`ภาษีการรับให้` คืออะไร? เจาะลึก! ใครเสีย? เงื่อนไขยื่นภาษีอัตรา
"ภาษีการรับให้" คืออะไร? เจาะลึก! ใครเสีย? เงื่อนไขยื่นภาษีอัตรา
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 มี.ค. 68 15:59 น.
ท่ามกลางกระแสความสนใจในประเด็น "ภาษีการรับให้" ที่ถูกจุดประกายขึ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดย ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของภาษีประเภทนี้ ตั้งแต่ความหมาย วัตถุประสงค์ เงื่อนไขการบังคับใช้ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี ไปจนถึงวิธีการคำนวณ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและรอบด้านในประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจนี้
จากกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้กล่าวถึงกรณีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยง "ภาษีการรับให้" ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องการทำความเข้าใจในรายละเอียดของภาษีประเภทนี้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเงื่อนไขการบังคับใช้ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี และวิธีการคำนวณ
ภาษีการรับให้ ความหมายและวัตถุประสงค์เชิงลึก
"ภาษีการรับให้" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ภาษีการให้" (Gift Tax) เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกจัดเก็บจากมูลค่าของทรัพย์สินที่บุคคลธรรมดาได้รับมาโดยเสน่หา หรือโดยการให้เปล่าจากบุคคลอื่นในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งผู้ให้และผู้รับอาจมีความสัมพันธ์เป็นบุตร คู่สมรส ญาติ หรือบุคคลอื่นใดก็ได้
วัตถุประสงค์หลักของการมีภาษีการรับให้นั้นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการจัดเก็บ "ภาษีการรับมรดก" โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการวางแผนถ่ายโอนทรัพย์สินก่อนเสียชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีมรดกที่อาจเกิดขึ้น หากไม่มีภาษีการรับให้ บุคคลที่มีทรัพย์สินจำนวนมากอาจเลือกที่จะทยอยให้ทรัพย์สินแก่ทายาทก่อนเสียชีวิต แทนที่จะปล่อยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นมรดก ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีมรดกไป การมีภาษีการรับให้จึงเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีโดยรวม
จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของภาษีการรับให้ในประเทศไทย
ภาษีการรับให้ในประเทศไทยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรถึงสองฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 และ (ฉบับที่ 43) พ.ศ. 2559 การประกาศใช้กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบภาษีของประเทศให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับหลักสากลมากยิ่งขึ้น
ใคร คือ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้? ลงรายละเอียดตามประเภททรัพย์สิน
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินที่ได้รับการให้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้:
1.กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม สิ่งปลูกสร้าง) ในกรณีนี้ กฎหมายกำหนดให้ ผู้ที่ทำการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี โดยเฉพาะเจาะจงถึงกรณีที่ บิดาและหรือมารดา เป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์ให้กับ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เท่านั้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม (อ้างอิงตามมาตรา 42 (26) แห่งประมวลรัษฎากร) ซึ่งหมายความว่า หากเป็นการให้อสังหาริมทรัพย์ระหว่างบุคคลอื่นนอกเหนือจากกรณีนี้ หรือเป็นการให้แก่บุตรบุญธรรม จะไม่เข้าข่ายการเสียภาษีการรับให้ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์
2.กรณีการให้สังหาริมทรัพย์ (เงินสด หุ้น รถยนต์ ทองคำ เครื่องประดับ ฯลฯ) ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ และมูลค่าของทรัพย์สินที่ได้รับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ:
การรับให้จากบุพการี, ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้จากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี (ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด), ผู้สืบสันดาน (ได้แก่ บุตร หลาน เหลน), หรือคู่สมรส จะต้องเสียภาษีเฉพาะในส่วนของเงินได้ที่มีมูลค่า เกินกว่า 20 ล้านบาท ในแต่ละปีภาษี (อ้างอิงตามมาตรา 42(27) แห่งประมวลรัษฎากร)
การรับให้จากบุคคลอื่น (ที่ไม่ใช่บุพการี, ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส): บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา (เช่น การให้เงินช่วยเหลือญาติที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานในยามเดือดร้อน) หรือจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธี (เช่น ของขวัญในงานแต่งงาน) หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี (เช่น ของขวัญวันเกิด) จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะต้องเสียภาษีเฉพาะในส่วนของเงินได้ที่มีมูลค่า เกินกว่า 10 ล้านบาท ในแต่ละปีภาษี (อ้างอิงตามมาตรา 42(28) แห่งประมวลรัษฎากร)
อัตราภาษีและการคำนวณ ตัวเลขที่ต้องทำความเข้าใจ
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้จะต้องเสียภาษีในอัตราคงที่คือ ร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินในส่วนที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีรายละเอียดดังนี้:
กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์: ผู้โอน (บิดาหรือมารดาที่ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย) จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท โดยจะทำการเสียภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน หรือผู้โอนสามารถเลือกที่จะนำมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินนี้ไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ เพื่อเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติก็ได้
กรณีการให้สังหาริมทรัพย์: ผู้รับจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกินกว่า 20 ล้านบาท (หากได้รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส) หรือเกินกว่า 10 ล้านบาท (หากได้รับจากบุคคลอื่น) โดยผู้รับก็มีสิทธิเลือกที่จะนำมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินนี้ไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ เพื่อเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติได้เช่นกัน
ตัวอย่างการคำนวณภาษีการรับให้: เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
เพื่อให้เข้าใจวิธีการคำนวณภาษีการรับให้มากยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมดังนี้:
ตัวอย่างที่ 1 (อสังหาริมทรัพย์): คุณพ่อได้ทำการโอนที่ดินให้กับลูกชายที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีราคาประเมินของที่ดินอยู่ที่ 35 ล้านบาท คุณพ่อซึ่งเป็นผู้โอนจะต้องเสียภาษีการรับให้ โดยคำนวณจากส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ดังนี้: (35,000,000 - 20,000,000) × 5% = 15,000,000 × 0.05 = 750,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 (สังหาริมทรัพย์ - จากบุพการี): คุณยายให้เงินสดกับหลานชายจำนวน 25 ล้านบาท หลานชายจะต้องเสียภาษีการรับให้ โดยคำนวณจากส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ดังนี้: (25,000,000 - 20,000,000) × 5% = 5,000,000 × 0.05 = 250,000 บาท
ตัวอย่างที่ 3 (สังหาริมทรัพย์ - จากบุคคลอื่น): ในวันขึ้นบ้านใหม่ เพื่อนของคุณให้ของขวัญเป็นเงินสดจำนวน 12 ล้านบาท คุณจะต้องเสียภาษีการรับให้ โดยคำนวณจากส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ดังนี้: (12,000,000 - 10,000,000) × 5% = 2,000,000 × 0.05 = 100,000 บาท
ขั้นตอนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีรับให้ ช่องทางและวิธีการ
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้สามารถเลือกวิธีการเสียภาษีได้ 2 รูปแบบ คือ เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่น หรือเลือกที่จะนำเงินได้จากการรับให้นั้นไปรวมกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีต่ำกว่าร้อยละ 5
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยกระดาษ: ในกรณีที่เลือกยื่นแบบกระดาษ ผู้เสียภาษีจะต้องระบุจำนวนเงินได้และภาษีที่เกี่ยวข้องในรายการ “เงินได้จากการให้หรือการรับ” ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 สำหรับผู้มีเงินได้จากหลายแหล่ง หรือ ภ.ง.ด. 91 สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีออนไลน์ (E-Filing): สำหรับผู้ที่สะดวกในการยื่นแบบออนไลน์ สามารถทำได้โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) และเลือกเมนู “ยื่นแบบออนไลน์” จากนั้นให้เลือกประเภทเงินได้เป็น “เงินได้จากการให้หรือการรับ (มาตรา 40(8))” ในขั้นตอนการกรอกข้อมูล ให้ระบุเงินได้พึงประเมิน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) และที่สำคัญคือทำเครื่องหมายในช่อง “ต้องการเสียภาษีโดยไม่รวม” หากต้องการเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยไม่นำไปรวมกับเงินได้อื่น
การทำความเข้าใจในรายละเอียดของ "ภาษีการรับให้" เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การส่งต่อทรัพย์สินระหว่างบุคคลในครอบครัวมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับให้
ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เงินได้จากการรับให้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้จะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาแสดงในการยื่นแบบรายการภาษีตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
สำหรับเงินได้จากการรับให้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนของปีภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม (ภ.ง.ด.94) ภายในเดือนกันยายนของปีภาษีนั้น
ส่วนเงินได้จากการรับให้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมของปีภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90) ภายในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีภาษีนั้น อย่างไรก็ตาม หากเลือกยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ (E-Filing) จะได้รับการขยายเวลาการยื่นออกไปอีก 8 วัน
บทวิเคราะห์ ภาษีการรับให้ในบริบทประเทศไทย
โดยสรุปแล้ว "ภาษีการรับให้" หรือภาษีการให้ เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บจากทรัพย์สินที่ได้รับมาโดยเสน่หาในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมการจัดเก็บภาษีการรับมรดกและป้องกันการเลี่ยงภาษีดังกล่าว กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ โดยมีอัตราภาษีคงที่ร้อยละ 5 สำหรับมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (10 ล้านบาทสำหรับผู้รับจากบุคคลอื่น และ 20 ล้านบาทสำหรับผู้รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสามารถเลือกที่จะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่น หรือจะนำไปรวมเพื่อคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติก็ได้ และมีกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่ได้รับเงินได้
ผลกระทบต่อการส่งต่อความมั่งคั่งในครอบครัวและความเป็นธรรมทางภาษีในประเทศไทย
ประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับภาษีการรับให้คือ ผลกระทบต่อการส่งต่อความมั่งคั่งภายในครอบครัว และความรู้สึกถึงความเป็นธรรมของระบบภาษีโดยรวม ในสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมการส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มแข็ง ภาษีการรับให้จึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อการวางแผนทางการเงินของหลายครอบครัว
ในบริบทของประเทศไทย ที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นท้าทาย ภาษีการรับให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ เนื่องจากเป็นการเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับทรัพย์สินมาโดยไม่ได้เกิดจากการทำงานหรือการลงทุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นมักจะมุ่งเน้นไปที่อัตราภาษีและเกณฑ์การยกเว้นที่เหมาะสม นอกจากนี้ในความเป็นจริง การจัดเก็บภาษีการรับให้ในประเทศไทยอาจเผชิญกับความท้าทายหลายประการ แบ่งได้ดังนี้
ความเข้าใจและการตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายภาษีนี้ในหมู่ประชาชนยังไม่แพร่หลายนัก หลายคนอาจยังไม่ทราบถึงหน้าที่ในการเสียภาษีเมื่อได้รับการให้ทรัพย์สิน ทำให้เกิดปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ
เกณฑ์การยกเว้นที่ค่อนข้างสูง (10 ล้านบาท และ 20 ล้านบาท) อาจทำให้การจัดเก็บภาษีจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำในภาพรวมมากนัก นอกจากนี้ การกำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างกันตามความสัมพันธ์ของผู้ให้และผู้รับก็อาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรมในบางกรณี
การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังหาริมทรัพย์บางประเภท อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้เสียภาษีและเจ้าหน้าที่ได้
การวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อาจเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความรู้และทรัพยากรเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีการรับให้ไม่บรรลุผลเท่าที่ควร
ดังนั้น แม้ว่าภาษีการรับให้จะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการสร้างความเป็นธรรมทางภาษี แต่การพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย เช่น เกณฑ์การยกเว้น อัตราภาษี และวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน อย่างรอบคอบ รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภาษีการรับให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างแท้จริงในบริบทของประเทศไทย
ตารางสรุปภาษีการรับให้ตามข้อกฎหมาย
ข้อกฎหมาย ประเภทเงินได้ ผู้ให้ ผู้รับ มูลค่าที่ได้รับยกเว้นตลอดปีภาษีนั้น มูลค่าที่นำมาคำนวณภาษี มาตรา 42 (26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มีค่าตอบแทน (อสังหาริมทรัพย์) - บิดา มารดา (ผู้โอน) - บุตรชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) (ต่อบุตร 1 คน) ไม่เกิน 20 ล้านบาท เงินได้ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ผู้โอนหักภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไว้ร้อยละ 5 เลือกไม่นำมารวมคำนวณได้ (ตามมาตรา 48 (4/1) และมาตรา 50 (6)) มาตรา 42 (27) เงินได้จากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หา (สังหาริมทรัพย์) - บุพการี - ผู้สืบสันดาน - หรือ คู่สมรส บุคคลธรรมดา ไม่เกิน 20 ล้านบาท ผู้รับเลือกเสียภาษีร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท โดยไม่นำไปรวมคำนวณ หรือนำมารวมคำนวณ ตามมาตรา 48 (1) และมาตรา 48 (2) (ตามมาตรา 48 (6)) มาตรา 42 (28) เงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธี
หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี (สังหาริมทรัพย์) - มิใช่ บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือ คู่สมรส นิติบุคคล บุคคลธรรมดา ไม่เกิน 10 ล้านบาท ผู้รับเลือกเสียภาษีร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท โดยไม่นำไปรวมคำนวณ หรือนำมารวมคำนวณ ตามมาตรา 48 (1) และมาตรา 48 (2) (ตามมาตรา 48 (7)) มาตรา 42 (29) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ที่ผู้ให้แสดงเจตนา
หรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา / กิจการศึกษา / กิจการสาธารณประโยชน์
ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง (สังหาริมทรัพย์) - บุคคลธรรมดา - นิติบุคคล - บุคคลธรรมดา ไม่จำกัดจำนวน ได้รับยกเว้นเงินได้ (ตามมาตรา 42 (29))
เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ