โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ผลการศึกษาชี้การ “กะพริบตา” ตัดสินผลแพ้ชนะในการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน

AutoFun Thailand

อัพเดต 19 ธ.ค. 2566 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2566 เวลา 12.50 น. • May
ผลการศึกษาล่าสุดระบุผลการแข่งขันฟอร์มูล่าวันและมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงอาจตัดสินได้จากการกะพริบตาของนักแข่ง

ผลการศึกษาล่าสุดระบุผลการแข่งขันฟอร์มูล่าวันและมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงอาจตัดสินได้จากการกะพริบตาของนักแข่ง

สถาบันวิจัย NTT Communication Science Laboratories ทำการศึกษาพฤติกรรมของนักแข่งรถก่อนจะพบด้วยว่านักแข่งที่กำลังควบคุมตัวรถด้วยความเร็วสูงยิ่งยวดนั้นมักจะกะพริบตาเป็นจังหวะที่คล้ายกับและในตำแหน่งบนสนามแข่งที่ใกล้เคียงกันมาก

การกะพริบตาของนักแข่งรถที่กำลังบดบี้ทำความเร็วกับคู่แข่งไม่ได้เป็นแค่การทำให้ดวงตาชุ่มชื้นตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนการประมวลผลของสมองที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

การกะพริบตา 1 ครั้งจะบดบังทัศนวิสัยข้างหน้าราว 0.2 วินาที ซึ่งหากคุณอยู่ในรถแข่งความเร็วสูงระดับ 200 กม.ต่อชม. ขึ้นไป นั่นหมายถึงตัวรถเคลื่อนที่ไปแล้ว 11 เมตรเลยทีเดียว

นั่นหมายความว่าในการแข่งขันที่ทุกเสี้ยววินาทีก็มีความหมาย การกะพริบตาอาจตัดสินผลแพ้ชนะของการแข่งขันได้เลยทีเดียว

ผลการศึกษาล่าสุดระบุผลการแข่งขันฟอร์มูล่าวันและมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงอาจตัดสินได้จากการกะพริบตาของนักแข่ง

ศึกษาอย่างละเอียด

เรียวตะ นิชิโซโนะ นักวิจัยของสถาบันวิจัย NTT Communication Science Laboratories ร่วมมือกับทีมแข่งรถ Docomo Team Dandelion Racing ในการศึกษาพฤติกรรมของนักแข่งอย่างละเอียด

มีการติดตั้งกล้องพิเศษบนหมวกกันน็อกของนักแข่งที่ร่วมรายการ Japanese Super Formula Championship ระหว่างปี 2020 และ 2021 ก่อนนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI

ในการขับขี่บนสนามแข่งที่ใช้ความเร็วสูงอย่าง Fuji International Speedway ผลการวิจัยพบด้วยว่าการกะพริบตาของนักแข่งเกือบทั้งหมดไม่เกิดขึ้นในโค้งหรือในตำแหน่งที่ต้องลดความเร็วอย่างฉับพลันหรือในช่วงที่ตัวรถเกิดแรงเหวี่ยงอย่างหนักหน่วง

ผลการศึกษาล่าสุดระบุผลการแข่งขันฟอร์มูล่าวันและมอเตอร์สปอร์ตระดับสูงอาจตัดสินได้จากการกะพริบตาของนักแข่ง

แต่ผลการศึกษาพบว่านักแข่งมักกะพริบตาเมื่อตัวรถกำลังพุ่งทะยานออกจากโค้งและทำความเร็วขึ้นไปอีกครั้งบนทางตรง

นักแข่งที่กะพริบตาในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยง” น้อยกว่า และเปิดเปลือบตากว้างไว้ตลอดเวลาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงนั้นจะทำให้ตัวรถทำความเร็วต่อรอบได้ดีกว่า

ผลวิจัยดังกล่าวยืนยันว่านักแข่งจะต้องมีการผสมผสานเทคนิคการขับขี่เข้ากับการมีสมาธิสูงสุดเมื่อต้องลดความเร็วขณะเข้าโค้งและทนทานต่อแรงเหวี่ยงของตัวรถ

“นักแข่งพยายามที่จะไม่กะพริบตาในบางจุดของสนามแข่งเพื่อที่พวกเขาจะไม่สูญเสียทัศนวิสัยในเสี้ยววินาทีนั้นไป” นิชิโซโนะ กล่าว พร้อมกับชี้ว่าการกะพริบตาน้อยหมายถึงนักแข่งสามารถบันทึกข้อมูลเชิงภาพไว้ในหัวได้มากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...