จุดพลุตั้ง “รัฐบาลช่วยชาติ” วาระ 2 ปี ทาบ “บิ๊กป้อม” ขึ้นขัดตาทัพ
จุดพลุตั้ง “รัฐบาลช่วยชาติ” วาระ 2 ปี ทาบ “บิ๊กป้อม” ขึ้นขัดตาทัพ เฟ้นบุคลากรมือดีทุกภาคส่วน คัดสรรนโยบายที่ดีทำเร่งด่วน คลอดกฎหมายสมานฉันท์ ออกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นสากล ปฏิรูปประเทศทุกด้าน หวั่นสลับขั้วชิงอำนาจรัฐสุ่มเสียงขัดแย้งรุนแรงเกิดนองเลือด ปราม “ก้าวไกล” อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมล้าหลัง ต้องปรับตัว
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 อดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลว่า ผลลงมติโหวตนายกฯ ไม่เหนือความคาดหมาย ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่โหวตให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกลทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีแนวโน้มนำไปสู่ความแตกแยกทางการเมือง เนื่องจากพรรคเสียงอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หากสลับขั้วจะเกิดการชุมนุมต่อต้านจากอีกฝ่าย ถ้าปล่อยให้ดำเนินการไปเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นนองเลือดอีก จึงถึงเวลที่ทุกฝ่ายรอมชอมสามัคคีกัน เพระทุกพรรคการเมืองมีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน ขั้วรัฐบาลเดิมก็ล้าหลัง ประชาชนไม่ยอมรับ ขั้วรัฐบาลใหม่ก็สุดโต่ง สุ่มเสี่ยงนำไปสู่ขัดแย้ง จึงควรเอานโยบายที่เหมาะสมจากทุกพรรคการเมืองมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง และเชิญบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถจากทุกพรรคมาร่วมกันเป็น “รัฐบาลช่วยชาติ” โดยไม่ยึดติดโควตา
นายอดุลย์กล่าวว่า เมื่อพรรคก้าวไกล จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จะโหวตอีกรอบก็ไม่ได้อยู่ดี พรรคอันดับสองคือเพื่อไทย มีความชอบธรรมที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หากคนของพรรคเพื่อไทยจะเป็นนายกฯ ส.ว.คงไม่โหวตให้อีก เหลือทางเลือกสุดท้ายคือสลับขั้วมาจับมือกับ พรรคพลังประชารัฐ และ พรรคภูมิใจไทย ร่วมเป็นแกนนำ โดยให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกฯ เชื่อว่าจะได้รับเสียงโหวตจาก ส.ว.จนครบ ภายใต้เงื่อนไขเริ่มกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ในสังคมได้ทันที ตามแนวทาง ก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยออกกฎหมายเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ส่วนคดีที่เกี่ยวกับ ม.112 เป็น พระราชอำนาจ ที่พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอยู่แล้ว จากนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย ปฏิรูปประเทศทุกด้าน เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์สงบเรียบร้อยภายใน 2 ปี ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ทังนี้หากไม่มีการปฏิรูปประเทศ ความขัดแย้งก็จะขยายตัวอีก
นายอดุลย์ กล่าวด้วยว่า ขอเตือนพรรคก้าวไกลให้ระมัดระวังในเรื่องปลุกกระแสความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย เลือกข้าง สร้างความแตกแยก จะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองและส่วนรวม ยิ่งเกี่ยวกับสถาบัน เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังเคารพศรัทธา และขอฝากฝ่ายอนุรักษนิยมต้องปรับตัว อย่าฝืนกระแสการเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่แล้ว อย่าลืมว่ากาลเวลาเป็นผู้ชนะเสมอ แต่การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องคำนึงถึงประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย จะเดินตามชาติตะวันตกที่ไม่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ อย่าหักโหม หักด้ามพร้าด้วยเข่า จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาอีก เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องใช้เวลา ไม่ใช่แค่ยุคนี้ ทั้งนี้คนไทยอย่าคิดแบบโลกสวย ต้องมองความจริงที่ปฏิบัติได้ด้วย ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผล มีความสามัคคีสมานฉันท์.