แบรนด์ดอยตุง เพิ่มพันธมิตรธุรกิจ ปั้นที่ปรึกษายั่งยืน รับมือกติกาโลก
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หมุนตามเทรนด์โลก ในปี 2568 นอกจากจะบริหารพันธมิตรธุรกิจเก่า 25 บริษัท ยังแสวงหาธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจเพื่อสังคม สร้างแบรนด์ดอยตุง และบริหารคาร์บอนเครดิต ปั้นยูนิต “ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน”
“เราอยากได้เพื่อนเพิ่ม ในปี 2568 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เรามองหาพาร์ตเนอร์ หาพันธมิตรธุรกิจเพิ่มให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การลงทุนที่จำเป็นของธุรกิจ รับมือสถานการณ์และข้อจำกัดของกติกาการค้าของโลก ตอบโจทย์ภาวะโลกเดือดมากขึ้น” ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ ภารกิจใหม่ที่จะเริ่มปักธงในปี 2568
“ทุกวันนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UNSDGs) เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เป้าหมายการหยุดยั้งการสูญเสียและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของโลกภายในปี 2030”
“ในเวทีด้านการพัฒนาระดับสากลยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการฟื้นฟูธรรมชาติ ปี 2567 นับเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมกราคม-กันยายน สูงกว่าอุณหภูมิยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส”
จัดโครงสร้างองค์กรใหม่รับมือโลกเปลี่ยน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เกริ่นว่า การฟื้นฟูป่าดอยตุงเมื่อ 36 ปีก่อน กลายเป็นบุญหล่นทับให้ชาวบ้านบนโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย ปรับตัวได้เท่าทันกับสถานการณ์ โดยเฉพาะผลกระทบจาก Climate Change ซึ่งกระทบกับดอยตุงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2567 คือ พายุในเดือนเมษายน และดินสไลด์ในเดือนกันยายน
ด้วยประสบการณ์ การถ่ายทอดวิถีการทำงาน และขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ได้นำแนวทางปลูกป่า ปลูกคน สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้สถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน ที่เผชิญปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ต้องได้รับการแก้ไขที่เร่งด่วนมากขึ้น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯจึงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและภารกิจการทำงานใหม่
ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ม.ล.ดิศปนัดดาบอกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการ Town Hall ประชุมพนักงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อกำหนดพันธกิจหลักใหม่ 4 ด้าน คือ 1.งานพัฒนาคุณภาพชีวิต 2.ธุรกิจเพื่อสังคม (แบรนด์ดอยตุง) 3.Nature-based Solutions หรือการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน (การใช้ธรรมชาติแก้ไขปัญหาธรรมชาติ) และ 4.งานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน เพื่อนำองค์ความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์แก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายในการดำเนินงาน ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างยิ่งขึ้น
พัฒนาคุณภาพชีวิตคนบนดอย-ประเทศเพื่อนบ้าน
ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวว่า งานพัฒนาคุณภาพชีวิต ยังคงเป็น 1 ในภารกิจหลัก ขณะเดียวกันได้ต่อยอด ขยายผล ในเชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น พุ่งชนเป้าหมายทั้งในด้านเศรษฐกิจ รายได้ และการรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายใต้ปฏิบัติการ ดังนี้
- โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย
- โครงการร้อยใจรักษ์ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
- โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันและพืชน้ำมันอื่น ๆ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
- โครงการแปรรูปป่าเศรษฐกิจน่าน
- โครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ไทย-เมียนมา พื้นที่หนองตะยา อำเภอพินเลา รัฐฉาน
ธุรกิจเพื่อสังคม ภายใต้แบรนด์ดอยตุง
ม.ล.ดิศปนัดดาเล่าว่า ในปี 2568 เขาจะพยายามเพิ่มความเข้มแข็งทางการเงินให้กับกิจการภายใต้แบรนด์ “ดอยตุง” ให้มากที่สุด ให้มีอิสระทางการเงิน เพื่อดูแลชุมชนให้มีรายได้ ดูแลพนักงาน ในทางธุรกิจเราต้องการมีกำไรเพื่อสร้างความเติบโตให้กับกิจการ ขณะเดียวกันสามารถตอบโจทย์สังคม ภายใต้กระบวนการผลิตสินค้าที่ดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืน ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจย่อย คือ 1.อาหารแปรรูป กาแฟและแมคคาเดเมีย 2.หัตถกรรม เซรามิก พรม กระดาษสา 3.คาเฟ่ดอยตุง 4.การเกษตร และ 5.ธุรกิจการท่องเที่ยว อาทิ ที่พักดอยตุงลอดจ์
ในปี 2568 ธุรกิจทั้ง 5 สาขา ต้องดำเนินกิจการภายใต้แนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เน้นใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การใช้ก๊าซหุงต้ม และการใส่ปุ๋ย การขับเคลื่อนการทำงานในระดับหน่วยงาน-โครงการ
“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้ขยายขอบเขตการจัดซื้อตามนโยบายการจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) ให้ครอบคลุมถึงวัตถุดิบเส้นใยใน ‘แบรนด์ดอยตุง’ ขยายขอบเขตพื้นที่การจัดการขยะไม่ให้ไปสู่บ่อฝังกลบให้ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ธุรกิจเพื่อสังคมแบรนด์ดอยตุงจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯย้ำ
“จัดการคาร์บอนเครดิต” รับมือกติกาการค้าโลก
ม.ล.ดิศปนัดดาเล่าถึงภารกิจที่ 3 ซึ่งเป็นภารกิจที่ตอบโจทย์การใช้ธรรมชาติแก้ไขปัญหาธรรมชาติ รับมือกติกาการค้าโลก ภายใต้โครงการ Nature-based Solutions การดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ด้วยประสบการณ์ “ปลูกป่า ปลูกคน” เกือบ 40 ปีในการฟื้นฟูป่าอนุรักษ์ที่โครงการพัฒนาดอยตุง ซึ่งเราตระหนักดีว่า ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากความจำเป็นเรื่องปากท้อง
แต่ในภารกิจใหม่นี้ ป่าจะสามารถเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ชุมชนและประเทศได้ด้วย โดยนำความเชี่ยวชาญการฟื้นฟูป่ามาปรับใช้กับป่าชุมชน ในปี 2563 ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนริเริ่ม “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ภาคป่าไม้ ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)
“โดยเชื่อว่าคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ให้ชุมชนดูแลป่าและดูแลตัวเองได้พร้อม ๆ กัน ช่วยลดการสูญเสียพื้นที่ป่า ลดอัตราการเกิดไฟป่าให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 จากไฟป่า รวมทั้งมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาคนว่างงาน และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยภาคเอกชนในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจได้ด้วย”
การดำเนินงานโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ (ระหว่างปี 2564-ปัจจุบัน) ครอบคลุมพื้นที่ 258,186 ไร่ ร่วมกับป่าชุมชน 281 ชุมชน 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร อุทัยธานี กระบี่ ยโสธร อำนาจเจริญ น่าน และลำปาง ประชาชนเข้าร่วมกว่า 150,000 คน และได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานกว่า 25 แห่ง ทั้งภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจในการพัฒนาโครงการร่วมกัน ประกอบด้วย
- บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
- บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
- บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน)
- บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
- ธนาคารออมสิน
- บริษัท ยูนิชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
- บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
- บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด
- บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)
- การไฟฟ้านครหลวง
- บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด
- บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
- บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด
- บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)
- บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด
- บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน)
ในปี 2568 มูลนิธิมีเป้าหมายขยายพื้นที่ดำเนินการอีก 150,000-300,000 ไร่ ในพื้นที่ป่าชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก โดยคาดว่าจะได้รับปริมาณคาร์บอนเครดิตปีละ 45,000-90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และแม่นยำสูงสุด
ผันสู่ที่ปรึกษาความยั่งยืน Sustainability Advisory
งานในสาขาที่ 4 ม.ล.ดิศปนัดดาบอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กระทบกับการดำเนินงานของดอยตุงอยู่บ้าง แต่เรื่องนี้ไม่ได้สร้างปัญหาอย่างเดียว แต่ก็เป็นโอกาสให้กับการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกติกาใหม่ของการค้า-การลงทุนในระดับโลก ทำให้มูลนิธิเห็นถึงโอกาสที่จะนำเอาความรู้ที่สั่งสมจากการทำงานตลอด 36 ปีที่ผ่านมา ป็นแนวทางการขับเคลื่อนหน่วยธุรกิจใหม่ของมูลนิธิ คือ “ที่ปรึกษาเรื่องความยั่งยืน”
ที่ผ่านมา มูลนิธิมุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พัฒนาชุมชน สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ได้รับการยอมรับในเวทีโลกในการแก้ไขปัญหายาเสพติด และมีบทบาทในเวทีสิ่งแวดล้อมโลกมากยิ่งขึ้น ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ
สำหรับขอบเขตงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Advisory) ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เริ่มทำแล้ว เริ่มมีการเจรจากับบริษัทขนาดใหญ่หลายราย แต่ละบริษัทมีโจทย์ในการสร้างความยั่งยืนบนโจทย์ธุรกิจที่หลากหลาย มูลนิธิพร้อมนำองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนแบ่งปันให้กับภาคเอกชนและภาคส่วนอื่น ๆ ให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเป็นที่ปรึกษาเชิงปฏิบัติการ โดยครอบคลุมประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผ่านการวางแผนและทวนสอบคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กรและผลิตภัณฑ์ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะสู่บ่อฝังกลบเป็นศูนย์ การทำระบบ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือการเรียกคืนบรรจุภัณฑ์
ประเด็นที่สอง ความหลากหลายทางชีวภาพและการแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ ผ่านการประเมินและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การปลูกป่าและฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำ ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ประเด็นที่สาม การพัฒนาชุมชน ผ่านการทำความเข้าใจชุมชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การทำโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
มูลนิธิคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรและสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อให้เกิดความยั่งยืนในองค์กร รวมทั้งการขยายผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง เพื่อช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงบรรเทาปัญหาของประเทศในด้านความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นตัวอย่างของการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาและก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันการพัฒนาดอยตุง และกิจการทั้ง 5 ธุรกิจย่อย ได้ผลในมิติเศรษฐกิจ ประชากรดอยตุงมีทรัพย์สินรวม 1,146 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 576,838 บาทต่อปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ 1.6 เท่า ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายลดลงกว่าปีที่ผ่านมา 23% และหนี้สินลดลง 22% และมีเงินออมเพิ่มขึ้น 75%
มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ รวม 108 กลุ่ม แบ่งเป็น ร้านกาแฟนอกโครงการ 10 ราย, แปรรูปชา 17 ราย, แปรรูปผลิตภัณฑ์ 11 ผู้ประกอบการ (ธัญพืช ดาวอินคา สมุนไพร วานิลลา), เลี้ยงหมูดำดอยตุง 3 ราย, ผลิตภัณฑ์จากป่า 4 ผู้ประกอบการ (ไผ่ หนอนไผ่ ผึ้ง), เกษตรไม้ถุง 22 ราย, หัตถกรรม 1 กลุ่ม และกลุ่มที่พัก โฮมสเตย์ โฮมลอดจ์ 37 ราย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบรนด์ดอยตุง เพิ่มพันธมิตรธุรกิจ ปั้นที่ปรึกษายั่งยืน รับมือกติกาโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net