หุ้นพลังงาน VS ภาษีสหรัฐฯ
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 17.36 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 00.13 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น- ทุกสิ่งในโลกย่อมมี 2 ด้านเสมอ เมื่อมีเสีย ก็ต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งได้ กรณีสหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าส่งออกที่ 36%กับสินค้าไทย เชื่อว่าการต่อรองต่อไปคือ ลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0%
บล. กรุงศรี มองว่าหากรัฐบาลไทยลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% จะไม่กระทบการแข่งขันของกลุ่มพลังงานฯ อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันมีการยกเว้นภาษีนำเข้า หรือแทบไม่เก็บภาษี สำหรับน้ำมันดิบ, LNG, ปิโตรเคมี และซีเมนต์ อยู่แล้ว
คาดว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะนำเข้า LNG เพิ่มมากที่สุด เนื่องจากยังเหลือช่องให้เพิ่มได้อีกราว 1–2 ล้านตันต่อปี (mta) และสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุด
ในกรณี worst-case หากรัฐบาลเลือกนำเข้าพลังงานเกินความจำเป็นเพื่อชดเชยการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ แทนการนำเข้าสินค้าอื่น ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นถือว่าน้อย แต่หากเกิดขึ้น มองว่าจะเป็นลบต่อกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTT และโรงกลั่น ซึ่งต้องแบกรับต้นทุน pool gas ที่สูงขึ้น และประสิทธิภาพการผลิต (production yield) ที่ไม่อยู่ในระดับเหมาะสม
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “Bullish” ต่อกลุ่มพลังงานฯ โดยเลือก PTG และ BCP เป็น top picks
ประเด็นสำคัญ
รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยไปสหรัฐฯ เป็น 36% ภายใน 1 ส.ค. 2568 โดยไทยเคยเสนอแนวทางลดการเกินดุลการค้า (ปี 2024 อยู่ที่ราว 37 พันล้านดอลลาร์) ผ่านการสนับสนุนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หนึ่งในทางเลือกคือพลังงาน เช่น LNG, Ethane, น้ำมันดิบ หรือการลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ
หากเปรียบเทียบกับเวียดนามที่ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% มองว่าผลกระทบต่อกลุ่มพลังงานของไทยยังจำกัด เพราะ:
น้ำมันดิบ/LNG: ไทยยกเว้นศุลกากรนำเข้าอยู่แล้วตามมาตรา 12
น้ำมันสำเร็จรูป: เก็บเพียง0.01 บาท/ลิตร (~0.03%) จึงไม่มีนัยสำคัญ
ปิโตรเคมี: แม้มีการจัดเก็บสูงสุด 5% แต่ต้นทุนขนส่งจากสหรัฐฯ (~100 USD/ตัน) ยังคงสูงกว่าประโยชน์จากภาษีที่ถูกลง (5% ของราคา PE/PP ~47 USD/ตัน)
PET: ความกดดันน้อย เนื่องจากสหรัฐฯ ยังต้องนำเข้าอยู่ราว 1 mta
ซีเมนต์: นำเข้าเพียง 0.1% ของมูลค่านำเข้าโดยรวม ส่วนใหญ่เป็นเซรามิก ราคาขายในประเทศต่ำกว่าค่าขนส่งจากสหรัฐฯ จึงแข่งขันยากอยู่ดี
เชิงกลยุทธ์
การนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ มีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด โดยยังไม่กระทบกับโครงสร้างก๊าซฯ ของประเทศ เนื่องจากมีช่องให้เพิ่มได้อีกราว 1–2 mta และราคา LNG จากสหรัฐฯ (ต่ำ/สูงกว่าราคาเฉลี่ย) อาจกระทบราคา pool gas เพียงเล็กน้อย (1–2 บาท/mmbtu)
PTT หากนำเข้า LNG เพิ่ม 1 mta จะเป็น upside ต่อกำไรธุรกิจก๊าซฯ ราว 490 ล้านบาท หรือ +0.5%
ในกรณี worst-case หากรัฐบาลนำเข้า LNG เกินความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ จะเป็นลบต่อ PTT และผู้ใช้ก๊าซฯ ในประเทศ เพราะจะทำให้ราคา pool gas เพิ่มขึ้น (LNG ราคา ~360–400 บาท/mmbtu เทียบกับก๊าซฯ อ่าวไทย-พม่า ~150–330 บาท/mmbtu) ส่งผลให้ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ PTT เพิ่มขึ้น ทุกๆ pool gas เพิ่ม 1 บาท/mmbtu จะกระทบกำไร -187 ล้านบาท
การนำเข้า Ethane ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2–3 ปี ส่วนโครงการ Alaska LNG เป็นโครงการระยะยาว ยังไม่สามารถใช้เป็นเครื่องต่อรองกับสหรัฐฯ ได้ในทันที
การเลือกใช้น้ำมันดิบจากสหรัฐฯ เพิ่ม มีโอกาสเกิดน้อย เพราะโรงกลั่นในประเทศส่วนใหญ่เดินเครื่องอยู่ในระดับ u-rate ที่เหมาะสมแล้ว หากปรับสูตรน้ำมันดิบใหม่ อาจกระทบต่อ production yield และค่าการกลั่น แม้ PTTGC, IRPC หรือ BCP ใช้น้ำมันดิบสหรัฐฯ บางส่วนอยู่แล้วก็ตาม
รัฐอาจทำได้แค่ “ขอความร่วมมือ” จากโรงกลั่น ซึ่ง มองว่าโอกาสให้ความร่วมมืออย่างมีนัยสำคัญมีน้อย เนื่องจากอาจกระทบกำไรบริษัท และประเด็นด้านธรรมาภิบาล (Governance)
ยังคงมุมมอง “Bullish” ต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
Top Picks:
BCP (TP 46.0 บาท): คาดฟื้นตัวเร็วกว่ากลุ่มโรงกลั่นใน 2H25F จากไม่มีแผนปิดซ่อมใหญ่ และได้ประโยชน์จากท่าเรือ VLCC ที่ประหยัดค่า freight
PTG (TP 10.5 บาท): 2Q25F คาดกำไรฟื้น QoQ ดีกว่ากลุ่ม จากไม่มี stock loss และคาดว่าค่าการตลาดจะฟื้นแรงใน 2H25F หลังการแทรกแซงจากกองทุนน้ำมันลดลงต่อเนื่อง