โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โบรกฟันธง 7 หุ้นเด่นน่าลงทุน รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี สำนักสถิติแห่งกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 โดยเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และ 2.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตัวเลขในเดือนเมษายนอยู่ที่ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และ 2.3% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และ 2.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และ 2.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเทียบกับตัวเลขเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และ 2.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

โดยเงินเฟ้อสหรัฐเดือน พ.ค. ต่ำกว่าตลาดคาดแม้จะเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากสินค้านำเข้าจากจีนอันเป็นผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้า ในสินค้ำกลุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า, วัสดุก่อสร้างบางประเภทที่ปรับขึ้น อย่างไรก็ตามสินค้ากลุ่มเหล่านี้ในอดีตเคยอยู่ในภาวะเงินฝืด ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ CPI โดยรวมจึงยังไม่ชัดเจนมากนัก

สอดคล้องกับฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ในการชะลอการเก็บภาษีการค้าระหว่างกันเป็นระยะเวลา 90 วัน ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 ยังคงเป็นปัจจัยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน

ทั้งนี้ บล.กรุงศรีมีมุมมองต่อองค์ประกอบหลักของเงินเฟ้อในระยะถัดไป ดังนี้

1.Core Inflation: คาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในหมวดบริการ (Core Service Price) จะเริ่มชะลอตัวจากผลของฐานสูง (Base Effect) ขณะที่หมวดสินค้า (Core Goods Price) โดยเฉพาะสินค้านำเข้า หรือสินค้าที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ มีแนวโน้มลดความเสี่ยงด้านต้นทุน หลังจากสหรัฐฯ ตกลงชะลอการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นการชั่วคราว

2.Shelter Inflation: มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วงถัดไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากดัชนีชี้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงส่งสัญญาณชะลอตัว

3.Food Price: ดัชนีราคาสินค้าอาหารโลกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Food Price Index – FFPI) ในเดือนพฤษภาคม 2025 อยู่ที่ระดับ 127.7 จุด ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 0.8% MoM แต่ยังคงสูงกว่าระดับเดียวกันของปีก่อนประมาณ 6.0% อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าอาหารสำหรับสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับจำกัด

4.Energy Price: ราคาน้ำมันยังมี Upside จำกัดในเชิงปัจจัยพื้นฐาน โดยแนวโน้มสมดุลอุปสงค์-อุปทานในปี 2568 ยังสะท้อนภาวะอุปทานส่วนเกิน ตามการประเมินล่าสุดของ EIA และ IEA ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านอุปทานมีแนวโน้มลดลงตามการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกกลับเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน, สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการเจรจาควบคุมโครงการนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น

แม้สถานการณ์การค้าโลกจะมีการผ่อนคลายชั่วคราวจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังมีอยู่ในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะจากแนวโน้มมาตรการภาษีการค้ารอบใหม่

ล่าสุด สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสู่ระดับ 55% ภายในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2568 จากระดับที่ผ่อนคลายปัจจุบันที่ 30% ขณะที่จีนเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่ระดับ 10% สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ ยังไม่มีความชัดเจน

จากปัจจัยข้างต้น KSS ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะยังไม่เร่งดำเนินการผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมรอบกลางเดือนมิถุนายนนี้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะสั้น สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยของประเทศอื่นที่เริ่มเข้าสู่วงจรการลดดอกเบี้ยเร็วกว่า เป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยาต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ (EM Assets)

KSS มองว่าการพิจารณาการลดดอกเบี้ยของ Fed ยังต้องผ่านช่วงรอยต่อที่ผลกระทบจากนโยบายการค้าต่อเงินเฟ้อยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยคงกรอบประมาณการลดดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2025 ไว้ที่ 1-2 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของตลาดในปัจจุบัน

ดอกเบี้ยโลกเข้าสู่วงจรขาลง แนะสะสมหุ้นกลุ่มอิงดอกเบี้ยต่ำ

เชิงกลยุทธ์ KSS ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลงอีกครั้ง โดยมีปัจจัยเร่งหลักจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านเงินเฟ้อในประเทศต่าง ๆ แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแรงกดดันด้านราคามากกว่าหนุนให้เฟ้อ ยกเว้นสหรัฐฯ ที่อาจยังเผชิญความไม่แน่นอน

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง แนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ได้แก่

กลุ่มสินเชื่อรายย่อย: เช่น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC

กลุ่มโรงไฟฟ้า: เช่น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

กลุ่มหุ้นที่มีภาระหนี้สูง: เช่น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL

กลุ่มเทคโนโลยีและโทรคมนาคม: เน้นที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...