โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยปี 68 เหลือ 1.7% จากเดิม 2.3% โตต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ผสมโรงผลกระทบภาษีทรัมป์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก

BTimes

อัพเดต 16 พ.ค. 2568 เวลา 13.09 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 06.09 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2568 เหลือ 1.7% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้าที่ 2.3% ส่วนหนึ่งสะท้อนผลจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออก การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจบริโภค และลงทุน

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนภาพกลับไปไกลกว่านั้น นักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยสูงเกินไปมาตลอด ซึ่งสะท้อน 2 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ไม่ฟื้นขึ้นมาเองเมื่อเวลาผ่านไป และ ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกระทบเศรษฐกิจระหว่างปี และเศรษฐกิจโตได้ต่ำกว่าที่คาด โดย KKP ต้องการชี้ให้เห็นว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในความจริงแล้ว สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ได้รับแรงส่งหลักจากภาคการท่องเที่ยวมาโดยตลอด ตามฐานการท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงการระบาดของโควิด แต่หากไม่นับรวมการท่องเที่ยว จะพบว่าเศรษฐกิจไทยในส่วนที่เหลือ หดตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 4/65 และกลับมาโตเป็นบวกเล็กน้อยแตะระดับ 0% ในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ติดลบต่อเนื่อง สะท้อนว่าภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ของไทยที่ไม่รวมการท่องเที่ยว เช่น ภาคอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจในประเทศ อาจเรียกว่าอยู่ในภาวะถดถอยไปแล้ว ซึ่งสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยที่มีมาอยู่ก่อนแล้ว

ในปี 68 นี้ 3 เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร กำลังมีแนวโน้มชะลอตัวลงพร้อม ๆ กัน คือ

1. แรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวกำลังจะหายไปในปีนี้ โดยในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลสะท้อนว่าแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวกำลังชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมา และนิยมไปเที่ยวประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น แทนการมาท่องเที่ยวไทย ส่งผลให้การท่องเที่ยวที่เคยเป็นแรงส่งหลักทั้งหมดของเศรษฐกิจ (ประมาน 2-3 ppt) ในช่วงปี 65-67 จะเริ่มไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักในปีนี้ โดย KKP ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 36.2 ล้านคน เทียบกับปีก่อนที่ 35.6 ล้านคน หรือโตขึ้นเพียง 6 แสนคนเท่านั้น และมีความเสี่ยงจะลดลงได้

2. ภาคอุตสาหกรรมเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่อยู่ในทิศทางติดลบมาโดยตลอดอยู่แล้ว โดยหดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 65 โดยนักวิเคราะห์หวังว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้บ้างในปีนี้ แต่การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ฯ จะเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมที่ทำให้เห็นการฟื้นตัวได้ยาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก

3. ภาคเกษตรมีแนวโน้มชะลอตัว สะท้อนจากข้อมูลการส่งออกภาคเกษตรที่หดตัวลงแรง โดยเฉพาะข้าวหลังอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาวได้ในปีนี้ โดยการส่งออกข้าวขาวติดลบเกือบ 30% ในช่วงไตรมาสแรก รายได้ที่ชะลอตัวลงในภาคเกษตร จะส่งผลต่อเนื่องให้การบริโภคในประเทศชะลอลง

โดย KKP ประเมินว่า ในที่สุดระดับภาษีที่สหรัฐฯ คิดกับไทยและประเทศอื่น ๆ ในโลกจะค้างอยู่ที่ระดับ 10% ภายใต้ข้อสมมติว่า เราเจรจากับสหรัฐฯ ให้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงมาได้ ในขณะที่อัตราภาษีนำเข้ากับจีน ที่เริ่มมีการตกลงเบื้องต้นเพื่อลดภาษีนำเข้าลงมาได้แล้ว และน่าจะอยู่ในระดับที่สูงว่าประเทศอื่น

อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์นี้ ผลกระทบจากภาษีต่อไทยจะเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ การให้ข้อแลกเปลี่ยนทางการค้า โดยเปิดตลาดของสินค้าบางกลุ่มให้กับสหรัฐ ฯ และผลกระทบทางอ้อมจากภาวะการค้าโลก และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงต่อการส่งออกไทย

โดยผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ ในกรณีที่มีการขึ้นภาษี 10% ต่อสินค้าส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ KKP ประเมินว่า GDP ไทยอาจได้รับผลกระทบติดลบประมาณ 0.15% โดยการให้ข้อแลกเปลี่ยนในระหว่างการเจรจา อาจกระทบเศรษฐกิจบางภาคส่วน หากสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดในภาคเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะหมู เนื้อวัว และนม จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดย GDP ภาคเกษตรมีสัดส่วน 8-9% และหมู-ไก่ 1.3% แต่ภาคเกษตรยังคงมีบทบาทในการจ้างงานในชนบทอย่างกว้างขวาง โดยคิดเป็นกว่า 31% ของการจ้างงานทั้งหมด

ในส่วนของผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว KKP ประเมินว่าในอดีตทุก ๆ การลดลงของ GDP โลก 1% จะส่งผลให้ GDP ไทยลดลงประมาณ 0.6%

ดังนั้น ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยจากประเด็นสงครามการค้าในปี 68 ยังคงเอียงไปทางด้านลบ หากการเจรจาล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาเรียกเก็บภาษีที่อัตรา 36% หลังครบกำหนดผ่อนผัน 90 วัน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวต่อเนื่อง KKP ประเมินว่า GDP ไทยในปี 68 อาจลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 0.9%

KKP ประเมินภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต จากข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งอุปทานว่า ค่อนข้างยากที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตที่ 3% แม้จะไม่มีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ฯ ก็ตาม เพื่อที่จะรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจให้ใกล้เคียง 3% สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น คือภาคการท่องเที่ยวจะต้องขยายตัวมากถึงปีละประมาน 7-10 ล้านคน เหมือนช่วงที่จีนเข้ามาท่องเที่ยวไทยใหม่ ๆ หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังไทย ต้องขยายตัวไปถึงประมาน 70 ล้านคน ในปี 73 เพื่อชดเชยกับภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวลง ภาคการผลิตไทยต้องกลับไปเติบโตเฉลี่ยปีละประมาน 5% เหมือนในช่วงปี 43 และการใช้ภาคเกษตรเป็นตัวนำทางเศรษฐกิจ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมีขนาดที่เล็กเกินไปเพียงประมาณ 8% ของ GDP นอกจากนี้ ในปัจจุบันการส่งออกในภาคเกษตรที่เติบโตติดลบในปี 68 เนื่องจากข้าวไทย ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับข้าวอินเดียได้

อย่างไรก็ตาม ภาคต่างประเทศที่อ่อนแอลง กลับมาเป็นคำถามว่า "ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศแทนได้หรือไม่" โดยช่วงที่ผ่านมา สินเชื่อภาคธนาคารปรับตัวแย่ลงมาอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่ม ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ 1. หนี้เสียในภาคธนาคารปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้เสียในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและ SME ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจ 2. หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ Balance sheet ของภาคครัวเรือนในปัจจุบันอยู่ในสถาะอ่อนแอ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และ 3. อัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันไม่เป็นระดับที่ผ่อนคลาย และสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ

KKP ประเมินว่า ภาครัฐต้องไม่ยึดติดกับการทำนโยบายแบบเดิม และควรต้องมีการประสานด้านนโยบาย ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ บทเรียนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด Abenomics เพื่อตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างยืดเยื้อ ถูกจัดวางภายใต้กรอบ "ลูกศรสามดอก" ประกอบด้วย นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายที่เน้นเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ นโยบายการคลังแบบขยายตัว และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ บทเรียนของญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีความครบถ้วนทั้งในมิติของระยะสั้น และระยะยาว และต้องมีทั้งนโยบายด้านอุปสงค์ และนโยบายด้านโครงสร้าง ซึ่งการใช้นโยบายการเงินหรือการคลังเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจได้ หากขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...