โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนเส้นทางชีวิต หมอกฤตไท อาจารย์แพทย์อนาคตไกล ต่อสู้มะเร็งระยะสุดท้ายก่อนจากไป

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2566 เวลา 01.45 น. • The Bangkok Insight

ย้อนเส้นทางชีวิต หมอกฤตไท เจ้าของเพจสู้ดิวะ อาจารย์แพทย์อนาคตไกล ต่อสู้มะเร็งระยะสุดท้ายก่อนจากไป

เดินทางไปในที่ไกลแสนไกลอย่างไม่มีวันกลับ โซเชียลได้ออกมาร่วมไว้อาลัยแด่การจากไปของคุณหมอกฤตไท ธนสมบัติกุล หรือเจ้าของเพจ สู้ดิวะ หมอป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ที่ก่อนหน้านี้ได้บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้กับโรคมะเร็งปอด จนกระทั่งล่าสุด (5 ธ.ค.) คุณพ่อไทภัทร ธนสมบัติกุล คุณพ่อของหมอกฤตไท ได้แจ้งข่าวเศร้าการจากไปของลูกชาย พร้อมระบุข้อความสั้น ๆ ว่า "เดินทางปลอดภัยครับ ลูกชาย"

ย้อนเส้นทางชีวิต หมอกฤตไท สู้ดิวะ อาจารย์แพทย์อนาคตไกล

สำหรับ คุณหมอกฤตไท หรือ นายแพทย์กฤตไท ธนสมบัติกุล ปัจจุบันอายุ 29 ปี จบมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งหลังจากเรียนจบ คุณหมอกฤตไทได้ศึกษาต่อเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวเป็นเวลา 3 ปี

ขณะที่เรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง คุณหมอกฤตไท ตัดสินใจเริ่มเรียนอีกด้านหนึ่งไปด้วยกันคือ ระบาดวิทยาคลินิก (Clinical Epidemiology and Clinical Statistic) เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย ด้วยการสร้างผลงานวิจัย ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสถิติ

นอกจากนี้ คุณหมอกฤตไท ยังได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ต่อในระดับปริญญาโทด้านวิทยาการข้อมูล ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อต่อยอดแนวคิดทางธุรกิจ การแก้ปัญหา และการจัดการข้อมูลที่สำคัญในโลกอนาคต

หลังจากที่เรียนจบเฉพาะทาง คุณหมอกฤตไทถูกบรรจุเข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีความรู้ความสามารถจนได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม CE (Clinical Epidemiology) ร่วมกับอาจารย์อีกหลายท่าน

ด้านชีวิตส่วนตัวต่าง ๆ ของ คุณหมอกฤตไท ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบเล่นบาสเกตบอล ดูแลสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ วางแผนซื้อบ้านและแต่งงานกับคนรัก กระทั่งเมื่อเดือนตุลาคม 2565 คุณหมอกฤตไท สังเกตถึงความผิดปกติของอาการไอของตัวเอง จึงเข้ารับการตรวจ และพบว่ากำลังป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดเพื่อรักษาให้หายขาดได้ ปัจจัยเดียวที่เป็นไปได้คือภาวะฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงในจังหวัดเชียงใหม่

หลังเข้ารับการรักษา คุณหมอกฤตไทจึงตัดสินใจเปิดเพจ "สู้ดิวะ" และบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 265 มีคนเข้าไปร่วมแสดงความเห็น ให้กำลังใจ ถูกแชร์จำนวนมาก จนกลายเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมา จากนั้น นพ.กฤตไท ได้เขียนหนังสือ "สู้ดิวะ" ขึ้นมา เพื่อแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ

จนกระทั่งผลของการรักษาเริ่มตอบสนองเมื่อช่วงต้นปี 2566 ก้อนใหญ่ที่ปอดขวาเล็กลง ก้อนเล็กที่ปอดซ้ายก็หายไปหมด ร่างกายแข็งแรงกว่า 3 เดือนก่อน อาการป่วยเริ่มดีขึ้นตามลำดับ สามารถกลับไปออกกำลังกายได้ และได้กลับไปสอนนักศึกษา จึงเริ่มวางแผนที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป มีภาพการเดินทางไปต่างประเทศ และใช้ชีวิตกับครอบครัว

แต่เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีออกมาแจ้งข่าวอีกครั้งว่าอาการไม่ค่อยดีนัก มะเร็งมีการลุกลามไปทั่วร่างกาย ใช้ชีวิตไม่ได้ปกติเหมือนเก่า และได้จูงมือแฟนสาว คุณพีม เข้าพิธีวิวาห์ไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2566

ก่อนที่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 คุณหมอกฤตไท ก็ได้ออกมาแจ้งข่าวเศร้าผ่าน เฟซบุ๊ก Krittai Tanasombatku ว่า "ผมคงอยู่อีกไม่นานแล้ว ใครมีอะไรอยากจะบอกผม เชิญได้เลย ผมคิดว่าน่าจะไปช่วงกลางเดือนหน้า จากนั้นไว้เจอกันใหม่นะครับ ณ ตอนนี้ผมพิมพ์ได้เท่านี้ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และขอโทษที่ทำให้ใครไม่พอใจ"

และวันที่ 8 พฤศจิกายน คุณหมอกฤตไท ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง โดยระบุว่า "แพ้สุดทุกทางแล้วว่ะ กลับไปรอที่บ้าน หรือ นอนรอกลับบ้านที่นี่ดี" แต่ทำการปิดคอมเมนต์ ห้ามไม่ให้มีการแสดงความคิดเห็นใด ๆ และในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 คุณพ่อไทภัทร ธนสมบัติกุล คุณพ่อของหมอกฤตไท ได้แจ้งข่าวเศร้าการจากไปของลูกชาย พร้อมระบุข้อความสั้น ๆ ว่า "เดินทางปลอดภัยครับ ลูกชาย"

ขอบคุณ : ch3plus.com

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...