โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

อ่านงบการเงินให้ทะลุ รู้ทันสัญญาณอันตราย

The Bangkok Insight

อัพเดต 08 ธ.ค. 2567 เวลา 15.37 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2567 เวลา 23.04 น. • The Bangkok Insight

อ่านงบการเงินให้ทะลุ รู้ทันสัญญาณอันตราย

ในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา ได้เห็นบริษัทหลายแห่งเผชิญกับปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลง สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุน สาเหตุสำคัญมาจากการดำเนินงานที่ผิดพลาด เช่น การก่อหนี้ที่มากเกินไป หรือแม้แต่การดำเนินธุรกิจที่ขาดความโปร่งใส ประกอบกับข้อจำกัดของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถอ่านสัญญาณอันตรายจากงบการเงินได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีความซับซ้อนซึ่งต้องการการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินเชิงลึก จึงจะเห็นภาพที่แท้จริงของบริษัท

อ่านงบการเงิน

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยให้นักลงทุนทุกคนสามารถติดตามและตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ (www.set.or.th) ค้นหาชื่อหุ้นที่สนใจ และคลิกที่หัวข้อ “การวิเคราะห์งบการเงิน” ภายใต้เมนูงบการเงิน จะพบเครื่องมือวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทุกมิติสำคัญ โดยแยกเป็นประเด็นให้วิเคราะห์ ดังนี้

1. คุณภาพรายได้ ดูลึกกว่าตัวเลขกำไร

แนวคิดหลัก คือ รายได้ที่เข้ามาบริษัทควรจะรับเข้ามาเป็นเงินสด หากมีรายได้เข้ามาแต่กระแสเงินสดไม่สอดคล้องกัน นักลงทุนควรตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีอะไรบางอย่างให้สืบค้นต่อ หรือพูดง่าย ๆ “Cash is King” รายได้ที่แท้จริงต้องแปลงเป็นเงินสดได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี

ตารางแสดงคุณภาพรายได้และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของหุ้นบริษัท XYZ

อ่านงบการเงิน

ในการวิเคราะห์คุณภาพรายได้จะมอง 2 อย่าง คือ คุณภาพรายได้และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด เช่น หุ้น XYZ ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จะรับรู้รายได้ด้วยวิธีเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ ดังนี้

คุณภาพรายได้

พิจารณารายได้เทียบกับอัตราส่วนระยะเวลาเก็บหนี้ หากเป็นธุรกิจที่ปกติ รายได้เพิ่ม ระยะเวลาเก็บหนี้ยังคงที่ แสดงว่าเมื่อเกิดรายได้ทางบัญชีจะใช้เวลาใกล้เคียงเดิมในการเรียกเก็บเงินสด และข้อดีของเครื่องมือนี้คือ ครอบคลุมการวิเคราะห์ธุรกิจที่รับรู้รายได้แบบรับเหมาก่อสร้างด้วย เพราะนำสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญามาคำนวณรวมกับลูกหนี้การค้าด้วย ทำให้สามารถจับสัญญาณอันตรายจากบริษัทที่ทำงานไป รับรู้รายได้ไปแล้ว แต่ส่งมอบงานไม่ได้จนต้องขาดทุนหนัก ๆ ได้ เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้จะรับรู้รายได้ตามเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของงาน (ทำงานไปเท่าไร ก็รับรู้รายได้ตามนั้น) เมื่อทำงานตามสัญญาจะเกิดรายได้ ฝั่งสินทรัพย์จะบันทึกรายการสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญา เมื่อทำเสร็จส่งมอบงาน จะเลื่อนชั้นเป็นลูกหนี้การค้าและเงินสด ตามลำดับ

สำหรับหุ้น XYZ ระยะเวลาการเก็บหนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ายอดขายต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 – 2567 เนื่องจากทำงานรับรู้รายได้ไปแล้ว จ่ายเงินทำของไปแล้ว แต่งานล่าช้าส่งมอบไม่ได้ ทำให้เงินไปจมกับสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญา ส่งผลให้ขาดสภาพคล่อง หมุนเงินไม่ทันจึงตัดสินใจยกเลิกงาน และบันทึกขาดทุน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าบริษัทอาจกำลังมีปัญหาในการเรียกเก็บเงินและสภาพคล่อง

ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด

พิจารณากำไรทางบัญชีเทียบกับกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน โดยบริษัทที่มีปัญหามักมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานน้อยกว่ากำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณแรกของปัญหาทางการเงิน เพราะเงินอาจจมกับสินทรัพย์ หนี้สินหมุนเวียน หรือมีกำไรพิเศษจำนวนมาก

ตัวอย่าง หุ้น XYZ พบว่ากระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเริ่มน้อยกว่ากำไรทางบัญชีตั้งแต่ปี 2565 และ 2566 เนื่องจากนำเงินไปจมในสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาจากงานที่ส่งมอบไม่ได้ และสินค้าคงเหลือจากงานที่กำลังสร้างอยู่ ยังไม่นำออกสู่ตลาดสร้างรายได้

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง

  • ระยะเวลาเก็บหนี้เพิ่มขึ้น มากกว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขาย
  • ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ลูกหนี้ที่เกินกำหนดมากขึ้น มีการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่ำกว่ากำไรสุทธิติดต่อกัน เช่น 2 ไตรมาส
  • มีการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • รายได้เติบโตก้าวกระโดดผิดปกติเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม

ควรดำเนินการ

  • สอบถามฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations หรือ IR) ถึงนโยบายการให้เครดิตลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง
  • ตรวจสอบคุณภาพลูกหนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยดูจากอายุของลูกหนี้ที่เกินกำหนด
  • วิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าหลัก

2. ความสามารถในการทำกำไร มองทะลุกำไรที่ถูกแต่งแต้ม

บริษัทที่มีรายได้หรือรายจ่ายที่ไม่ปกติ สามารถกระตุกต่อมเอ๊ะได้จากอัตรากำไรขั้นต่าง ๆ (บริษัทที่ดีมักมีอัตรากำไรสม่ำเสมอ) โดยบริษัทที่มีปัญหาจะสะท้อนผ่านอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น (หรือลดลง) 3 ส่วน

อัตรากำไรขั้นต้น

หุ้นที่มีอัตรากำไรขั้นต้นลดลง จะสื่อถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ราคาสินค้าหรือต้นทุนการผลิต และการใช้กำลังการผลิต สำหรับเครื่องมือนี้ได้ใช้อัตรากำไรขั้นต้นก่อนหักค่าเสื่อม จะสะท้อนผลกระทบของค่าสินค้าและค่าแรง ซึ่งผมจะใช้ดูควบคู่กับอัตรากำไรขั้นต้นปกติ เพื่อดูกำไรก่อนและหลังหักค่าโสหุ้ย (ค่าเสื่อมราคา) ว่าเป็นอย่างไร

อัตรากำไรระดับอื่น ๆ

เช่น อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (จะคิดรายจ่ายแค่ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) และอัตรากำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (รวมรายได้อื่นและรายจ่ายอื่น) หากทั้งสองอัตราส่วนมีความแตกต่างกันมาก ควรพิจารณางบกำไรขาดทุนว่ามีรายการอะไรที่ผิดปกติหรือไม่

กำไรจากการดำเนินธุรกิจหรือรายการอื่น ๆ

เช่น การโอนกลับการด้อยค่า โอนกลับการตีราคาสินค้าคงเหลือ และโอนกลับผลขาดทุนด้านเครดิตที่เกิดขึ้น หากมีตัวเลขสูง ๆ ควรพิจารณางบกระแสเงินสดว่ามีกำไรพิเศษอะไรบ้าง

ตารางแสดงความสามารถในการทำกำไรของหุ้นบริษัท ABC

อ่านงบการเงิน

บริษัท ABC เร่งเติบโตด้วยการระดมทุนทั้งเพิ่มทุนและออกหุ้นกู้เพื่อซื้อกิจการ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้อัตรากำไรแต่ละปีลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตารางในข้อ 2.2 อัตรากำไรในระดับอื่น ๆ มีสัญญาณ อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่ำกว่าอัตรากำไรก่อนหักค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายมาก แสดงว่ามีกำไรพิเศษเยอะ และยืนยันในข้อ 2.3 กำไรจากการดำเนินงานหรือรายการพิเศษ มีกำไรจากธุรกรรมอื่นอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ ซึ่งหากในอนาคตหมุนเงินไม่ทันก็ต้องขายทรัพย์สินมาหมุน ซึ่งอาจทำให้ต้องขายในราคาขาดทุนถ้าจำเป็นมากหรือเร่งด่วน และอาจส่งผลกระทบทำให้ขาดสภาพคล่องหรือไม่มีเงินเพื่อนำไปจ่ายหุ้นกู้

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง

  • อัตรากำไรขั้นต้นลดลงต่อเนื่องเกิน 3 ไตรมาส
  • มีรายการพิเศษบ่อยครั้ง
  • การโอนกลับรายการด้อยค่าหรือตั้งสำรองบ่อยครั้ง
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้

ควรดำเนินการ

  • วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนวัตถุดิบหลัก
  • ตรวจสอบรายละเอียดของรายการพิเศษ
  • เปรียบเทียบอัตรากำไรกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม

3. วงจรเงินสด เครื่องมือเตือนภัยล่วงหน้า

วงจรเงินสด คือ เครื่องมือในการวิเคราะห์เงินทุนหมุนเวียนของกิจการว่าปกติหรือไม่ ทั้งระยะเวลาการเก็บหนี้ ระยะเวลาการขายสินค้า ระยะเวลาการชำระเจ้าหนี้ และวงจรเงินสด หากเป็นการดำเนินงานปกติจะมีอัตราส่วนเหล่านี้สม่ำเสมอทุกปี แต่บริษัทที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง คือ อัตราส่วนเพิ่มขึ้นแบบผิดสังเกต ซึ่งต้องวิเคราะห์ต่อไปว่าการดำเนินธุรกิจมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

ตารางแสดงวงจรเงินสดของหุ้นบริษัท XYZ

อ่านงบการเงิน

บริษัท XYZ พยายามเติบโตแต่ผิดพลาด โดยทำงานแต่ส่งมอบไม่ได้ ทำให้ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้น ขณะที่มีโครงการขนาดใหญ่ที่ยังรอเปิดตัว ทำให้ระยะเวลาขายสินค้ายาวตามไปด้วย ผลที่ตามมา คือ เมื่อเงินไม่ค่อยมีก็ยืดการชำระเจ้าหนี้การค้า ทำให้ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้การค้ายาวขึ้น ทำให้หมุนเงินไม่ทัน จึงต้องตั้งสำรองด้อยค่างานที่ยังไม่ส่งมอบทั้งหมด ทำให้ระยะเวลาการเก็บหนี้ลดลงจาก 332 วัน เหลือเพียง 59 วัน

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง

  • วงจรเงินสดยาวขึ้นต่อเนื่อง อาจมีปัญหาสภาพคล่องได้ในอนาคต
  • ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้น อาจมีปัญหาส่งมอบงานไม่ได้ ลูกหนี้จ่ายช้า เกิดรายได้เทียม
  • ระยะเวลาขายสินค้ายาวขึ้น อาจมีปัญหาสินค้าล้าสมัยหรือเสื่อมสภาพ ไม่นานต้องขายราคาถูกหรือตั้งสำรอง
  • ระยะเวลาชำระเจ้าหนี้สั้นลง อาจมีปัญหาเรื่องเครดิตผู้จัดจำหน่ายไม่ปล่อยเครดิตการค้า แต่ถ้ายาวขึ้นอาจมีปัญหาสภาพคล่องต้องยืดการจ่าย

ควรดำเนินการ

  • วิเคราะห์อายุของลูกหนี้ที่อยู่ในกำหนดและเกินกำหนด
  • วิเคราะห์อายุของสินค้าคงเหลือ
  • สอบถามเงื่อนไขการชำระเงินกับซัพพลายเออร์หลัก

4. การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ มองทะลุตัวเลขในงบดุล

เครื่องมือดังกล่าวทำให้นักลงทุนได้ทราบว่าบริษัทมีสินทรัพย์แปลกมากน้อยแค่ไหน เช่น สินทรัพย์ไม่มีตัวตนและค่าความนิยมที่เกิดจากการไปซื้อกิจการ ใช้เงินมากกว่ามูลค่าทางบัญชี และการด้อยค่าสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยหากบริษัทนำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นจำนวนมาก อาจเป็นช่องทางให้ผู้บริหารนำเงินออกจากบริษัทได้ อย่างไรก็ตาม หากลงทุนไปแล้วเห็นสินทรัพย์เติบโตและ ROA คงที่ แสดงว่านำเงินผู้ถือหุ้นไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตารางแสดงการด้อยค่าของสินทรัพย์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ค่าความนิยมของหุ้นบริษัท ABC

อ่านงบการเงิน

บริษัท ABC พยายามขยายกิจการด้วยการซื้อกิจการอื่นเข้ามาด้วยราคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี ทำให้ค่าความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี และมีการขยายกิจการด้วยการไปซื้อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (แสดงในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสุทธิ) แต่เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไม่มาตามนัด จึงต้องตั้งสำรองด้อยค่าความนิยมจาก 4,121.77 ล้านบาทเหลือเพียง 2,942.91 ล้านบาท และต้องขายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนออกไปทั้งหมดในราคาขาดทุน

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง

  • ค่าความนิยมหรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเพิ่มขึ้นมาก
  • มีการซื้อกิจการในราคาที่สูงกว่ามูลค่าตลาด
  • มีการตีราคาสินทรัพย์เพิ่มบ่อยครั้ง
  • ROA ลดลงต่อเนื่องแม้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น

ควรดำเนินการ

  • ศึกษารายละเอียดการซื้อกิจการ
  • ตรวจสอบวิธีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์
  • วิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของการลงทุน

5. การใช้เงินกู้ยืม ดาบสองคม

เมื่อเกิดปัญหาทั้งการทำกำไร สภาพคล่องจากวงจรเงินสด และการลงทุนที่ผิดพลาด ผลลัพธ์มักจบที่การไม่มีความสามารถในการชำระหนี้สิน ดังนั้น ควรพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งปริมาณหนี้และความสามารถในการชำระหนี้

ตารางแสดงอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ABC

อ่านงบการเงิน

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท ABC บอกว่ามีหนี้เป็นกี่เท่าของทุน โดยมีหนี้สินเพียง 0.8 เท่า แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดส่วนทุนที่เพิ่มขึ้นสูง เนื่องจากการซื้อกิจการด้วยการแลกหุ้น โดยดำเนินการในขณะที่หุ้นมีมูลค่าตลาดสูง ทำให้ส่วนทุนเพิ่มขึ้น และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อด้อยค่าความนิยมก็จะเห็น อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มจาก 0.8 เท่า เป็น 2.1 เท่า

สำหรับอัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย สะท้อนว่ามีหนี้เป็นกี่เท่าของ EBITDA (ยิ่งน้อย ยิ่งดี) หรือมองอีกมุมบอกว่านำ EBITDA มาใช้หนี้กี่ปีหมด โดยหุ้น ABC มีอัตราส่วนหนี้ค่อนข้างต่ำในปี 2564 และ 2565 แต่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในปี 2566 ก่อนที่จะมีปัญหาในปี 2567

ด้านอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน อัตราส่วนนี้บอกว่ากระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นกี่เท่าของหนี้ที่ต้องชำระใน 1 ปี และดอกเบี้ยจ่าย (ค่าที่ดีควรมากกว่า 1 และยิ่งสูง ยิ่งดี) โดยหุ้น BB เริ่มมีสัญญาณในปี 2565 ที่อัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่า 1 และมีค่าติดลบในปี 2566 ก่อนจะมีปัญหาในปี 2567

สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่าในระยะเวลาสั้น
  • มีการออกหุ้นกู้ถี่เกินไป โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม
  • ความสามารถในการชำระดอกเบี้ยต่ำกว่า 1.5 เท่า
  • มีการขอผ่อนผันเงื่อนไขทางการเงินกับเจ้าหนี้

ควรดำเนินการ

  • ตรวจสอบตารางการชำระหนี้ในอนาคต
  • วิเคราะห์ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย
  • ศึกษาเงื่อนไขของหุ้นกู้และเงินกู้ที่มีนัยสำคัญ

ในยุคที่การลงทุนเข้าถึงง่าย การวิเคราะห์งบการเงินอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนกลับยิ่งทวีความสำคัญ ที่ผ่านมาได้เห็นบทเรียนราคาแพงจากหุ้นหลายตัวที่ดูแข็งแกร่งแต่กลับล้มครืนจากการบริหารที่ผิดพลาดและความไม่โปร่งใส สร้างความเสียหายแก่นักลงทุน ซึ่งเครื่องมือวิเคราะห์งบการเงินใหม่จากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้นักลงทุนตรวจจับสัญญาณอันตรายได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพรายได้ ความสามารถในการทำกำไร วงจรเงินสด การด้อยค่าสินทรัพย์ หรือภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

การลงทุนที่ดีต้องอาศัยทั้งความรอบคอบในการวิเคราะห์และความสม่ำเสมอในการติดตาม เพราะการป้องกันความเสี่ยงย่อมดีกว่าการแก้ไขเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

โดย : ภัทรธร ช่อวิชิต AISA นักลงทุนเน้นคุณค่า และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...