โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เด็กหญิงผู้เป็นที่รักของเหล่าวายร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 พ.ค. 2567 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2567 เวลา 09.10 น. • OfficeOnlybook
คำโปรย ความน่ารักและอ่อนโยนของ ’ซิงซิง‘ จะหยุดยั้งความชั่วร้ายของพ่อและบรรดาพี่ ๆ ได้หรือไม่กัน!?

ข้อมูลเบื้องต้น

เด็กหญิงผู้เป็นที่รักของเหล่าวายร้าย
全员疯批!玄学小奶团治愈全球
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 不要吃花卷 ผู้แปล : ทีมงาน onlybook
ยังแต่งไม่จบ

เรื่องย่อ
ค่ำคืนอันเงียบสงัดคืนหนึ่ง ’เสี่ยวซิงซิง‘ เด็กหญิงกำพร้าวัย 3 ขวบ ได้รับภารกิจจากเทียนเต้าเทวดาที่มาเข้าฝันบอกว่าเธอต้องทำภารกิจหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งเขายังบอกว่าตนเองเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ฉะน้้นภารกิจนี้ต้องสำเร็จแน่นอน! แล้วภารกิจกอบกู้โลกก็ตกเป็นหน้าที่ของซิงซิงวัย 3 ขวบคนนี้ แต่สิ่งที่ไม่รู้คือความชั่วร้ายนั้นดันก่อขึ้นโดยฝีมือของบิดาและเหล่าบรรดาพี่ ๆ ของเธอน่ะสิ! เด็กหญิงตัวน้อยไม่รู้เลยครอบครัวของมีตัวความชั่วร้ายอะไรแฝงไว้อยู่ และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะทำภารกิจนี้สำเร็จ แต่เสี่ยวซิงซิงคนนี้จะใช้ความน่ารักและอ่อนโยนของตนหยุดความชั่วร้ายเหล่านั้น ซิงซิงจะปกป้องทุกคนเอง!

บทที่ 1 ทั้งครอบครัวล้วนเป็นตัวร้ายเสียสติ

บทที่ 1 ทั้งครอบครัวล้วนเป็นตัวร้ายเสียสติ

“พี่ชายคนโตของเธอเป็นนายทุนยักษ์ใหญ่ผู้โหดเหี้ยม หลังจากเข้าควบคุมเส้นทางทางเศรษฐกิจทั้งหมดแล้วเขาก็ทำลายมันทิ้งจนสิ้น”

“พี่ชายคนรองของเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์พิการสติเฟื่อง เขาสร้างไวรัสขึ้นมาปล่อยขายจนทำลายล้างมนุษยชาติไปเกือบครึ่งโลก”

“พี่ชายคนที่สามของเธอเป็นอดีตสายลับสุดชั่วร้าย เขาสร้างองค์กรอาชญากรที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมาด้วยตัวเอง”

“พี่สาวคนที่สี่ของเธอเป็นดอกบัวทมิฬแสนร้ายกาจและพราวเสน่ห์แห่งวงการบันเทิง ที่สร้างความวุ่นวายให้ทั้งวงการเพื่อมองดูทุกคนทำลายกันเองอย่างไม่เลือกวิธีการ”

“พี่ชายคนที่ห้าของเธอเป็นศัลยแพทย์ผู้งดงามแต่จิตไม่ปกติ ภายใต้หนังแกะที่คลุมไว้เขาเป็นผู้ที่มือเปื้อนเลือด ซึ่งคลั่งไคล้การฆ่าคน”

“พี่ชายคนที่หกของเธอเป็นอันธพาลอัจฉริยะบ้าเลือดในโรงเรียน เขาเคยสร้างคืนนองเลือดที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่”

“ส่วนพ่อของเธอคือทานอสที่ไม่มีความรักความผูกพันกับเหล่าลูกบุญธรรมของตัวเองแม้แต่น้อย คิดแต่เพียงว่าอยากทำลายล้างโลก”

“ตอนนี้ในช่วงที่เรื่องทั้งหมดยังไม่เกิดขึ้น เธอต้องไปขัดขวางพวกเขาไว้”

เสี่ยวซิงซิงเบิกตากว้าง มองไปทางชายชราหนวดขาวที่ลอยอยู่ตรงหน้าอย่างสงสัย

ในหัวของเสี่ยวซิงซิงไม่สามารถเข้าใจข้อมูลจำนวนมากขนาดนี้ได้ ถึงขั้นมีคำศัพท์จำนวนมากที่ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร

“คุณปู่ อะไรคือนายทุนคะ จะไม่เหยียบฟาฟาน้อย*[1] ใช่ไหมคะ?”

“อันนี้ซิงซิงรู้ค่ะ คุณป้าผู้อำนวยการเคยสอน”

เด็กน้อยที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมถามจบก็ไม่สามารถเข้าใจคำถามได้ ทั้งยังยกมือเล็ก ๆ ที่มีน้ำมีนวลขึ้นมาชี้ไปทางเครายาวของคุณปู่

“คุณปู่ ซิงซิงจะถักเปียเล็ก ๆ ให้เองค่ะ!”

เธอเพิ่งเรียนรู้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าว่าถักเปียให้น้องสาวตัวน้อยอย่างไร เสี่ยวซิงซิงก็ตื่นเต้นดีใจมากพอเห็นหนวดยาว ๆ

เทียนเต้ามองซิงซิงที่ดวงตาเต็มไปด้วยความทึ่มทื่อก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่ง

“ซิงซิงเธอตั้งใจฟังให้ดี เรื่องนี้สำคัญมากจริง ๆ…”

ตอนที่เขาพูด หนวดบนคางของเขาก็ขยับไปมา

เจ้าก้อนแป้งที่ราวกับแมวตัวน้อยมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หนวดบนหน้าของเขา

ปากเล็ก ๆ ขบเม้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความสนใจ ใบหน้าจ้ำม่ำขาวนุ่มมีเลือดฝาด รูม่านตาสีดำขลับราวกับเปล่งประกายอยู่

เทียนเต้าใจอ่อนยวบทันที “ได้ เอาสิ”

หลังจากนั้นไม่นานเทียนเต้าก็คิ้วกระตุกเมื่อเห็นหนวดขาวของตัวเองกลายเป็นเกลียว โดยที่มีหนังยางพันไว้หลากหลายสีสัน และที่ปลายยังมีดอกไม้เล็ก ๆ ติดอยู่ด้วย

ซิงซิงตาหยีหลังจากเอาแผ่นดอกไม้เล็ก ๆ ชิ้นสุดท้ายมาติดอย่างมีความสุข

“คุณปู่สวยมากเลยค่ะ! ซิงซิงชอบคุณปู่!”

“โธ่ถัง ซิงซิงน้อยของฉัน!” เทียนเต้าถูกความสุขจู่โจมจนมึนงง ในใจอ่อนยวบราวกับมาร์ชเมลโลว์

“ซิงซิง ฉันยังมีเรื่องมากมายที่ต้องไปจัดการ เส้นทางต่อไปนี้เธอต้องเดินไปคนเดียวแล้ว”

“เธอสามารถใช้พรสวรรค์ของเธอหาพ่อและพวกพี่ของเธอได้”

“จำไว้ว่าหลังจากช่วยชีวิตพวกเขาแล้วต้องหยุดพวกเขาไว้ เข้าใจไหม?”

เทียนเต้าลูบหัวของซิงซิงด้วยความสงสาร

หน้าที่นี้ทั้งหนักหนาและอันตรายมาก

แม้แต่เขาก็ยังไม่เต็มใจจะไปเผชิญหน้ากับปีศาจพวกนั้นเลย

“เป็นคุณพ่อจริงเหรอคะ? ซิงซิงมีพ่อด้วยเหรอคะ! แล้วยังมีพี่ด้วย!?” เจ้าก้อนแป้งเบิกตากว้าง

“แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่มาหาซิงซิงล่ะคะ?” เสี่ยวซิงซิงรู้สึกเศร้า

แต่ไม่นานเธอก็แย้มยิ้มออกมา

“แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะพ่อกับพวกพี่ ๆ ยุ่งมากและเหนื่อยมากแน่ ๆ เหมือนคุณป้าผู้อำนวยการที่มีเรื่องมากมายต้องทำทุกวัน ดังนั้นเลยไม่มารับซิงซิงกลับบ้าน!”

“รอให้ซิงซิงหาพ่อกับพี่ ๆ เจอก่อนจะไปทุบหลังพวกเขาแน่นอน”

พูดจบก็ยกกำปั้นที่มีน้ำมีนวลโบกไปมา

เทียนเต้ารู้สึกว่าหัวใจตัวเองแทบจะละลายแล้ว ทั้งยังรู้สึกปวดใจด้วย

“เรื่องนั้นน่ะซิงซิง บางทีพ่อกับพวกพี่ ๆ ของเธออาจจะไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอคิด…”

พวกเขาล้วนเป็นปีศาจร้ายที่ไร้มนุษยธรรมและโหดเหี้ยมอำมหิต!

น่าเสียดายที่ลองมาทุกวิธีแล้วแต่ก็ล้วนไม่มีหนทางที่จะขัดขวางพวกเขาในการทำลายล้างโลก

ซิงซิงคือความหวังสุดท้าย

เสี่ยวซิงซิงอายุสามขวบครึ่งทั้งอ่อนโยนและบริสุทธิ์ เหมาะสมแล้วที่ซิงซิงจะสามารถทำลายภัยพิบัติทั้งหมดได้

เทียนเต้าลูบหัวเธอพลางพูดอย่างอ่อนโยน

“แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เธอก็จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ นี้แน่”

ซิงซิงไม่ใช่คนของที่นี่ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถอยู่บนโลกนี้นานจนเกินไปได้

ตรงหน้าซิงซิงมีแสงอบอุ่นสีทองปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกง่วง

เธออยากลืมตามองเพื่อให้เห็นว่าคุณปู่ยังอยู่ใกล้ ๆ แต่หลังจากได้กลิ่นหอมหวานก็ผล็อยหลับไป

……

ซิงซิงขยี้ตาลุกขึ้นมาจากเตียง

ข้างนอกเต็มไปด้วยดวงดาว ดูเหมือนเธอจะมีความฝันที่น่าอัศจรรย์

แต่ทันใดนั้นในสมองของเธอก็มีหลายสิ่งปรากฏขึ้นมาราวกับมันเป็นของเธอมาตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างเช่น…

เธอมองไปนอกหน้าต่าง เสียงของเด็กน้อยที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพึมพำกับตัวเอง…

“เจ็ดดาวสังหารจะกลายเป็นดาวฉิงหยางและถัวหลัวที่สร้างภัยพิบัติ…หืม?”

เสี่ยวซิงซิงปิดปากตัวเองอย่างสงสัย

นี่คือสิ่งที่เธอพูดออกมาเหรอ?

แต่ตอนที่ในหัวเล็ก ๆ ของเธอยังไม่ทันคิดได้อย่างชัดเจนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอก็ลุกขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก

เป็นพี่หก! เธอจะต้องไปหาพี่หก!

ซิงซิงขยับไปที่ขอบเตียง ขาสั้น ๆ ทั้งสองข้างขยับก่อนจะกระโดดลงไปจากเตียงอย่างระมัดระวัง

ยังดีที่ไม่ได้เสียงดังจนพวกเพื่อน ๆ ตัวน้อยตื่นขึ้นมา

ข้างนอกค่อนข้างมืด เสี่ยวซิงซิงจึงรู้สึกกลัวอยู่บ้าง

แต่เมื่อนึกถึงพี่ชายเธอก็ไม่กลัวแล้ว!

เธอมีพี่ชายเหมือนกัน! คุณปู่ในฝันต้องไม่โกหกเธอแน่!

ในหัวเล็ก ๆ ของเจ้าก้อนแป้งน้อยคิดอย่างเรียบง่าย เธอต้องการปกป้องคุณพ่อ และพวกพี่ชายพี่สาว

เท้าเล็ก ๆ เจ้าเนื้อลากไปตามข้างเตียง ยัดเข้าไปในรองเท้า ก่อนจะนำผ้าคลุมไหล่มาคลุมตัวและไปเปิดประตูห้อง

ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้ว่าตัวเองต้องเดินไปทางไหน

ในคืนที่มืดมิดคุณป้าผู้อำนวยการที่เธอกลัวที่สุดหลับไปแล้ว เมื่อลมเย็นยะเยือกหอบหนึ่งพัดเข้ามา เจ้าก้อนแป้งนุ่มนิ่มก็รู้สึกกลัว

แต่พี่หกตกอยู่ในอันตราย พี่ชายต้องรู้สึกกลัวมากกว่าแน่!

คิดแบบนี้แล้วซิงซิงก็กำหมัดเล็ก ๆ และเริ่มวิ่งเตาะแตะออกไป

……

ในตรอกลึก เด็กหนุ่มที่อยู่ในเงาสลัวเงยหน้าขึ้น

เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ถือไม้เอาไว้ด้วยท่าทางดุดัน เขาก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวดึงซิปของชุดนักเรียนให้คลายออก

เมื่อลมพัดเข้ามาปะทะเข้ากับเสื้อยืดสีขาวภายใต้เสื้อคลุม ก็เห็นโครงเส้นกล้ามเนื้อหน้าท้องเรียงตัวสวย

รอยสักบนแขนของเด็กหนุ่มดูเหมือนงูพิษที่พันอยู่ ซึ่งดูไม่เข้ากับใบหน้างดงามมีเสน่ห์เท่าไรนัก

เสียงแหบเล็กน้อยพูดอย่างไม่ใส่ใจ

“นานมากแล้วที่ไม่ได้ถูกต้อน…พวกนายใครจะเข้ามาก่อน?”

“ไอ้เด็กนี่มันบ้าไปแล้วมั้ง!”

“ฮ่าฮ่า ไอ้เด็กเหลือขอรู้จักแสดงซะด้วย แต่อีกเดี๋ยวก็จะรู้จักคุกเข่าขอชีวิตเอง”

“พวกเราลุย!”

พวกผู้ชายที่โตแล้วโบกไม้พุ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่อยู่ในมุมมืด

พวกเขารับเงินมาเพื่อแลกกับการทำงานให้ วันนี้อย่างน้อยก็ต้องหักแขนหรือขาสักข้างของเจ้าเด็กนี่ให้ได้

เด็กหนุ่มเลียริมฝีปากและแตะที่มีดพับผีเสื้อ

นี่เป็นมีดใหม่ที่เพิ่งได้มา เขายังไม่ทันลับให้คมจึงกำลังอยากลองอยู่พอดี

ชายคนแรกฟาดท่อนเหล็กยาวลงมา พลางหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยเสียงแหบ ๆ

เด็กหนุ่มพลันยกแขนขึ้นมา ทันใดนั้นประกายแสงก็ส่องผ่านความมืดมิดออกไป!

ตอนที่ปลายมีดคมกำลังจะแทงเข้าไปที่เส้นเลือดใหญ่ของชายคนนั้น เด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นร่างเล็ก ๆ จากหางตา

ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเขาจึงเต้นระรัวอย่างรุนแรง

[1] นายทุนยักษ์ใหญ่ภาษาจีนคือ 大财阀 ต้าไฉฟา ‘ต้า’ แปลว่า ‘ใหญ่’ ‘เสี่ยว’ แปลว่า ‘เล็ก’

บทที่ 2 พี่ชายอย่าฆ่าคน

บทที่ 2 พี่ชายอย่าฆ่าคน

“พี่ชาย ซิงซิงมาปกป้องพี่แล้ว!”

เสียงสะอื้นของเด็กตัวน้อยดังขึ้นมา

ราวกับความมืดมิดขุ่นมัวถูกทำลายด้วยความอ่อนโยนของแสงแห่งดวงดาว และความอ่อนนุ่มก็ตกลงมาที่ปลายหัวใจ

ดังนั้นกลุ่มคนจึงอดหันไปมองตามเสียงไม่ได้

เจ้าก้อนแป้งน้อยตัวกลมเหมือนแมวตัวหนึ่ง แม้แต่เสียงก็ยังเหมือน

ท้องฟ้ามืดแล้วจึงเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน สิ่งเดียวที่เห็นคือดวงตาทั้งสองข้างที่กลมโตเป็นประกาย ราวกับอัญมณีบริสุทธิ์ที่สุดในโลก

ทำไมกลางดึกแบบนี้เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยจึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?

หรือหลงทางมา?

เซี่ยจื่ออวี้กำลังตกตะลึง ทว่าชายด้านข้างก็เรียกสติกลับมาได้แล้ว และยกไม้ขึ้นมาฟาดไปที่หัวของเขา!

ดวงตาของเขามืดครึ้มทันที

เขาหาช่องว่างแล้วก้มตัวลงเล็กน้อย จึงผ่านมาได้ราวกับปลาตัวหนึ่ง

หลังจากนั้นก็ตรงไปทางก้อนแป้งน้อย!

เสี่ยวซิงซิงเห็นเซี่ยจื่ออวี้พุ่งเข้ามา โดยที่ข้างหลังยังมีชายหลายคนท่าทางดุร้ายตามมาด้วยก็ทนต่อไปไม่ไหว!

ความกล้าที่รวบรวมมาอย่างยากลำบากสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับลูกบอลถูกปล่อยลม เธออ้าปากน้ำตาร่วงเผาะลงมา…

“แง…ฮือฮือ หืม?”

เสียงร้องไห้อันนุ่มนิ่มถูกกดลงไปในอ้อมกอดร้อนผ่าว

ตรงหน้าเสี่ยวซิงซิงมืดลงในขณะที่ข้างหลังรู้สึกอ่อนนุ่ม

ตอนนี้เด็กน้อยกำลังถูกเด็กหนุ่มสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรกอดไว้ในอ้อมกอด

ที่หางตายังมีน้ำตารื้นอยู่ เสี่ยวซิงซิงรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือออกไปคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือที่สุด…

ซึ่งก็คือหูของเซี่ยจื่ออวี้

ราวกับถูกอุ้งเท้าแมวตัวน้อยอันนุ่มนิ่มจับ เซี่ยจื่ออวี้พลันตัวสั่น ลำคอส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าออกมา

“เป็นครั้งแรกเลยแฮะที่ได้ยินว่ามีคนจะปกป้องฉัน ยัยแมวน้อยหลงทางมาจากไหนล่ะเนี่ย?”

ในที่สุดเสี่ยวซิงซิงก็เห็นพี่หกได้อย่างชัดเจน

ภายใต้แสงจันทร์ คิ้วของเซี่ยจื่ออวี้ละเอียดอ่อนดูดุดัน หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยทำให้นึกถึงดอกท้ออ่อน ๆ

แต่สันกรามคมของเขากลับให้ความรู้สึกโหดเหี้ยมอย่างอธิบายไม่ถูก

เสี่ยวซิงซิงพูดไม่ออกว่ารู้สึกยังไง เด็กน้อยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง…

พี่ชายดูดีกว่าดาราที่เห็นในโทรทัศน์มากเลย!

สมกับเป็นพี่ชายของเธอจริง ๆ!

แต่เสี่ยวซิงซิงที่ใบหน้าแดงก่ำยังไม่ทันเรียกพี่ชาย ก็เห็นว่าข้างหลังของเซี่ยจื่ออวี้มีพวกชายที่ถือไม้ไล่ตามมาอย่างดุร้าย!

พวกเดนตายพวกนี้ไม่สนใจว่าที่นี่จะมีเด็กน้อยอยู่ด้วยเลย

สายตาเห็นว่าหลังคอของเซี่ยจื่ออวี้กำลังจะถูกไม้ฟาด เสี่ยวซิงซิงพลันเบิกตากว้างร้องอย่างตกใจ…

“พี่ชาย!”

เซี่ยจื่ออวี้ที่กอดเธอไว้กลับหัวเราะเสียงเบาแล้วก้าวไปด้านข้าง เสียงแหบน่าฟังดังขึ้นข้างหู

“หลับตาแล้วนับเลขถึงสามสิบ”

เสี่ยวซิงซิงเป็นเด็กดีมาโดยตลอด เมื่อเธอได้ยินก็รีบหลับตา

ในดวงตาที่มีน้ำตาคลออยู่ตอนนี้ปิดลง น้ำตาทั้งสองสายจึงถูกบีบลงมาบนใบหน้าจ้ำม่ำดูน่าสงสาร

“ฮือ…หนึ่ง!”

เสี่ยวซิงซิงที่กำลังกลัวตัวสั่นเทาเอ่ยเสียงสั่นเครือ เสียงของเด็กน้อยมีพลังอยู่บ้าง ทำให้คนที่ได้ยินใจอ่อนยวบ

“สอง!”

เสี่ยวซิงซิงหลับตาแน่นจนใบหน้ายับย่น เอ่ยนับเลขไปทั้งยังสะอึกสะอื้น

“ไอ้เด็กเวรนี่เป็นอะไร…”

“เวรเอ๊ย มันมีมีด!”

เสียงตะโกนของชายคนหนึ่งดังมาเข้าหู เสียงของเสี่ยวซิงซิงก็ยิ่งสั่นไหว

เธอไม่เคยพบเจอเรื่องที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งลมกลางคืนยังหนาวและที่นี่ยังมืดด้วย

“สาม!”

แต่เธอก็ยังรวบรวมความกล้านับเลขต่ออย่างแน่วแน่

เพราะแขนที่กอดเธอไว้แน่นทำให้เธอพิงกับหน้าอกราวกับเป็นกำแพง ซึ่งมันดูเหมือนจะช่วยกีดกันสิ่งน่ากลัวพวกนั้นออกไปหมด

ขอแค่นับจบพี่ชายก็จะชนะใช่ไหม?

เสี่ยวซิงซิงพยายามอดทนไม่สะอื้น และนับเลขเร็วกว่าเดิม

เธอรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งอยู่บนรถที่โคลงเคลงอยู่ตลอด

บางครั้งก็มีเสียงก่นด่าและเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น มีเพียงพี่ชายของเธอที่ไม่ส่งเสียงเลย

“ยี่สิบเก้า…สามสิบ!”

เมื่อเสียงของเด็กน้อยที่กำลังสะอื้นจบลงก็ราวกับสามารถเอาชนะฝันร้าย เธอตื่นเต้นดีใจจนอยากฉลองขึ้นมา

เซี่ยจื่ออวี้ที่กำลังจะแทงลงไปยังบางแห่งถึงกับสั่นสะท้าน!

ดวงตาทั้งสองข้างที่ดุร้ายกระจ่างชัดขึ้นเพราะเสียงอันอ่อนโยนนี้

มีดในมือของเขาหยุดห่างจากคอของชายคนหนึ่งสามเซนติเมตร

หลังจากได้ยินคำว่า ‘สามสิบ’ ก็เกิดความเงียบขึ้นสองวินาที หลังจากนั้น…

“แง…”

เสี่ยวซิงซิงที่ลืมตาขึ้นมาพลันเห็นเลือดอยู่บนพื้น!

ทั้งยังมีเหล่าชายฉกรรจ์ที่ถูกผลักไปกองรวมกันโดยไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน!

หลังจากนั้นพี่ชายของเธอก็กำลังจะแทงมีดใส่เขา!

ภาพที่น่ากลัวเป็นอย่างมากนี้ทำให้จิตใจของเจ้าก้อนแป้งน้อยในวัยสามขวบครึ่งว่างเปล่า

เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้ว

เขาเกลียดเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ร้องไห้

ดังนั้นเขาจึงไม่แทงลงไป

และเช็ดมือเปื้อนเลือดบนตัวของชายที่อยู่บนพื้น ก่อนจะหันกลับมาและยืนขึ้น

“อย่าร้อง” เสียงของเขาฟังดูอดกลั้นอยู่บ้าง “ทั้งหมดเป็นแค่ซอสมะเขือเทศ”

เด็กโดนหลอกได้ง่าย หลังจากเขาพูดจบมือเล็ก ๆ ก็ปิดปากและไม่ร้องอีก

เงียบแล้ว

เซี่ยจื่ออวี้กอดเจ้าก้อนแป้งน้อย เดินออกไปจากตรอกทีละก้าว

ดวงดาวบนฟ้าดูระยิบระยับ วิถีโคจรเคลื่อนตัวไปเล็กน้อย

เดิมทีนี่เป็นการฆ่าคนครั้งแรกของเขา

หลังจากนั้นก็จะยิ่งโหดร้ายและค่อย ๆ ถูกชะตากรรมผลักเข้าสู่หุบเหวแห่งการเข่นฆ่า

แต่เป็นเพราะเสี่ยวซิงซิง มีดนี้ของเขาจึงไม่ได้แทงลงไป

……

เสี่ยวซิงซิงที่หลอกง่ายเชื่อคำพูดของพี่ชายทันที

มือเล็กตบที่หน้าอก เธอถามอย่างจริงจัง

“พี่ชายชนะไหมคะ?”

ตอนนี้เซี่ยจื่ออวี้เดินมาอยู่ใต้แสงไฟหน้าถนนใหญ่พอดี จึงก้มลงมองดูเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอด

กลายเป็นแมวน้อยไปแล้วจริง ๆ ใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ขนตาอ่อนนุ่มเปียกชื้น และม่านตาสีดำทำให้ดูอ่อนโยน

“ชนะ” เซี่ยจื่ออวี้พูดเสียงต่ำ

แววตาของเขามืดสลัวในความมืด มองเธอด้วยสายตาที่ไม่เหมือนมองคน

เสี่ยวซิงซิงกลับไม่ได้ถูกความรู้สึกแปลก ๆ นี้ทำให้ตกใจกลัว เธอยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข

“งั้นก็ดีแล้วค่ะ!”

เซี่ยจื่ออวี้ดุนฟันกราม

แปลกจริง ๆ มีเด็กที่ไม่ถูกเขาทำให้ตกใจกลัวจนร้องได้ทั้งยังยิ้มให้เขาด้วยเหรอ?

“บ้านเธออยู่ไหน?”

เขาที่ไม่เคยทำเรื่องดีอะไรตอนนี้กำลังจะไปส่งเด็กหลงทางกลับบ้าน

ถ้าพวกน้องเล็กมาเห็นเข้า เขาที่เป็นพี่ใหญ่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

เสี่ยวซิงซิงตอบอย่างว่าง่าย “หนูชื่อเสี่ยวซิงซิงอยู่บนหลานเทียน…”

ทันใดนั้นเธอก็คิดอะไรขึ้นได้จึงรีบปิดปาก!

ไม่สิ เธอมาหาพี่ชายนี่ ถ้าถูกส่งกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน แล้วจะปกป้องพี่ชายพี่สาวและคุณพ่อได้ยังไง!

ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ไม่ชอบที่นั่นด้วย…

“ซิงซิง ซิงซิงไม่มีบ้าน!”

นี่ไม่ถือว่าโกหก ก่อนหน้านี้เธอก็เป็นเด็กกำพร้าอยู่แล้ว

พูดประโยคหลังจบอย่างมั่นใจ เธอก็โน้มตัวไปข้างหน้ากอดคอของเซี่ยจื่ออวี้ไว้

ใบหน้าจ้ำม่ำของเด็กกดลงบนคอของเด็กหนุ่มจนรู้สึกนุ่มนิ่มและอบอุ่น

“บ้านของพี่ชายก็คือบ้านของซิงซิง!”

เซี่ยจื่ออวี้ไม่เคยชินกับการสัมผัสที่ใกล้ชิดขนาดนี้ จึงขมวดคิ้วและเอนตัวไปข้างหลัง

เสี่ยวซิงซิงตกใจ

เด็กน้อยมีความรู้สึกไว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าพี่ชายไม่ชอบ

เธอปล่อยมือที่โอบคอของพี่ชาย มือเล็ก ๆ วางไว้ที่อกประสานนิ้วอย่างน้อยใจ

เธอชอบพี่ชาย แต่ทำไมพี่ชายไม่ชอบเธอจนถอยห่างล่ะ

น้ำตาไหลออกมาช้า ๆ แต่ไม่กล้าร้องไห้ จึงทำได้แค่เม้มปากและอดกลั้นเอาไว้

เซี่ยจื่ออวี้ตกใจ นิ้วที่ถือมีดลูบอยู่สองครั้งก่อนจะยื่นออกไปอย่างงุ่มง่าม และจิ้มที่แก้มจ้ำม่ำของเสี่ยวซิงซิง

“อย่าร้อง บ้านเธออยู่ที่ไหน ไม่งั้นฉันจะพาเธอไปทิ้งนะ”

เซี่ยจื่ออวี้สาบานได้ว่าตัวเองกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กจริง ๆ แต่เด็กน้อยกลับใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ

ไม่อยากพูดมากเลยให้ตายสิ

เจ้าก้อนแป้งน้อยย่นจมูก ที่ปลายจมูกแดงเรื่อและขยับไม่หยุด

“บ้าน ของ พี่ชาย ก็คือ บ้าน ของซิงซิง ฮือฮือ…”

เซี่ยจื่ออวี้ “…”

นี่ถูกแมวน้อยตัวนี้แกล้งชนแล้วมาเรียกร้องค่าเสียหายใช่ไหม?

เพราะสนใจเลยหยิบมาลูบนิดหน่อย แต่กลับสะบัดทิ้งไม่ได้แล้วเหรอ?

เขาถอนหายใจหนักหน่วงออกมา อุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยไปยังสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่

พรุ่งนี้เช้าค่อยพาเด็กคนนี้ไปส่งแล้วกัน

บทที่ 3 ลูกสาวของพี่อวี้ อันธพาลประจำโรงเรียน

บทที่ 3 ลูกสาวของพี่อวี้ อันธพาลประจำโรงเรียน

ยังไม่ทันเดินไปถึงที่พัก เขาก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักบนไหล่

เด็กน้อยหลับไปแล้ว

นอนฟุบอย่างนุ่มนวลบนไหล่ของเขาราวกับซาลาเปาร้อนลูกหนึ่ง

นุ่มนิ่ม อ่อนโยน ไร้ความระแวดระวังเหมือนสัตว์ตัวน้อย

จิ๊ น่ารำคาญจริง ๆ

แมวน้อยที่ยังไม่สามารถแยกแยะดีชั่วได้ กล้าดียังไงมาแกล้งชนเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกับเขาที่ดูแล้วไม่ใช่คนดี?

นิ้วเรียวยาวยังเปื้อนเลือด เซี่ยจื่ออวี้ยกมือขึ้นเล็กน้อยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก คิดจะคว้าหลังคอเสื้อของเด็กน้อยเพื่อทำให้เธอตื่น

แต่ตอนที่นิ้วมือเพิ่งแตกที่เสื้อ เจ้าก้อนแป้งน้อยก็ขยับตัวขยุกขยิก

ใบหน้าจ้ำม่ำมีเส้นโค้งน่ารักกดทับอยู่บนไหล่ของเขา

ปากยังถูกกดจนบุ้ยขึ้นมา เอ่ยเสียงพึมพำแผ่วเบาที่ไม่เข้าใจความหมาย ราวกับลูกสัตว์ที่รู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด

นิ้วของเซี่ยจื่ออวี้ชะงักไป อดไม่ได้ที่จะก้มหัวลงไปใกล้

และได้ยินเสียงเธอเรียกหา “พี่ชาย”

โดยที่การออกเสียงยังไม่ชัดเจนนัก

“ใครเป็นพี่ชายเธอ” เขาเอ่ยเสียงเบา

แน่นอนว่าเด็กน้อยไม่ตอบเขา แต่มุมปากกลับยกขึ้นราวกับฝันดีอะไรอยู่

เด็กหนุ่มเจ้าปัญหาที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยบรรยากาศดุดันสุดท้ายก็ปล่อยมือลง

มือที่อุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยกระชับแน่น สีหน้าของเขาดูสงสัยอยู่บ้าง แต่การกระทำกลับยิ่งอ่อนโยน

ตัวเล็กเกินไป นุ่มนิ่มเกินไปจนรู้สึกว่าแค่บีบเบา ๆ ก็คงตายแล้ว

เซี่ยจื่ออวี้เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

เขามีบาดแผลที่เอวซึ่งเด็กน้อยไม่รู้ และเขาก็ไม่ได้บอก

แต่เลือดกลับไหลอยู่ตลอดจึงจำเป็นต้องรีบกลับไปจัดการเสียหน่อย

เขาอุ้มเด็กน้อยเดินไปที่มุมหนึ่ง เมื่อมาหยุดตรงหน้าบ้านของเขา เซี่ยจื่ออวี้กลับหยุดฝีเท้า

ทันใดนั้นท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป ซึ่งมันไม่น่าดูเป็นอย่างมาก

เจ้าก้อนแป้งในมือกลายเป็นเผือกร้อนทันทีจนเขาแทบอยากจะโยนเด็กคนนี้ทิ้ง!

“แม่เจ้า! พี่อวี้กลับมาแล้ว!”

“พี่อวี้ ได้ยินว่ามีคนมารุมตีพี่…พี่อุ้มอะไรมาน่ะ?”

“พี่บาดเจ็บนี่ รีบจัดการดีกว่าไหมครับ เฮ้ย?”

ปลายเสียงของทุกคนล้วนเปลี่ยนไปเป็นตกใจ

พวกเขามองไม่ผิดใช่ไหม! นั่นมันเด็ก!

พี่อวี้ผู้โหดเหี้ยมของพวกเขาที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด กำลังอุ้มเด็กอยู่งั้นเหรอ?

สีหน้าของหลี่หยวน ผู้ที่เดินนำมาดูน่าเกลียดเป็นอย่างมาก เขารีบสาวเท้ายาว ๆ เข้ามาหา

“พี่อวี้ ผมรู้ว่าพี่ไร้ความปรานี แต่คิดไม่ถึงว่าแม้แต่กับเด็กก็ยัง…”

หลี่หยวนมองใบหน้าผุดผ่องของเด็กน้อยที่ดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งมุมปากยังยกขึ้นในขณะที่หลับสนิท

หลี่หยวนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่สีหน้ากับยิ่งช็อก

พี่อวี้เสียสติไปแล้วหรือ? อุ้มเด็กมาเนี่ยนะ?

สีหน้าของเซี่ยจื่ออวี้ที่มองลูกน้องของตัวเองมืดครึ้ม เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปไม่จบไม่สิ้น

เขาราวกับสามารถได้ยินเสียงซีพียูของหลี่หยวนกำลังหมุนประมวลบางอย่างด้วยความบ้าคลั่งจนเกิดประกายไฟ

สุดท้ายก็หมุนเสร็จสิ้น

ทันทีที่หลี่หยวนตระหนักได้ก็มีสีหน้าเลื่อมใส

“สมแล้วที่เป็นพี่อวี้ ลูกสาวโตขนาดนี้แล้ว!”

เซี่ยจื่ออวี้ “…”

เซี่ยจื่ออวี้ “ไสหัวไป”

เจ้าก้อนแป้งน้อยในอ้อมกอดถูกเสียงดังทำให้ตื่นขึ้นมา ดวงตาลืมขึ้นอย่างสะลึมสะลือ

เสี่ยวซิงซิงไม่เข้าใจว่าทำไมพอตัวเองลืมตาขึ้น ข้างตัวถึงมีพี่ชายมากมายถึงเพียงนี้

แต่ละคนล้วนดูดุดัน

เจ้าก้อนแป้งขนตาสั่นระริก เสี่ยวซิงซิงเช็ดน้ำลายที่มุมปาก มือเล็กจับที่คอเสื้อของเซี่ยจื่ออวี้อย่างระมัดระวัง พลางใช้เสียงกระซิบถามข้างหูเซี่ยจื่ออวี้

“พี่ชาย พวกเขาเป็นใครเหรอคะ?”

ใบหน้าด้านข้างของเซี่ยจื่ออวี้ถูกเด็กน้อยทำให้คันยุบยิบ จนอดไม่ได้ที่จะมีความคิดร้าย ๆ ขึ้นมา

“คนพวกนี้ล้วนเป็นพวกที่จับเด็กไปขาย ฉันกำลังจะเอาเธอไปขายแล้ว”

เขาขู่เด็กเสียงเบาโดยที่ตัวเองล้วนไม่ทันสังเกตว่าท่าทางของจนอ่อนโยนมากจริง ๆ

จนทำให้การแสดงออกบนใบหน้าของลูกน้องทั้งสามคนรวมถึงหลี่หยวนบิดเบี้ยว

ราวกับเห็นวิญญาณร้ายที่ลับหลังกลับเป็นทาสแมว

แน่นอนว่าย่อมเป็นธรรมดาที่เสี่ยวซิงซิงจะไม่ถูกเซี่ยจื่ออวี้ทำให้ตกใจกลัว

“ซิงซิงไม่ใช่เด็กแล้ว ซิงซิงอายุสามขวบครึ่งแล้ว!”

ดวงตาของเธอโค้งงอ พลางยื่นนิ้วสั้น ๆ ออกมาสามนิ้ว นับทีละนิ้วจากด้านซ้าย

“ดังนั้นพี่ชายหลอกหนูไม่ได้หรอก”

เธอนับเสร็จก็คิดอะไรได้ ใบหน้าเล็กยับย่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“พี่ชายอุ้มหนูมานานขนาดนี้แล้วไม่เหนื่อยเหรอคะ? ซิงซิงเดินเองได้นะ!”

เห็นได้ชัดว่ายังมีอาการง่วงนอนอยู่ แต่เด็กน้อยกลับเงยหน้าพิจารณาพี่ชายที่เพิ่งรู้จักอย่างละเอียด

ดวงตาของเธอใสกระจ่างและอ่อนโยนราวกับเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าจริง ๆ

“เธอชื่อซิงซิงเหรอ?” เซี่ยจื่ออวี้ถาม

ซิงซิงพยักหน้าอย่างมีความสุข “ใช่ค่ะ!”

การเคลื่อนไหวของเด็กน้อยกระทบบาดแผลข้างเอวของเขา จนเซี่ยจื่ออวี้ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงท่าทีออกมา

เขาพยายามไม่สนใจลูกน้องทั้งสามคนด้านข้างที่มองมาด้วยสายตาแปลกประหลาด ก่อนจะก้าวยาว ๆ เข้าไปในบ้าน

จากนั้นก็ใช้ผ้าห่มบนโซฟาห่อตัวซิงซิงไว้จนเธอกลายเป็นซูชิม้วน

“เธอเป็นเด็กดีแล้วเข้านอนซะ พรุ่งนี้ฉันจะไปส่งเธอกลับบ้าน” เซี่ยจื่ออวี้วางซิงซิงที่อยู่บนมือของเขาลงบนโซฟาอย่างนุ่มนวล

ซิงซิงรู้สึกง่วง แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ร้อนรนขึ้นมา

“พี่ชาย บ้านของพี่ชายก็คือบ้านของซิงซิงค่ะ!”

เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้พูดอะไร เมื่อพิศมองเจ้าตัวน้อยที่อยู่ใต้แสงไฟกลับพบว่าเธอดูสวยมาก

เด็กที่เป็นเน็ตไอดอลพวกนั้นยังไม่ได้หนึ่งในหมื่นส่วนของเสี่ยวซิงซิงเลย

ที่สำคัญที่สุดคือเขามีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ถูก

แต่คุ้นเคยจากที่ไหนเขาก็บอกไม่ได้ ไม่นานความรู้สึกนั้นก็หายไป เพราะเขาเสียเลือดมากเกินไปจนรู้สึกเวียนหัว

“เธอรีบนอนซะ” เสียงของเขาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เสี่ยวซิงซิงน้อยที่เมื่อรู้สึกความอบอุ่นของผ้าห่มก็เริ่มง่วงนอนและกำลังเคลิ้ม ทั้งยังได้ยินเสียงของพี่ชายอีก

ไม่นานเด็กน้อยก็ถูไถกับผ้าห่มก่อนจะผล็อยหลับไป

……

แชะ!

หลี่หยวนที่ตกใจจนพูดไม่ออก รู้สึกชาหนึบจนต้องจุดบุหรี่

เป็นครั้งแรกที่เห็นพี่อวี้เป็นแบบนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองต้องสงบจิตสงบใจเสียหน่อย

แต่วินาทีต่อมาปลายนิ้วเรียวยาวเปื้อนเลือดแห้งกรังก็ยื่นมาดับบุหรี่ที่หลี่หยวนคาบไว้

เซี่ยจื่ออวี้หันไปหาหลี่หยวนแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “ที่นี่มีเด็ก”

หลี่หยวนตะลึงจนตาค้าง “ครับ ครับ ขอโทษครับพี่อวี้”

เขายังเรียกสติกลับมาจากข่าวที่ว่า ‘พี่ใหญ่ของพวกเขามีลูกสาวแล้ว’ ไม่ได้ จึงจ้องมองไปทางก้อนแป้งน้อยที่หลับไปแล้วตรง ๆ

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นเด็ก แต่เพิ่งเคยเห็นเด็กที่หน้าตาสะสวยแบบนี้ครั้งแรก

ขนตายาวเหมือนตุ๊กตา ใบหน้าเล็กมีน้ำมีนวลทำให้คนห้ามใจไม่ให้หยิกไม่ไหว

เซี่ยจื่ออวี้ใช้สายตาราวกับมองขยะมองไปทางพวกลูกน้องของเขา ส่งเสียงเย็นชาอย่างไม่ชัดเจนออกมาเสียงหนึ่งและถอดเสื้อผ้าออก

บนร่างล่ำสันสมบูรณ์แบบของเด็กหนุ่ม บาดแผลที่เอวยังคงมีเลือดไหลอยู่

ในที่สุดกลิ่นคาวเลือดก็ทำให้พวกลูกน้องทั้งสามคนตั้งสติได้ รีบส่งกล่องยาและเทน้ำลงไปอย่างเอาใจใส่

หลี่หยวน “พี่อวี้ พวกเราได้รับข่าวช้า ไอ้เจ้าพวกนั้น…”

“ฉันรู้” เซี่ยจื่ออวี้ออกแรงเช็ดบาดแผลจนทำให้ริมฝีปากซีดเพราะความเจ็บปวด “เพราะอย่างนั้นฉันถึงเอามีดติดตัวไปด้วย”

“บาดแผลนี้ฉันต้องเอาคืนแน่”

เขาไม่ได้บอกว่าเมื่อครู่ตัวเองถูกฟาดหัวจนเกือบพลั้งมือฆ่าคน

ตอนนี้มานึกดูแล้วแม้จะไม่ได้หวาดกลัว แต่เขากลับยังรู้สึกโล่งอก

ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองหรือเพราะเจ้าก้อนแป้งน้อยกันแน่

หลี่หยวนสังเกตท่าทีของเซี่ยจื่ออวี้ เห็นว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มากนัก

เขากระแอมออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“พี่อวี้ ลูกสาวพี่ แม่ของเธอคือ…”

เซี่ยจื่ออวี้คิ้วกระตุก ยื่นมือไปบีบคอหลี่หยวน

“ไม่ใช่ลูกสาวฉัน” เซี่ยจื่ออวี้มีสีหน้าเย็นชา แต่จากนั้นหว่างคิ้วที่ขมวดอย่างไม่สบอารมณ์ก็คลายลงเล็กน้อย ความรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งแพร่กระจายไปทั่ว

“เก็บได้บนถนน พรุ่งนี้จะพาไปส่งที่สถานีตำรวจ”

พูดจบเขาก็เดินไปทางโซฟา ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าถาโถมใส่ตัวเอง “ออกไปได้แล้ว”

หลี่หยวนลูบคอตัวเองด้วยสายตาแปลก ๆ

เซี่ยจื่ออวี้จะไปส่งเพื่อนตัวน้อยที่หลงทางกลับบ้าน เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลพอ ๆ กับการให้หลี่หยวนสวมกระโปรง

แต่พี่อวี้ออกปากแล้วพวกเขาก็ไม่กล้าถามให้มากความ

พวกลูกน้องเดินออกไป ในห้องรับแขกจึงเงียบลงทันที

แต่บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาอยู่บ้างเพราะเจ้าตัวเล็กนี่

เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้วมองไปทางเจ้าก้อนแป้งน้อยที่ยึดโซฟาไป เห็นเธอนอนหลับสนิทเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกง่วงขึ้นมา

ในขณะที่ความคิดของเขาค่อย ๆ เฉื่อยชาลง ภายนอกก็มีเสียงหวีดสั้นดังขึ้นมาเสียงหนึ่งอย่างกะทันหัน

เซี่ยจื่ออวี้แทบจะกระโดดลงมาจากโซฟาในทันที

ดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้างของเขาวาวโรจน์อย่างดุร้ายขึ้นมาในความมืด

เขารีบพุ่งเข้าไปหาเสี่ยวซิงซิง อุ้มเธอขึ้นมาและสาวเท้ายาวไปที่ตู้เสื้อผ้า ก่อนจะยัดเจ้าก้อนแป้งน้อยเข้าไป

เสี่ยวซิงซิงถูกการเคลื่อนไหวนี้ทำให้ตื่น มือเล็กที่มีน้ำมีนวลขยี้ตาก่อนจะพูดอย่างสะลึมสะลือ

“พี่ชาย”

“หุบปาก” เสียงของเซี่ยจื่ออวี้เย็นชาเป็นอย่างมาก “หลังจากนี้อย่าส่งเสียงออกมาเชียว”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...