โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิจัยกสิกรไทย ชี้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า 'ทรัมป์-ทองคำ' ตัวแปรความผันผวนระหว่างปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 07.54 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยความต้องการทองคำโลก-ไทย ขยับเพิ่มขึ้น หนุนทุนสำรองทางการไทยเพิ่มขึ้นมาที่ 8.3% ในปี’67 สะท้อนการลงทุน-ออมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คาดราคาทองคำมีโอกาสยังคงทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังทะลุ 3 พันดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำเงินบาทแข็งค่า ค่าผันผวน 7.5-8.5% ย้ำเชื่อว่าทั้งปีเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่า สิ้นปี’68 แตะ 35.50 บาทต่อดอลลาร์

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่าความต้องการทองคำโลกและไทยเพิ่มขึ้นจากช่วงโควิด-19 ตามแรงซื้อเพื่อสะสมเป็นทุนสำรอง และเพื่อการลงทุน ภาพรวมความต้องการทองคำทั่วโลกทยอยฟื้นตัวกลับมาในปี 2564-2567 และน่าจะต่อเนื่องในปี 2568 ตามแรงซื้อของผู้เล่น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธนาคารกลาง นักลงทุน และผู้บริโภค

ความต้องการทองคำทั่วโลกลดลงไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ทยอยฟื้นตัวกลับมาสอดคล้องกับการทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องของราคาทองคำในตลาดโลก นำโดยแรงซื้อสะสมเข้าทุนสำรองของธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลก และเมื่อรวมกับผลของราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลทำให้สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 19.7% ณ สิ้นปี 2567 และมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ระดับ 20% ต่อเนื่องในปีนี้ (จาก 12.2% ในช่วงปี 2562 ก่อนโควิด-19)

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำก็ขยับเพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่นักลงทุนนิยมมีติดพอร์ตไว้เพื่อกระจายการลงทุน ขณะที่ผู้บริโภคทั่วไปเองก็ซื้อสะสมทองคำเพื่อการออมและเป็นเครื่องประดับด้วยเช่นกัน

สำหรับไทยทองคำในทุนสำรอง รวมถึงพฤติกรรมการออม/ลงทุนในทองคำของคนไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน

สะท้อนจากสัดส่วนทองคำในทุนสำรองของทางการไทยที่เพิ่มขึ้นมาที่ 8.3% ณ สิ้นปี 2567 ขณะที่ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคและยอดขาดดุลในหมวดทองคำ ก็เร่งตัวขึ้นตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกช่วงปี 2564-2567

ทั้งนี้ จากการที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง ทำให้ภาคครัวเรือนไทยนิยมใช้ทองคำและเครื่องประดับที่ทำจากทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็บออม โดยค่าเฉลี่ยความต้องการทองคำของผู้บริโภคไทยฟื้นกลับมาที่ 41.8 ตันต่อปี จากที่หดตัวลงไปในช่วงโควิด-19 สอดคล้องกับมูลค่าการนำเข้าทองคำที่เร่งตัวขึ้นเร็วกว่ามูลค่าการส่งออกทองคำไปตลาดโลก ซึ่งส่งผลทำให้ดุลการค้าจากหมวดทองคำพลิกติดลบในช่วงปี 2564-2567 เช่นกัน

ในขณะที่นักลงทุนไทยมีช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นในการลงทุนทองคำ โดยนอกจากจะลงทุนในรูปการซื้อ-ขายทองคำแท่งแล้ว ยังสามารถเปิดบัญชีซื้อขายทองคำออนไลน์ และลงทุนในอนุพันธ์ทองคำหรือสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Gold Online Futures ที่ราคาจะเคลื่อนไหวตามราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งล่าสุด 18 มี.ค. 2568 มีการเปิดสถานะคงค้าง (Open Interest) ที่ประมาณ 48,156 สัญญา เพิ่มขึ้นจากที่มีการเปิดสถานะคงค้าง 27,281 สัญญา ณ สิ้นปี 2567

ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำในตลาดโลก และค่าเงินบาท

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB กับราคาทองคำกลับสวนทางกัน (ทองขึ้น บาทแข็ง) เนื่องจากนักลงทุนไทยมักเทขายทองคำเมื่อราคาทองปรับสูงขึ้น

การออม/การลงทุนในทองคำของไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทิศทางของเงินบาทในบางช่วงได้รับผลกระทบจากปัจจัยเฉพาะ ซึ่งก็คือการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก

ทั้งนี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างราคาทองคำในตลาดโลกและ USD/THB ในช่วงย้อนหลัง 12 เดือน อยู่ที่ -0.83 ซึ่งสะท้อนว่าราคาทองคำในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้าม

โดยเงินบาทมักจะแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้น (ราคาทองคำตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นกระตุ้นแรงขายทองคำของคนไทยและร้านค้า ซึ่งทำให้มีแรงขายเงินดอลลาร์ เพื่อแลกกลับเป็นเงินบาทตามมา) และจากความเคลื่อนไหวที่มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างสูงระหว่างเงินบาทกับทองคำดังกล่าว ทำให้เงินบาทมีความผันผวนมากกว่าสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ

โดยค่าความผันผวนของเงินบาทปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 7.5-8.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ผันผวนเท่าราคาทองคำในตลาดโลกที่มีค่าความผันผวนสูงถึง 13-15% แต่ก็สูงกว่าความผันผวนของเงินบาทที่เคยเป็นในอดีต

แนวโน้มค่าเงินบาทปี 2568 อาจกลับไปอ่อนค่า

นักวิเคราะห์ยังมองราคาทองโลกอาจสูงขึ้นได้อีก (หลังจากที่ทะยานขึ้นทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้แนว 3,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ซึ่งอาจมีผลหนุนทิศทางเงินบาทในระยะสั้น แต่ยังคาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงในระยะที่เหลือของปี เพราะมีปัจจัยอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่า

จากทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่หลายฝ่ายมองว่ามีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสูงกว่าระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ท่ามกลางแรงหนุนจากความต้องการทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ

ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเงินบาทอาจแข็งค่าในระหว่างปีตามสัญญาณของราคาทองคำและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐจากสงครามการค้า

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากย้อนกลับมามองที่ปัจจัยพื้นฐานของเงินบาท โดยเฉพาะแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ตลอดจนการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของไทย คาดว่าเงินบาทยังคงมีโอกาสกลับไปอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี 2568 (ประมาณการค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยธนาคารกสิกรไทย อยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิจัยกสิกรไทย ชี้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ‘ทรัมป์-ทองคำ’ ตัวแปรความผันผวนระหว่างปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...