตัวเองในขณะที่ตัวเจ้ายังเป็นเช่นกระทั่งแบบนี้ เจ้าได้ตายอย่างไม่รู้ตัวแน่ น่นอน ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ก็ต้องฝึกฝนให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าพรุ่งนี้จะหาข้าวกินที่ไหน!” เมื่อพูดจบ ร่างของผู้เฒ่าก็หายลับไปกับอากาศ
เมื่อผู้เฒ่าจากไป ฉินชูที่ยืนอยู่ด้านหน้าหลุมฝังศพก็ยื่นมือไปลูบป้ายหิน “ไม่ว่าคนที่ฝังข้าจะเป็นไปผู้ใด หัวใจเจ้าช่างเหี้ยมโหดที่กล้าฝังข้าทั้งเป็น!”
พึมพำอยู่พักหนึ่ง ฉินชูก็กลับมาเก็บของที่กระท่อม เขานำเสื้อผ้าสองสามชุดยัดใส่กระเป๋าแล้ว สะพายขึ้นไหล่ ก่อนจะหายตัวแวบไปจากกระท่อมเพื่อมุ่งหน้าไปยังสำนักชิงหยุน
เงาาคนร่างหนึ่งกำลังวิ่งทะยานอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ซึ่งเงาร่างประหนึ่งเสือดาวนักล่า เงานั้นก็ก็คือฉินชูที่พึ่งจากกระท่อมมา
เหล่าสัตว์เดรัจฉานที่ขวางทางล้วนถูกฉินชูซัดจนตาย ไม่เว้นแม้แต่เสือโคร่งที่ดุร้าย
ณ แคว้นหนานเหยียน สำนักชิงหยุนคือสำนักวิถีกระบี่เพียงหนึ่งเดียวในแคว้นนี้ เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่ต้องการฝึกกระบี่ ทุกครั้งที่สำนักชิงหยุนเปิดรับลูกศิษย์จะมีเหล่าผู้คนที่มุ่งหมายฝากตัวเข้าสำนักนับหมื่น แต่เงื่อนไขรับเข้าเป็นศิษย์ของสำนักชิงหยุดช่างสุดแสนหฤโหด ผู้ที่ผ่านเข้าไปได้มีเพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้น
เมื่อพิธีเปิดรับลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนที่หนึ่งปีมีครั้งหนึ่งสิ้นสุดลง ก็มีทั้งคนดีใจและ มีทั้งคนเสียใจ เหล่าชายหนุ่มที่ไม่ได้รับเลือกต่างพากันจากสำนักชิงหยุนไปด้วยความสิ้นหวัง
แผ่นหลังที่สะพายกระเป๋าของชายหนุ่มร่างหนึ่งปรากฏขึ้นหน้า เขามาถึงประตูใหญ่ของสำนักชิงหยุน “เหตุใดพิธีคัดเลือกลูกศิษย์ถึงไม่มีคน”
ลูกศิษย์ของสำนักที่เฝ้าประตูใหญ่มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ราวกับมองเหล่าคนโง่เขลา “พิธีคัดเลือกลูกศิษย์สิ้นสุดไปตั้งแต่เมื่อวาน เจ้ายังมีหน้ามาบอกว่าไม่มีคนอีกหรือ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกศิษย์สำนักชิงหยุน ชายหนุ่มก็ยกมือตบหน้าผากตัวเอง เขารีบเร่งขนาดนี้แล้วยังไม่ทันอีก ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือฉินชูนั่นเอง
“พี่ใหญ่พอจะอนุโลมแหกกฎให้ข้าได้หรือไม่” ฉินชูลูบมือพลางพูดขึ้น เขาหมดสิ้นหนทางแล้ว วันนี้ไม่อาจฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ที่สำนักชิงหยุนได้ ข้าวเย็นก็ยังไม่ตกถึงท้อง เขาไม่ยอมทนหิวอยู่เช่นแบบนี้แน่นอน
“เจ้าคิดอะไรอยู่ เจ้าเป็นใครกันถึงได้เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้สำนักชิงหยุนของพวกเราแหกกฎ นี่เจ้ามันตัวอะไรกันแน่” ลูกศิษย์สำนักชิงหยุนถลึงตาใส่ฉินชู
ฉินชูยีผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง ก่อนพุ่งเข้าไปต่อยชายที่เฝ้าประตูใหญ่จนล้มลงไปที่พื้นในบัดดล คนที่ด่าเขาต้องถูกต่อยก่อน หลังจากนั้นแล้วค่อยว่ากัน ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขา เขาเจอสัตว์ร้ายมามากมาย และวิธีการจัดการก็มีเพียงกำปั้นเท่านั้น ถ้าหมัดหนักพอ อีกฝ่ายก็หมดฤทธิ์ ทำได้เพียงแค่แยกเขี้ยวยิงฟันใส่เขา
ลูกศิษย์เฝ้าประตูผู้นี้ล้มลงไปที่พื้น มือกุมท้องตัวงอเหมือนกุ้งก็ไม่ปาน
แต่ขณะที่ลูกศิษย์ขอสำนักชิงหยุนผู้นี้กำลังจะปริปากพูด อยู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนสองคนปรากฏตัวขึ้นมาจากด้านในประตู
“ศิษย์พี่ลู่ ฝากท่านดูแลเด็กของข้าด้วย” ชายวัยกลางคนหนึ่งในนั้นประสานหมัดคารวะอีกคนก่อนจากไป
ชายวัยกลางคนที่เหลืออยู่มองมาทางฉินชู “เจ้ากล้าลงมือที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักชิงหยุนงั้นหรือ”
“เขาด่าข้า ข้าจึงต่อยเขา แบบนี้ก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือ” ฉินชูถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวและปรับท่วงท่า ท่วงท่า เขาต้องเตรียมพร้อมก่อนชายวัยกลางคนผู้นี้จะลงมือ
“จริงอยู่ที่ที่เขาด่าเจ้าเป็นเรื่องไม่ถูก แต่การลงไม้ลงมือที่หน้าประตูใหญ่ของสำนักชิงหยุนเป็นเรื่องต้องห้าม ดู! ดูๆ แล้วเจ้าก็ยังเด็กอยู่ ข้าจึงไม่อยากถือสา ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด” ชายวัยกลางคนกวาดมองฉินชูพลางเอ่ยถามอย่างไร้เจตนาจะลงมือกับเขา
ฉินชูถอนหายใจอย่างโล่งอก “ข้าอยากฝากตัวเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุน จึงอยากให้เขาอนุโลมให้ข้า ดูว่าพอจะแหกกฎได้หรือไม่”
“พิธีรับลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนสิ้นสุดลงแล้ว สำนักชิงหยุนของพวกเราสืบทอดสานต่อมายาวนาน มีลูกศิษย์ในสำนักนับหมื่น ไม่ใช่สำนักปลาซิวปลาสร้อย เจ้าคิดว่าสามารถแหกกฎเพื่อเจ้าเพียงผู้เดียวได้หรือ” ชายวัยกลางคนแสยะยิ้มเอ่ย
“พวกท่านควรแหกฎ เพราะในภายภาคหน้า สำนักชิงหยุนจะต้องภาคภูมิใจในตัวข้าเป็นแน่” ฉินชูพูดพลางมองหน้าชายวัยกลางคน
“เจ้าบอกว่าสำนักชิงหยุนจะภูมิใจในตัวเจ้างั้นหรือ?” ชายวัยกลางคนเงียบขรึมลงไปพักหนึ่งก่อนพูดขึ้น
“ใช่แล้ว ฉินชูผู้นี้กล่าววาจาเช่น่าแบบนั้น!” ฉินชูยกมือขึ้นทุบหน้าอกตัวเอง
“ท่านอาวุโสลู่ เจ้าหมอนี้พูดจาหลักลอย ท่านอย่าไปฟังมัน ข้าจะไล่มันไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!” ลูกศิษย์เฝ้าประตูที่ถูกฉินชูซัดลุกขึ้นมาพูด
ท่านอาวุโสลู่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ระยะเวลาคัดเลือกลูกศิษย์ของสำนักสิ้นสุดลงแล้ว ถึงต่อให้ยังไม่สิ้นสุดลง ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเจ้าจะผ่าน แต่ดูจากคำพูดของเจ้าเมื่อครู่ ข้าจะลองให้โอกาสดู…เจ้า พอจะเป็นศิษย์รับใช้ได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ เหตุใดถึงจะไม่ได้!” เมื่อได้รับโอกาส ฉินชูก็ดีใจขึ้นมา เป็นศิษย์รับใช้แล้วมันเป็นอย่างไร ขอแค่วันนี้มีข้าวเย็นกินก็พอแล้ว
จากนั้น ท่านอาวุโสลู่ก็พาฉินชูไปที่หอศิษย์รับใช้ในสำนักชิงหยุน อธิบายให้เขาฟังสักพักก่อนจากไป
ฉินชูไปส่งท่านอาวุโสลู่ออกจากหอศิษย์รับใช้ “ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งขอรับ แล้วท่านจะไม่ผิดหวังกับการตัดสินใจในวันนี้”
“ไม่เลว แต่การลงไม้ลงมือเพียงเพราะคำพูดไม่เข้าหูเจ้านั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควร!” ท่านอาวุโสลู่มองฉินชูอีกพักสักหนึ่งก่อนจากไป ถึงเขาจะเตือนฉินชูแบบนี้ แต่ค่ภายในใจกลับคิดว่าหน่วอยก้านของฉินชูนั้นดีเยี่ยม นี่เป็นเหตุผลที่เขาเก็บฉินชูไว้
ภายใต้คำสั่งของผู้ดูแลหอศิษย์รับใช้ ฉินชูถูกศิษย์รับใช้พามายังที่อยู่อาศัยของศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงหยุน
ภายในบริเวณที่อยู่ มีศิษย์รับใช้เดินขวักไขว่เต็มไปหมด โดยไม่มีใครสนใจฉินชูเลยสักคน
ไม่นานนัก ก็มีศิษย์รับใช้ร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งโยนไม้กวาดให้ฉินชูไปทำงาน
ขณะทำหน้าที่ของตน ฉินชูถูกศิษย์รับใช้ร่างอ้วนคนนี้ตำหนิอยู่หลายหน
เมื่อกินข้าวเย็นเสร็จ ฉินชูอึดอัดใจยิ่งนักเพราะเขาถูกจัดให้อยู่ห้องเดียวกับศิษย์รับใช้ร่างอ้วนคนนี้ และยังต้องเบียดเสียดกับอีกสองสามคนในห้องเดียวกันอีก
“สำนักจัดระเบียบให้ศิษย์รับใช้อย่างพวกเราอีท่าไหนกันแบบไหนกัน เบื้องบนมอบหมายให้เจ้าอ้วนคนนี้เป็นคนจัดการอย่างนั้นงั้นหรือ” ฉินชูมองศิษย์รับใช้ร่างผอมที่นอนอยู่ข้างๆ ตัวเองพลางเอ่ยถาม
“ไม่ใช่ เขาชกต่อยเป็น พวกเราสู้เขาไม่ไหว เขาจึงกลายเป็นลูกพี่ไปโดยปริยาย อีกอย่างเขาจัดการงานเป็น ทำให้กฎต่างๆ ของเหล่าศิษย์รับใช้เป็นอย่างที่เห็น” ศิษย์รับงใช้ร่างผอมเอ่ยปากพูด
สองวันต่อมา ไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่งานเล็ก ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนก็เอาแต่เรียกใช้ฉินชู ทำเอาเขาไม่พอใจหนักขึ้นยิ่งนัก
ครั้นฉินชูกำลังจะหย่อนก้นนั่งพัก ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนก็เข้ามา “ฉินชู ไปล้างห้องน้ำของพวกว่าที่ลูกศิษย์ด้วย”
“ข้าไม่ไป เจ้าไปเองแล้วกัน!” ฉินชูไม่ยอมทนอีกต่อไม่ ตัวเขาไม่อยากล้างห้องน้ำจึงเอ่ยปากตอบกลับไป
“เจ้าอยากเจ็บตัวนักหรือ” ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนปล่อยพุ่งหมัดเข้าใส่ฉินชูทันที
ฉินชูถอยหลังหลบหนึ่งก้าว ก่อนพุ่งตัวไปข้างหน้าและอัดหมัดเข้าที่หน้าท้องพุงของศิษย์รับใช้ร่างอ้วนจนล้มหงายหลัง จากนั้นก็ขึ้นไปคร่อมบนตัวและซัดเขาไปที่ตาของอีกฝ่าย “เกลือกกลั้วในสถานที่ของศิษย์รับใช้แท้ๆ คิดว่าตัวเองแน่นักหรือ!”
ข้าเป็นหัวหน้า
บทที่ 2 ข้าเป็นหัวหน้า
“ช้าก่อน! มีอะไรค่อยๆ พูด” ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนยกมือทั้งสองข้างกุมใบหน้าพลางร้องตะโกนเสียงดัง
ฉินชูหยุดมือลง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าขอเป็นหัวหน้าของที่นี่ได้หรือไม่”
“ได้ เจ้าเป็นหัวหน้าไปเลย” ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนรีบตอบ
เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่ายยอมจำนน ฉินชูจึงยืนขึ้น หลังจากยืนขึ้น ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนก็ยืนขึ้นตามและชี้นิ้วใส่ฉินชูคล้ายอยากจะพูดอะไร
ทันใดนั้น ฉินชูก็ซัดหมัดเข้าไปที่ราวบันไดข้างๆ จนแหลกละเอียด “เจ้ายังมีอะไรอยากจะพูดอีก”
เห็นราวบันไดที่แตกละเอียด ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนถึงกลับหน้าถอดสีรีบส่ายหัวทันควัน ฉินชูแข็งแกร่งเกินไป เขาไม่มีทางสู้ไหวแน่นอน
“เจ้าทำหน้าที่ดูแลงานได้เหมือนเดิม แต่ห้ามมายุ่งกับข้า แล้วก็สละที่พักของเจ้าให้ข้าเสีย” ฉินชูเอ่ยปากพูด
ศิษย์รับใช้ร่างอ้วนพยักหน้าราวกับลูกเจี๊ยบจิกเมล็ดข้าว เขากลัวฉินชูต่อยมาที่หัวของเขา หากเขาโดนฉินชูต่อยมาที่หัว หัวเขาคงแหลกละเอียดเหมือนราวบันไดแน่
ในที่สุดแต่ละวันของฉินชูก็ดำเนินไปอย่างสุขสบาย หน้าที่ควบคุมและดูแลหอศิษย์รับใช้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอ้อพั่ง ตัวเขาไม่ต้องทำอะไรและอาศัยอยู่ในห้องเดี่ยวของตัวเอง
เอ้อพั่งเป็นชื่อที่ฉินชูตั้งให้ศิษย์รับใช้ร่างอ้วน ตัวเขาเป็นลูกพี่ใหญ่ ส่วนศิษย์รับใช้ร่างอ้วนเป็นลูกพี่รอง ดังนั้นเขาจึงตั้งชื่อว่าเอ้อ[1] พั่ง
สองวันผ่านไปอย่างผาสุก ฉินชูนึกอยากฝึกกระบี่ขึ้นมา จึงถามเอ้อพั่งไปและได้ความมาว่าเขาจำเป็นต้องสะสมแต้มคุณูปการ เพื่อแลกกับอาวุธและตำรายุทธ์ เมื่อมีแต้มคุณูปการมากพอก็จะสามารถแลกตำรายุทธ์ที่หอคัมภีร์และแลกอาวุธที่คลังศัสตราได้ โดยทั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ยอดเขาหลักของเทือกเขาชิงหยุน
สถานที่ที่ฉินชูอยู่ในขณะนี้คือยอดเขาชิงจู๋ เป็นหนึ่งในยอดเขาทั้งเจ็ดแห่งของสำนักชิงหยุนและเนื่องจากยอดเขาชิงจู๋ขาดแคลนคน ฉินชูจึงต้องมาเป็นศิษย์รับใช้ที่นี่
แต้มคุณูปการมาจากการที่ลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ อ้างตามกฎระเบียบของสำนัก ศิษย์คนใดมีความสามารถในด้านใด ทางสำนักก็มีหน้าที่รองรับ หากอุทิศตัวให้สำนักมากเท่าไร ก็จะได้รับการดูแลที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อว่างจากงานที่หอศิษย์รับใช้ ฉินชูก็มายังหอคุณูปการที่ยอดเขาชิงจู๋ เขาต้องทำภารกิจเท่านั้นถึงจะได้รับแต้มคุณูปการ เพื่อแลกกับตำรายุทธ์
เมื่อบรรดาลูกศิษย์สำนักชิงหยุนที่อยู่ภายในหอคุณูปการเห็นศิษย์รับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความแปลกใจทันที เหล่าลูกศิษย์ในสำนักชิงหยุนต่างคิดว่าเป็นแค่ศิษย์รับใช้แต่ยังกล้าเสนอหน้ามาขอรับภารกิจได้เยี่ยงไร
เป็นที่รู้กันในสำนักชิงหยุน คำว่าศิษย์รับใช้เป็นอีกชื่อเรียกของคำว่าสวะไร้ประโยชน์ เนื่องจากเป็นผู้ที่คุณสมบัติไม่ถึง จึงเป็นได้แค่ศิษย์รับใช้ มีคนสติดีที่ไหนที่อยากเป็นศิษย์รับใช้บ้าง
ฉินชูเดินยืดอกเข้ามาหยุดอยู่ด้านหน้ากระดานประกาศภารกิจ แล้วเอื้อมมือออกไปดึงป้ายภารกิจมาสองสามแผ่น
“หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้าจะทำอะไร” ผู้ดูแลหอคุณูปการตวาดขึ้นมาเสียงดัง
“ข้ามารับภารกิจ ศิษย์รับใช้ทำภารกิจไม่ได้หรือ” ฉินชูมองไปทางผู้ดูแลหอคุณูปการ
“ศิษย์รับใช้ทำภารกิจไม่ได้หรือ…” ผู้ดูแลหอคุณูปการทวนคำพูดของเขาอย่างตะลึงงัน ก็ถูกของเขา เพราะไม่มีกฎระเบียบของสำนักข้อไหนบัญญัติเอาไว้ว่าศิษย์รับใช้ห้ามทำภารกิจ ขอแค่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ก็สามารถทำภารกิจได้ทั้งนั้น
ฉินชูคลี่ยิ้มก่อนหันกลับไปดูภารกิจ “ดูเหมือนว่าศิษย์รับใช้จะทำภารกิจได้สินะ”
“เจ้าหนู หากทำภารกิจไม่สำเร็จ ข้าคนนี้จะหักแต้มคุณูปการของเจ้า” ผู้ดูแลหอคุณูปการตะโกนไล่หลังฉินชู
“ท่านผู้ดูแล ศิษย์รับใช้ไม่มีแต้มคุณูปการอยู่แล้ว” ฉินชูตอบกลับ ทว่าเสียงของเขาบางเบาลงตามระยะที่เคลื่อนออกห่าง
“หากเจ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ ข้าจะไปถลกหนังเจ้าที่หอศิษย์รับใช้” ผู้ดูแลหอคุณูปการตะโกนไล่ตามหลังฉินชูอย่างเดือดดาล เขาไม่เคยเห็นศิษย์รับใช้ที่อวดดีแบบนี้มาก่อน
ฉินชูอ่านป้ายภารกิจจบ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่เขตด้านหลังยอดเขาชิงจู๋ ที่นั่นเป็นป่ารกร้างแต่กลับเต็มไปด้วยสมุนไพรและสัตว์อสูร
ภารกิจในมือของฉินชูคือการฆ่าสัตว์อสูรและเก็บรวบรวมสมุนไพร ซึ่งไม่ยากสำหรับเขาเลยสักนิด เขาโตมาในหุบเขาลึกและเคยฆ่าสัตว์อสูรขั้นสองและสามมาก่อน
ในยุทธภพ พลังของผู้ฝึกตนถูกแบ่งออกเป็นลำดับขั้น คือ ขั้นที่หนึ่งจวี้หยวน (ดูดซับอณูปราณ) ขั้นที่สองหนิงหยวน (หลอมอณูปราณ) ขั้นที่สามเจินหยวน (ก่อเกิดพลังปราณ) ขั้นที่สี่หลิงหยวน (ก่อเกิดพลังวิญญาณ) ขั้นที่ห้าเทียนหยวน (ปราณฟ้า) ขั้นที่หกหวางเจ่อ (ราชัน) ขั้นที่เจ็ดจุนเจ่อ (ศาสดา) ซึ่งพวกสัตว์อสูรก็มีลำดับขั้นเช่นกัน โดยที่สัตว์อสูรตั้งแต่ระดับสองขึ้นไปจะมีผลึกพลังที่อุดมไปด้วยพลังงานและพลังชีวิต ทำให้มีราคาที่ค่อนข้างสูง
ฉินชูยังไม่เคยฝึกพลังปราณ แต่ร่างกายของเขากลับกำยำแข็งแกร่งไม่ธรรมดาเหมือนผู้อื่น อีกทั้งตัวเขาก็พอมีทักษะการต่อสู้อยู่บ้าง
ครั้นเข้าไปในพื้นที่หุบเขาลึก ฉินชูก็ไล่เก็บสมุนไพรไปเรื่อยๆ
เขามุ่งหน้าเข้าไปในหุบเขาลึกกว่าครึ่งวัน แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาได้กลิ่นคาวเลือด นี่เป็นกลิ่นเลือดของสัตว์อสูร
เมื่อมองไปทางต้นลม ฉินชูถึงกับผงะ หมาป่าดำฝูงหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้า พวกมันเป็นสัตว์อสูรขั้นสอง
ฉินชูไม่คิดจะหนี แต่ตัวเขากลับพุ่งเข้าไปทันที เขากำกำปั้นแน่นแล้วระรัวหมัดใส่หมาป่าดำ จนเกิดเสียงดังตุบตับ หัวหมาป่าดำพลันถูกเขาอัดจนเละไปตามๆ กัน
หมาหมู่…ฉินชูเคยผ่านการต่อสู้เช่นนี้มาแล้ว ดังนั้นเขาไม่กลัว
ใช้เวลาต่อสู้อยู่พักหนึ่ง หมาป่าดำยี่สิบกว่าตัวที่เป็นสัตว์อสูรขั้นสอง และหมาป่าดำจ่าฝูงที่อยู่ขั้นสามล้วนถูกฉินชูจัดการ การต่อสู้ครั้งนี้เหมือนเป็นการเตะต่อยเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเขาเท่านั้น
เขาควักมีดสั้นสำหรับการล่าสัตว์ที่ตัวเองใช้เป็นประจำออกมา จากนั้นก็ชำแหละเอาผลึกพลังของฝูงหมาป่าดำออกมา ก่อนจะเดินหน้าไปต่อ
ต่อสู้อยู่ในหุบเขาลึกอยู่สองวันเต็ม ถุงย่ามบนตัวของฉินชูสองใบก็ถูกเติมเต็มจนไม่อาจยัดสิ่งใดลงไปได้อีก ฉินชูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหลังและมุ่งหน้ากลับสำนักชิงหยุน ตอนนี้เป็นยามพลบค่ำแล้ว แต่ความมืดก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี
เมื่อกลับมาถึงสำนักชิงหยุนก็เป็นช่วงสายของเช้าอีกวันไปเสียแล้ว สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดก็คือพลาดเวลาอาหารเช้าไป แต่สิ่งที่ทำให้เขาดีใจก็คือผลประกอบการของภารกิจครั้งนี้สามารถแลกแต้มคุณูปการได้ไม่น้อย ซึ่งอีกไม่นานเขาคงสามารถแลกตำราวิชากระบี่ได้แล้ว
ครั้นฉินชูมาถึงหอคุณูปการ เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ภายในห้องโถงจำนวนไม่น้อยต่างพากันรายงานผลของภารกิจ
เมื่อฉินชูมาถึง บรรดาลูกศิษย์สำนักชิงหยุนต่างพากันหลีกทางให้ พวกเขาล้วนยกมือปิดจมูกตัวเอง เพราะทั่วร่างกายของฉินชูเต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง คนอื่นใช้กระบี่ต่อสู้ แต่ฉินชูกลับใช้แค่หมัด จึงทำให้ตัวเขามีเลือดอาบทั่วทั้งตัว
“เจ้าหนูอวดดี นี่เจ้ายังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกหรือ” ผู้ดูแลหอคุณูปการโผล่ขึ้นมาพร้อมกับเอื้อมมือไปบีบคอฉินชู เขาจำฉินชูได้เป็นอย่างดี
“คิดจะทำอะไร มีอะไรก็พูดคุยกันดีๆ ข้ามาเพื่อรายงานภารกิจ” ฉินชูคว้ามือผู้ดูแลหอคุณูปการพลางเอ่ย
“รายงานภารกิจ?” ผู้ดูแลหอคุณูปการปล่อยมือออก ก่อนกวาดมองฉินชูด้วยสายตาแปลกใจ
ฉินชูเดินไปด้านหน้ากระดาษประกาศภารกิจ ก่อนดึงป้ายรายชื่อสมุนไพรและผลึกพลังของสัตว์อสูรมาอีกสองสามใบ จากนั้นก็มาหยุดด้านหน้าโต๊ะยาวพร้อมกับควักผลประกอบการออกมา
ผู้ดูแลหอคุณูปการมองพินิจฉินชู พลางลงบันทึกแต้มคุณูปการไปด้วย
เมื่อรับผลประกอบการเสร็จ ผู้ดูแลหอคุณูปการก็จ้องมองฉินชู “เจ้าชื่ออะไร สถานภาพอะไร เดี๋ยวข้าจะออกบัตรสะสมแต้มคุณูปการให้เจ้าหนึ่งใบ”
“ฉินชู ศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาชิงจู๋” ฉินชูยืดอกอย่างผ่าเผยราวกับภาคภูมิใจในสถานภาพศิษย์รับใช้ของตัวเอง
ผู้ดูแลหอคุณูปการส่งบัตรสะสมแต้มที่ระบุชื่อฉินชูให้เขา เป็นอันว่าฉินชูมีชื่ออยู่ในระบบของหอคุณูปการแล้ว
“แต้มคุณูปการของข้าสามารถแลกตำรายุทธ์ได้หรือไม่” ฉินชูเอ่ยปากถาม
“ตำรายุทธ์แต่ละเล่มใช้แต้มสะลมแลกเปลี่ยนไม่เหมือนกัน เจ้าไปดูเองที่หอคัมภีร์ก็แล้วกัน แต่ว่าต้องจ่ายค่าผ่านประตูยี่สิบแต้ม” ท่าทีของผู้ดูแลหอคุณูปการเปลี่ยนไปแล้ว ตัวเขาเองก็เห็นว่าฉินชูนั้นเป็นผู้มีความสามารถ ภายในยุทธภพนี้ คนที่มีพลังความสามารถเท่ากับเป็นที่น่าเคารพ
“เช่นนั้นข้าขอตัว” ฉินชูประสานหมัดให้ผู้ดูแลหอคุณูปการ
“ข้าขอแนะนำให้เจ้าเปลี่ยนชุดก่อน ขืนเจ้าไปในสภาพนี้ มีหวังเจ้าคงโดนไล่ตะเพิดออกมาแน่” ผู้ดูแลหอคุณูปการพูดเตือน
ฉินชูจึงกลับมาที่หอศิษย์รับใช้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนพกบัตรสะสมแต้มคุณูปการมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาชิงหยุน เขาอยากรู้ว่ามีตำรายุทธ์แบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเอง หากแต้มคุณูปการไม่ถึง เขาก็ค่อยไปทำภารกิจเพิ่ม
คิดไว้เสียดิบดี แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายนัก เมื่อมาถึงหอคัมภีร์ ฉินชูกับถูกขวางไม่ให้เข้า เหตุผลหาใช่สิ่งใดอื่น แต่เป็นเพราะศิษย์รับใช้ไม่ควรมีฐานะตัวตนในที่แห่งนี้
[1] เอ้อ หมายถึงเลข 2 ในภาษาจีน
ศิษย์รับใช้พกกระบี่
บทที่ 3 ศิษย์รับใช้พกกระบี่
หากจะพูดให้ถูกก็คือ ฉินชูยังไม่ทันได้เข้าไปในหอคัมภีร์ ตัวเขาที่เพิ่งมาถึงเขตด้านนอกก็ถูกศิษย์สำนักชิงหยุนสองคนที่เฝ้ายามอยู่เข้ามาขวางแล้ว
“หอคัมภีร์เป็นสถานที่สำคัญ ห้ามสวะเข้าใกล้ ประโยคนี้ข้าเข้าใจดี แต่ข้าคือศิษย์รับใช้ของสำนักชิงหยุน อาศัยอยู่ที่ยอดเขาชิงจู๋ และข้าก็ไม่ใช่พวกสวะไร้ประโยชน์” ฉินชูยืดตัวตรง เมื่อได้ยินคนตะโกนบอกเสียงดังว่าห้ามสวะไร้ประโยชน์เข้าใกล้ เขาจึงคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องแนะนำตัวออกไป
ศิษย์สำนักชิงหยุนทั้งสองขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกัน “เจ้าเป็นศิษย์รับใช้ เป็นแค่ศิษย์รับใช้ ยังไม่เข้าใจอีกหรือ”
“ศิษย์รับใช้ก็เป็นศิษย์สำนักชิงหยุนเช่นกันไม่ใช่หรือ และพวกเจ้าก็ทำหน้าที่แค่เฝ้าประตู พอเข้าใจในหน้าที่ตัวเองมากรึไง อย่าพูดจาไร้สาระไปหน่อยเลย” ครั้นถูกดูถูก ฉินชูก็โมโหขึ้นมา ตัวเขาคิดว่าการเป็นศิษย์รับใช้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
“เจ้าอยากตายงั้นหรือ” ศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองชักกระบี่ออกมาจากฝัก หน้าที่สำคัญของพวกเขาคือการเฝ้าด้านนอกประตูทางเข้าลานหอคัมภีร์ อีกทั้งพวกเขายังเป็นศิษย์ของสำนักชิงหยุนตัวจริง อาศัยอยู่ที่ยอดเขาหลักของสำนัก เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะมั่นใจในตัวเอง แล้วจะให้พวกเขาอดทนกับศิษย์รับใช้จอมอวดดีจากยอดเขาชิงจู๋ได้อย่างไร
ฉินชูถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนจะหมุนตัวหนึ่งรอบ จากนั้นก็ตั้งหมัดทั้งสองข้างขึ้นมา เขาหมุนตัวก็เพื่อมองหาไม้กระบอง แต่ก็ไม่มี จึงทำได้แค่ใช้หมัดต่อสู้
“เกิดอะไรขึ้น” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา ฉินชูเคยเจอชายคนนี้มาก่อน ชายคนนี้ก็คือท่านอาวุโสลู่ผู้ที่พาเขาเข้าสำนัก
“เรียนท่านอาวุโสลู่ ศิษย์รับใช้จากยอดเขาชิงจู๋ผู้นี้คิดจะบุกรุกหอคัมภีร์ ซ้ำยังพูดจาไม่เหมาะสมขอรับ” ศิษย์เฝ้ายามคนหนึ่งเอ่ยปากพูด
“ไฉนเจ้าหนูอย่างเจ้าไม่อยู่ทำงานที่เขตของศิษย์รับใช้ดีๆ เจ้ามาก่อกวนที่นี่ทำไม” กวาดตามองฉินชูรอบหนึ่ง คิ้วของท่านอาวุโสลู่พลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาจำฉินชูได้
“ท่านอาวุโสลู่ ข้ามีเรื่องอยากถามสักสองสามเรื่องขอรับ” ฉินชูสำรวมขึ้นมาทันที กับคนอื่นเขาไม่สน แต่เขาเคารพนับถือผู้ที่พาเขาเข้าสำนักอย่างท่านอาวุโสลู่
ท่านอาวุโสลู่มองพินิจฉินชูอีกรอบ “เจ้ามีเรื่องอะไรอยากจะพูดก็พูดมา พูดจบก็รีบๆ กลับไปเสีย”
“ศิษย์รับใช้ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักชิงหยุนหรือขอรับ กฎระเบียบของสำนักชิงหยุนระบุไว้ว่าหากมีแต้มคุณูปการก็สามารถแลกตำรายุทธ์ได้ ซึ่งไม่มีกฎข้อไหนระบุว่าศิษย์รับใช้ไม่มีสิทธิ์ใช่หรือไม่ขอรับ นอกจากนั้นก็ยังไม่มีการระบุว่าห้ามศิษย์รับใช้มาที่หอคัมภีร์” ฉินชูพูดขึ้น
ท่านอาวุโสลู่พยักหน้า “ใช่แล้ว เจ้าพูดถูก หากต้องการเข้าไปในหอคัมภีร์ก็จำเป็นต้องใช้แต้มคุณูปการ แต่ใช่ว่าใครก็มาได้ มิเช่นนั้นมันจะวุ่นวาย”
ฉินชูควักบัตรคุณูปการของตัวเองออกมา “ข้าเป็นศิษย์รับใช้ที่มีบัตรคุณูปการ”
“เจ้าเก็บบัตรคุณูปการได้หรือขโมยของใครมา…เจ้ารู้หรือไม่ว่าบัตรคุณูปการผูกมัดกับเจ้าของ” ศิษย์เฝ้าประตูคนหนึ่งพูดขึ้น
“ดูถูกข้านัก เชื่อหรือไม่ว่าข้าฆ่าเจ้าตายได้” ฉินชูตั้งหมัดขึ้นอีกครั้ง
“เป็นของจริงหรือของปลอม ไปตรวจสอบดูก็รู้แล้ว” ท่านอาวุโสลู่พูดจบก็พาฉินชูเข้ามาที่หอคัมภีร์ โดยมีศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองคนเดินตามมาด้วย เพราะถ้าเป็นของปลอม พวกเขาจะได้พาตัวฉินชูออกไปทันที
ด้านหน้าประตูหอคัมภีร์มีการเฝ้าระวังอยู่อีกชั้นหนึ่ง โดยมีผู้เฒ่าสองคนนั่งสมาธิอยู่และมีศิษย์อีกสองคนเฝ้าประตู
“ขออภัยขอรับท่านอาวุโสลู่ รบกวนแสดงบัตรคุณูปการด้วยขอรับ” ศิษย์เฝ้าประตูหอคัมภีร์ทั้งสองคนประสานมือคารวะ
ท่านผู้อาวุโสลู่ยื่นบัตรให้พวกเขาดู จากนั้นศิษย์ทั้งสองก็มองฉินชูด้วยสายตาประหลาดใจ ฉินชูเป็นแค่ศิษย์รับใช้ แต่กลับมีบัตรคุณูปการได้อย่างไร
“จงปฏิบัติตามกฎ” ท่านอาวุโสลู่พูดออกคำสั่ง
ศิษย์เฝ้าประตูนำบัตรของท่านอาวุโสลู่ไปวางบนหินผลึกก้อนหนึ่ง ด้านบนหินผลึกพลันปรากฏตัวหนังสือ ‘ลู่หยวน ท่านอาวุโสแห่งสำนักชิงหยุน แต้มคุณูปการ 120,000 แต้ม’ จากนั้นศิษย์เฝ้าประตูก็หักค่าเข้าออกไปยี่สิบแต้ม
หลังจากหักแต้มคุณูปการของท่านอาวุโสลู่เสร็จ ก็ถึงคราวของฉินชู
‘ฉินชู ศิษย์รับใช้แห่งยอดเขาชิงจู๋ แต้มคุณูปการ 3,100 แต้ม’ บนหินผลึกได้ปรากฏแต้มคุณูปการของฉินชูอย่างชัดเจน
“ข้าคือฉินชู ศิษย์รับใช้แห่งสำนักชิงหยุน” ฉินชูกล่าวรายงานตัว
ศิษย์เฝ้าประตูคนหนึ่งคิดอยากจะพูดอะไรขึ้นมา แต่ผู้เฒ่าที่นั่งสมาธิอยู่ทางด้านขวากลับชิงพูดขึ้นก่อน “ศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนเอ๋ย จงใช้พลังความสามารถแลกมาด้วยทรัพยากร แม้เป็นศิษย์รับใช้ก็เช่นกัน”
“พวกเราเข้าไปเถอะ” ท่านอาวุโสลู่หันมาพูดกับฉินชู จากนั้นก็เดินนำหน้าไป
เดินได้สองก้าว ฉินชูก็หันกลับไปมองศิษย์เฝ้าประตูสองคนก่อนหน้านี้ “หลังจากนี้ก็จำข้าเอาไว้ให้ดี ข้าคือฉินชู ศิษย์รับใช้ที่มีแต้มคุณูปการ”
ท่านอาวุโสลู่หันกลับมาดึงฉินชู “เจ้าหยุดก่อกวนเสียที”
ฉินชูจึงหุบปากและเดินตามท่านอาวุโสลู่เข้าไปในหอคัมภีร์ทันที
ชั้นวางหนังสือมีหนังสือเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ด้านบนมีตำราคัมภีร์หลากหลายจัดเรียง ฉินชูตาลุกวาวทันที เขาสามารถแลกตำรายุทธ์แบบไหนในนี้ก็ได้ สามารถเลือกได้ตามใจ หากแต้มไม่พอก็ค่อยออกไปหาใหม่
ฉินชูหยิบตำรายุทธ์มาหนึ่งเล่ม หลังจากพลิกดูสักพัก ดวงตาก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เพราะด้านในตำรายุทธ์เล่มนี้กลับว่างเปล่า
“ตำราที่จัดวางที่นี่ล้วนเป็นตัวอย่าง มีแค่คำนำวิชายุทธ์ของแต่ละเล่มเท่านั้น มีแต่ต้องรอให้แลกแต้มเสร็จเรียบร้อย เจ้าถึงจะได้รับเล่มจริง” ท่านอาวุโสลู่มองความสงสัยของฉินชูออก จึงอธิบายให้เข้าใจ
“ช่างระมัดระวังความปลอดภัยยิ่งนัก” ฉินชูเข้าใจแล้วว่าหอคัมภีร์ที่นี่มีการดูแลที่เข้มงวด
ท่านอาวุโสลู่พลิกอ่านตำราคัมภีร์ ฉินชูก็พลิกอ่านตำราคัมภีร์
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ตอนที่ท่านอาวุโสลู่กำลังจะออกไป ก็เห็นฉินชูยังคงครุ่นคิดอยู่
“เจ้ามีปัญหาอะไรหรือไม่” ท่านอาวุโสลู่ถามฉินชู
ฉินชูพยักหน้า “เมื่อครู่ ข้าได้อ่านตำราคัมภีร์ไปบ้างแล้ว ส่วนใหญ่มีแต่วิธีฝึกพลังปราณ ส่วนวิชากระบี่กับวิชาหมัดพวกนี้เป็นแค่วิชาเสริมเท่านั้น หมายความว่าหากต้องการพลังไว้ต่อสู้ จำเป็นต้องฝึกตนบำเพ็ญเพียรก่อนหรือขอรับ”
“ใช่แล้ว พลังปราณคือสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ซึ่งพลังจากวิชากระบี่หรือวิชาหมัดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถพื้นฐานนี้ อันที่จริงก็มีเคล็ดลับฝึกวิชาสายเสริมพวกนี้ พลังทำลายก็รุนแรงใช้ได้ แต่ถ้าสามารถประสานใช้กับพลังปราณได้ พลังทำลายก็จะยิ่งทวีคูณความรุนแรงเข้าไปอีก” ท่านอาวุโสลู่พูดกับฉินชู
ฉินชูมองตำรายุทธ์ในมือ “การรับมีดมิได้เป็นอุปสรรคต่องานผ่าฟืน งั้นแลกเจ้าไปก่อนแล้วกัน”
ในมือของฉินชูคือตำราวิชากระบี่พื้นฐาน เขานึกความคิดดีๆ ออกแล้ว เขาต้องการแลกเปลี่ยนตำราวิชากระบี่ที่ใช้แต้มคุณูปการน้อยที่สุดก่อน เอาไว้มีแต้มเยอะกว่านี้ค่อยมาแลกตำรายุทธ์ฝึกตน ตอนนี้เขาเล็งเคล็ดพลังปราณเอาไว้เล่มหนึ่งแล้ว แต่ต้องใช้แต้มคุณูปการถึงสามแสนแต้ม ตอนนี้เขาเหลืออยู่แค่สามพันแต้ม
ท่านอาวุโสลู่พาฉินชูมาที่ประตูหอคัมภีร์โดยไม่พูดอะไรอีก และเมื่อแลกตำราวิชากระบี่พื้นฐานเล่มจริงเสร็จ บัตรคุณูปการของฉินชูก็โดนหักไปอีกห้าร้อยแต้ม
“เจ้าเป็นคนมีความทะเยอทะยานในการพัฒนาตัวเอง ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดี” เมื่อออกจากหอคัมภีร์ ท่านอาวุโสลู่ก็พูดกับฉินชู
“วันนั้นข้าได้ลั่นวาจาไว้กับท่านผู้อาวุโสลู่แล้ว ว่าข้าจะทำให้สำนักชิงหยุนภาคภูมิใจในตัวข้าขอรับ ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีกระบี่ที่ไม่ได้ใช้ให้ข้าหรือไม่ ไม่ต้องดีมากก็ได้ ข้ายังต้องออกไปสะสมแต้มคุณูปการมาเพิ่มอีกขอรับ” ฉินชูพูดขึ้นพลางถูมือ
ท่านอาวุโสลู่อึ้งงันไปครู่หนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้คำพูดคำจาของฉินชูยังฟังดูแข็งกระด้าง แต่พอมาตอนนี้กลับเปลี่ยนไปแล้ว
“ก็ได้ อ่ะนี่ ข้าให้เจ้า” ท่านผู้อาวุโสลู่โยนกระบี่ให้ฉินชูเล่มหนึ่งก่อนจากไป เขานึกสงสัยว่าคนอย่างฉินชูจะไปไกลได้มากแค่ไหน และเพราะความสงสัยนี้ หากเขาจะมอบกระบี่ให้ฉินชูสักเล่มจะเป็นไรไป
เมื่อฉินชูห้อยกระบี่ไว้ข้างเอวเสร็จ ตัวเขาก็ออกจากยอดเขาชิงหยุนและกลับไปยังหอศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาชิงจู๋ทันที ณ ตอนนี้ ฉินชูเป็นศิษย์รับใช้เพียงคนเดียวของสำนักชิงหยุนที่พกกระบี่
“เอ้อพั่ง ห้ามคนอื่นรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ทางทิศตะวันตกของหอศิษย์รับใช้ เว้นแต่เจ้าที่ต้องคอยไปส่งข้าวให้ข้า ข้าจะไปฝึกกระบี่ที่นั่น หากขัดเกลาวรยุทธ์วิชากระบี่ไม่ได้ ข้าจะไม่เลิกฝึกเด็ดขาด” เมื่อกลับมาถึงหอศิษย์รับใช้ ฉินชูก็ออกคำสั่งเอ้อพั่งทันที