โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานเพื่อชาติกับเป้าหมายในใจ นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 ธ.ค. 2566 เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2566 เวลา 23.00 น.

งานเพื่อชาติกับเป้าหมายในใจ นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล

“มันก็เป็น เลิร์นนิ่ง เคิร์ฟ ละเนอะ” วิเชียร ฤกษ์ไพศาล หรือ ‘พี่นิค’ ของเหล่านักร้อง นักดนตรี เล่าถึงสถานการณ์ในช่วงเวลาราว 2 เดือนที่เขาเข้าไปรับหน้าที่เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ สาขาดนตรี

ยิ้มเบาๆ แล้วว่าที่พูดอย่างงั้น เพราะนี่เป็นการทำงานระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่ง “ก็มีบางตรงที่ก็ยังไม่คุ้นชิน” คนซึ่งทำงานอยู่ในวงการมายาวนานหลายสิบปี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์บอก

อย่างไรก็ดีก็เข้าใจในหน้าที่ เข้าใจสิ่งที่อยากให้มันเกิด ซึ่งก็คือการทำให้ดนตรีของไทยสร้างผลลัพธ์ให้ดีกับประเทศ หรือถ้าพูดตรงๆ ก็คือสามารถดึงเงินเข้า กลายเป็นผลบวกอย่างหนึ่งให้เศรษฐกิจ

ถ้าให้บอกตามตรง วิเชียรก็ว่า ทั้งตัวเขาและเหล่าคณะอนุกรรมการที่เข้ามาช่วย ต่างรู้ว่านี่เป็นงานที่ต้องทุ่มเทและใช้เวลาระยะยาว แต่ก็พร้อมเต็มที่ และแม้ในด้านหนึ่งจะรู้ดีว่างานบริษัทเวทีครีเอชั่นของเขา ก็ต้องการการใส่ใจ หากก็ยังถือว่าโชคดีที่ทั้งงานส่วนตัวและงาน เพื่อชาติ “บังเอิญเป็นเรื่องเดียวกัน”

นั่นคือมีเป้าหมายในการซัพพอร์ตวงการดนตรี แก้สารพันปัญหาที่มี เพื่อทำให้วงการเพลงดีขึ้น

สำหรับโจทย์ที่ได้ ความคาดหวังจากหลายฝ่ายที่อยากเห็น ‘ควิกวิน’ เป็น ‘ฟาสต์สปีด’ หรือประสบความ
สำเร็จอย่างรวดเร็ว เขาบอกว่า ณ ตอนนี้คงพูดได้เพียง “ใจเย็นๆ”

เพราะ “เรื่องนี้มันไม่สำเร็จในปีแรกหรอก” เหตุผลที่เขาบอกอย่างชัดเจน คือไม่ว่าจะเรื่องอะไร ความสำเร็จจะมาได้ก็จาก ‘จุดเริ่มต้นที่ดี

“เพราะฉะนั้นในปีแรกสิ่งที่ทำจึงไม่ใช่เรื่องโปรเจ็กต์ที่จะไปหาเงินแต่เป็นโปรเจ็กต์ที่จะทำฐานรากให้แข็งแรงและมั่นคง”

แผนการสร้าง ‘แฟนด้อม’ ให้เหล่านักร้องเข้าไปยึดพื้นที่ในใจแฟนๆ ทั่วโลก จึงต้องเริ่มต้นจาก ‘ต้นน้ำ’ ขณะ
เดียวกันก็ต้องสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ ‘กลางน้ำ’ ที่กำลังทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึง ‘ปลายน้ำ’ ที่คาดหวัง

“ธุรกิจนี้ อุตสาหกรรมนี้มันอยู่ที่คนต้นน้ำก็หมายถึงของบุคลากร กลางน้ำคือตัว อุตสาหกรรม คือศิลปิน และบริษัทต่างๆ ปลายน้ำคือการผลักดันเขาออกไปนอกประเทศ ไปหาบลู โอเชี่ยน หาโอกาสใหม่ๆ เหมือนที่เราโดนอเมริกาทำมาตั้งตลอด เหมือนที่เกาหลีกำลังทำได้ เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยทำกับเรา ที่มาลากเราไปนั่นเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่เป็นแฟนเขาจะเห่อ จะฮิตเรา ก็ต้องค่อยๆ ขับเคลื่อนไป แต่วันนี้จะไปพูดถึงตรงนั้นกลางน้ำเป็นยังไง โอ้โห! ศิลปินยังเป็นอาชีพฟรีแลนซ์อยู่เลย จะทำบัตรเครดิตก็ทำไม่ได้ จะไปเมืองนอกขอวีซ่าก็ลำบาก เขายังรู้สึกไม่มั่นคง ไม่มีสวัสดิการ แล้วยังเดือดร้อนอะไรอีกเยอะพอสมควร ก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้”

เพราะไม่อย่างนั้นใครกันจะอยากเข้ามาอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมดังว่า และถ้าเป็นอย่างนั้น “คนก็จะไม่เข้ามาในอุตสาหกรรม ไปทำอาชีพอื่นดีกว่า เราก็จะไม่ได้คนเก่ง”

ขณะที่ในส่วนต้นน้ำ คนที่มีประสบการณ์จัดการประกวดเพื่อเฟ้นหาเด็กๆ ที่มีความสามารถเพื่อเข้ามาเสริมทัพวงการดนตรีมานาน 20-30 ปี บอกว่า สิ่งที่เขาค้นพบคือเด็กๆ จำนวนมากของเราได้รับการเรียนการสอนด้านดนตรีไปตาม ‘ยถากรรม’

“ไม่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นมาตรฐาน บางที่มีหลักสูตร บางที่ไม่มี เพราะไม่มีครู บางที่ครูมีคนเดียว
แต่ต้องสอนทั้งนาฏศิลป์ ดนตรี ทั้งอะไรต่ออะไร เครื่องดนตรีก็ไม่มี บางทีถึงมี แต่ก็ไม่พอ แต่บางทีก็ดีมาก อย่างที่โรงเรียนเอกชนบางแห่ง”

เพื่อแก้ปัญหาสำคัญนี้ โปรเจ็กต์ ‘Talent EveryWhere’ จึงถูกคิดขึ้น โดยตั้งเป้าให้มีการเรียนการสอน
‘ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม’

“ไม่ใช่อุตสาห์กรรมไปทาง แล้วหลักสูตรไปทาง” เขาบอก ก่อนขยายความถึงการเรียนการสอนที่สอดคล้อง
ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม โดยยกตัวอย่างเช่นการเรียนการสอนดนตรี นอกเหนือจากสอนให้เล่นเครื่องตนตรีแต่ละชนิดแล้ว ก็ควรจะมีการสอนแต่งเพลง สอนร้องเพลง สอนการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานดนตรี ขณะที่ความรู้เบื้องตันเกี่ยวกับธุรกิจเพลง เรื่องลิขสิทธิ์ การทำ Branding ของศิลปิน ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้

โปรเจ็กต์ ‘Talent Every Where’ นั้น วิเชียร บอกว่า ถ้าเริ่มปลูกฝังให้เหล่าตันน้ำตั้งแต่เด็กๆ และทำได้ในทุกโรงเรียนคงดี แต่พิจารณาจากความเป็นจริง จากงบประมาณ และอะไรต่างๆ แล้ว คาดว่าระยะแรกอาจต้องมาในรูปโรงเรียนต้นแบบ หรือจัดเป็นแคมป์ เปิดค่าย แล้วคัดเด็กมาเข้าร่วม โดยอาจจะมีการสอนทั้งในแบบ
ออนไลน์และออฟไลน์

ในส่วนกลางน้ำ อย่าง ‘บริษัท’ แม้ที่ผ่านมาการดำเนินงานของหลายบริษัทเหมือนจะเป็นไปได้อย่างน่าพอใจ แต่ในแง่การปฏิบัติงาน มีหลายอย่างที่เป็นปัญหาและ

“ตัวอย่างง่ายๆคือเวลาจะจัดคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งต้องติดต่อกี่ที่ติดต่อแผนกนั้นหน่วยงานนี้ แล้วยังต้องมีอะไรอีกเยอะแยะ อันนี้ก็จะออกมาในแง่ของ วัน สต๊อป เซอร์วิส ใครอยากจัด คุยที่เดียวเลย”

“เรื่องเงินเรื่องภาษีก็น่าจะต้องคุย”

เช่น จะเป็นไปได้ไหม ถ้าจะมีเงื่อนไขพิเศษให้ สปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ต หรือ สนับสนุนอุตสาหกรรมด้านดนตรี อย่างไรก็ดี นี่เป็นแนวคิด ซึ่งจะต้องหารืออย่างรอบคอบกับหลายฝ่าย

ครั้นถามว่าถ้าทำตามแนวคิดนั้น ธุรกิจนี้จะถูกมองว่า เป็นกลุ่มที่ได้สิทธิเหนือธุรกิจอื่นไหม?

กับคำถามนี้ วิเชียรบอก “นี้ไม่ได้เป็นการช่วยบริษัทใด บริษัทหนึ่ง แต่ช่วยอุตสาหกรรม” ซึ่งสุดท้ายเมื่อการผลักดันชอฟต์เพาเวอร์ ด้านนี้ประสบความสำเร็จก็จะมีผลดีมากมายกลับสู่ประเทศ และถูกส่งต่อไปถึง
ประชาชนทุกคน

ในส่วนความพยายามให้ไปถึงปลายน้ำ การ ‘push & pul! จึงถูกกำหนด โดย push คือแผนที่ตั้งไว้ในการ
สนับสนุนให้ศิลปินไทยได้มีโอกาสไปแสดงใน ‘เวทีโลก’ ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งในแง่การเสริมสร้างประสบการณ์ให้ศิลปิน เพื่อนำมาพัฒนาความสามารถ รวมไปถึงเพื่อสั่งสมและสร้างชื่อเสียง

“ซึ่งทุกวันนี้ศิลปีนไทยก็ไปเล่นอยู่นะ” เขาเล่าถึงสถานการณ์ push ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ที่เป็นอยู่คือการไปแบบศิลปินควักเงินตัวเอง หรือที่ ดีหน่อย’ ก็คือบริษัทหรือคนจัดเฟสติวัลช่วย
ซัพพอร์ตบางส่วน

ส่วนที่ต่อไปคณะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ด้านดนตรีจะสนับสนุน ก็จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ และ
พิจารณาคุณสมบัติต่างๆ อย่างชัดเจน

“การไปแสดงแบบนี้ พวกเขาอาจจะไม่สำเร็จในทีเดียว ครั้งเดียวที่ไป ก็ต้องทำซ้ำ และเขาก็จะเติบโตพัฒนาขึ้น แล้วนำมาสู่การสร้างชื่อเป็นรู้จัก เป็นที่รัก ที่ต้องการในที่สุด”

นอกเหนือจากกระบวนการพิจารณาดังกล่าว วิเชียรบอกว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไป เช่น ต้อง
จัดตั้งหน่วยงานในลักษณะ Music export office เพื่ออำนวยความทุกเรื่อง ตั้งแต่การเชื่อมโยง ติดต่อกับหน่วยงานแบบเดียวกันในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของเงินทุนที่ใช้สนับสนุน เรื่องข้อมูลต่างๆ เรื่อง
การประชาสัมพันธ์และการตลาดในต่างประเทศในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น หรือ แม้กระทั่งเรื่องวีซ่า ซึ่งที่ผ่านก็เคยเกิดปัญหาจากหลายประเทศปลายทาง

“ทั้งหมดนี้จะอยู่ในโรดแมปของเรา ที่เป็นแผนผลักดันศิลปินให้ไปสร้างงาน สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ว่าหลายประเทศก็ทำอยู่ ผ่านการสนับสนุนให้นักร้อง นักดนตรี ไปแสดงความสามารถในเฟสติวัลต่างๆ แบบนี้”

ขณะที่ในส่วนของ ‘pull’ คือเชิญบุคคลต่างๆ ในอุตสาหกรรมดนตรีจากทั่วโลกให้มาดูการแสดงของศิลปินไทยที่จะเห็นได้ในงานเฟสติวัลต่างๆ โดยมีเป้าหมายว่ามาดูแล้วให้เชิญไป เป็นการต่อยอดให้คนรู้จักศิลปินไทยมากขึ้น หรือมีการจ้างงานต่อการเชิญซึ่งอาจจะมีค่าที่พัก ตั๋วเดินทาง ฯลฯ ถือเป็นการลงทุนในทรัพยากร ซึ่ง “ทรัพยากรก็ต้องดึงเงินกลับเข้ามาให้ได้ด้วย”

“จริงๆ อุตสาหกรรมนี้มันเป็นสื่อให้กับประเทศได้ง่ายมันพาอะไรไปได้อีกเยอะ”

ดูจากตอนที่ มิลลิ พูดถึง ‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ เป็นตัวอย่าง ก็คงพอจะเห็นภาพส่วนที่หลายคนสงสัย ว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเห็นผลเมื่อไหร่

“อย่าใจร้อน” คือคำตอบที่มาพร้อมรอยยิ้ม

เพราะจากตัวอย่างในหลายประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในวันนี้ ต่างก็ใช้เวลานานนับเป็นสิบๆ ปี มา
แล้วทั้งนั้น

“มันจึงต้องทำไปเรื่อยๆ อย่างมุ่งมั่นและอดทน เราไม่รู้หรอก แต่จะบอกได้ว่ามันจะไม่ได้ผล เมื่อเราหยุด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...