โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

`ภาษีการรับให้` คืออะไร? เจาะลึก! ใครเสีย? เงื่อนไขยื่นภาษีอัตรา

efinanceThai

เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 09.00 น.

"ภาษีการรับให้" คืออะไร? เจาะลึก! ใครเสีย? เงื่อนไขยื่นภาษีอัตรา

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 มี.ค. 68 15:59 น.

ท่ามกลางกระแสความสนใจในประเด็น "ภาษีการรับให้" ที่ถูกจุดประกายขึ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดย ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของภาษีประเภทนี้ ตั้งแต่ความหมาย วัตถุประสงค์ เงื่อนไขการบังคับใช้ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี ไปจนถึงวิธีการคำนวณ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและรอบด้านในประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจนี้

จากกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้กล่าวถึงกรณีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยง "ภาษีการรับให้" ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องการทำความเข้าใจในรายละเอียดของภาษีประเภทนี้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเงื่อนไขการบังคับใช้ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี และวิธีการคำนวณ

ภาษีการรับให้ ความหมายและวัตถุประสงค์เชิงลึก

"ภาษีการรับให้" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ภาษีการให้" (Gift Tax) เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกจัดเก็บจากมูลค่าของทรัพย์สินที่บุคคลธรรมดาได้รับมาโดยเสน่หา หรือโดยการให้เปล่าจากบุคคลอื่นในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งผู้ให้และผู้รับอาจมีความสัมพันธ์เป็นบุตร คู่สมรส ญาติ หรือบุคคลอื่นใดก็ได้

วัตถุประสงค์หลักของการมีภาษีการรับให้นั้นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการจัดเก็บ "ภาษีการรับมรดก" โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการวางแผนถ่ายโอนทรัพย์สินก่อนเสียชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีมรดกที่อาจเกิดขึ้น หากไม่มีภาษีการรับให้ บุคคลที่มีทรัพย์สินจำนวนมากอาจเลือกที่จะทยอยให้ทรัพย์สินแก่ทายาทก่อนเสียชีวิต แทนที่จะปล่อยให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นมรดก ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีมรดกไป การมีภาษีการรับให้จึงเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีโดยรวม

จุดเริ่มต้นและพัฒนาการของภาษีการรับให้ในประเทศไทย

ภาษีการรับให้ในประเทศไทยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรถึงสองฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 และ (ฉบับที่ 43) พ.ศ. 2559 การประกาศใช้กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบภาษีของประเทศให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับหลักสากลมากยิ่งขึ้น

ใคร คือ ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้? ลงรายละเอียดตามประเภททรัพย์สิน

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินที่ได้รับการให้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้:

1.กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม สิ่งปลูกสร้าง) ในกรณีนี้ กฎหมายกำหนดให้ ผู้ที่ทำการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี โดยเฉพาะเจาะจงถึงกรณีที่ บิดาและหรือมารดา เป็นผู้โอนกรรมสิทธิ์ให้กับ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เท่านั้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม (อ้างอิงตามมาตรา 42 (26) แห่งประมวลรัษฎากร) ซึ่งหมายความว่า หากเป็นการให้อสังหาริมทรัพย์ระหว่างบุคคลอื่นนอกเหนือจากกรณีนี้ หรือเป็นการให้แก่บุตรบุญธรรม จะไม่เข้าข่ายการเสียภาษีการรับให้ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์

2.กรณีการให้สังหาริมทรัพย์ (เงินสด หุ้น รถยนต์ ทองคำ เครื่องประดับ ฯลฯ) ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ และมูลค่าของทรัพย์สินที่ได้รับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ:

  • การรับให้จากบุพการี, ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส: บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้จากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี (ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด), ผู้สืบสันดาน (ได้แก่ บุตร หลาน เหลน), หรือคู่สมรส จะต้องเสียภาษีเฉพาะในส่วนของเงินได้ที่มีมูลค่า เกินกว่า 20 ล้านบาท ในแต่ละปีภาษี (อ้างอิงตามมาตรา 42(27) แห่งประมวลรัษฎากร)

  • การรับให้จากบุคคลอื่น (ที่ไม่ใช่บุพการี, ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส): บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา (เช่น การให้เงินช่วยเหลือญาติที่ไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานในยามเดือดร้อน) หรือจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธี (เช่น ของขวัญในงานแต่งงาน) หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี (เช่น ของขวัญวันเกิด) จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะต้องเสียภาษีเฉพาะในส่วนของเงินได้ที่มีมูลค่า เกินกว่า 10 ล้านบาท ในแต่ละปีภาษี (อ้างอิงตามมาตรา 42(28) แห่งประมวลรัษฎากร)

อัตราภาษีและการคำนวณ ตัวเลขที่ต้องทำความเข้าใจ

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้จะต้องเสียภาษีในอัตราคงที่คือ ร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินในส่วนที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • กรณีการให้อสังหาริมทรัพย์: ผู้โอน (บิดาหรือมารดาที่ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย) จะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท โดยจะทำการเสียภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดิน หรือผู้โอนสามารถเลือกที่จะนำมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินนี้ไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ เพื่อเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติก็ได้

  • กรณีการให้สังหาริมทรัพย์: ผู้รับจะต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับในส่วนที่เกินกว่า 20 ล้านบาท (หากได้รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส) หรือเกินกว่า 10 ล้านบาท (หากได้รับจากบุคคลอื่น) โดยผู้รับก็มีสิทธิเลือกที่จะนำมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินนี้ไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ เพื่อเสียภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติได้เช่นกัน

ตัวอย่างการคำนวณภาษีการรับให้: เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจวิธีการคำนวณภาษีการรับให้มากยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมดังนี้:

  • ตัวอย่างที่ 1 (อสังหาริมทรัพย์): คุณพ่อได้ทำการโอนที่ดินให้กับลูกชายที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีราคาประเมินของที่ดินอยู่ที่ 35 ล้านบาท คุณพ่อซึ่งเป็นผู้โอนจะต้องเสียภาษีการรับให้ โดยคำนวณจากส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ดังนี้: (35,000,000 - 20,000,000) × 5% = 15,000,000 × 0.05 = 750,000 บาท

  • ตัวอย่างที่ 2 (สังหาริมทรัพย์ - จากบุพการี): คุณยายให้เงินสดกับหลานชายจำนวน 25 ล้านบาท หลานชายจะต้องเสียภาษีการรับให้ โดยคำนวณจากส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ดังนี้: (25,000,000 - 20,000,000) × 5% = 5,000,000 × 0.05 = 250,000 บาท

  • ตัวอย่างที่ 3 (สังหาริมทรัพย์ - จากบุคคลอื่น): ในวันขึ้นบ้านใหม่ เพื่อนของคุณให้ของขวัญเป็นเงินสดจำนวน 12 ล้านบาท คุณจะต้องเสียภาษีการรับให้ โดยคำนวณจากส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท ดังนี้: (12,000,000 - 10,000,000) × 5% = 2,000,000 × 0.05 = 100,000 บาท

ขั้นตอนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีรับให้ ช่องทางและวิธีการ

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้สามารถเลือกวิธีการเสียภาษีได้ 2 รูปแบบ คือ เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่น หรือเลือกที่จะนำเงินได้จากการรับให้นั้นไปรวมกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีต่ำกว่าร้อยละ 5

  • การยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยกระดาษ: ในกรณีที่เลือกยื่นแบบกระดาษ ผู้เสียภาษีจะต้องระบุจำนวนเงินได้และภาษีที่เกี่ยวข้องในรายการ “เงินได้จากการให้หรือการรับ” ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 สำหรับผู้มีเงินได้จากหลายแหล่ง หรือ ภ.ง.ด. 91 สำหรับผู้มีเงินได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว)

  • การยื่นแบบแสดงรายการภาษีออนไลน์ (E-Filing): สำหรับผู้ที่สะดวกในการยื่นแบบออนไลน์ สามารถทำได้โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร (www.rd.go.th) และเลือกเมนู “ยื่นแบบออนไลน์” จากนั้นให้เลือกประเภทเงินได้เป็น “เงินได้จากการให้หรือการรับ (มาตรา 40(8))” ในขั้นตอนการกรอกข้อมูล ให้ระบุเงินได้พึงประเมิน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) และที่สำคัญคือทำเครื่องหมายในช่อง “ต้องการเสียภาษีโดยไม่รวม” หากต้องการเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยไม่นำไปรวมกับเงินได้อื่น

การทำความเข้าใจในรายละเอียดของ "ภาษีการรับให้" เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การส่งต่อทรัพย์สินระหว่างบุคคลในครอบครัวมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับให้

ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เงินได้จากการรับให้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้จะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาแสดงในการยื่นแบบรายการภาษีตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

สำหรับเงินได้จากการรับให้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนของปีภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม (ภ.ง.ด.94) ภายในเดือนกันยายนของปีภาษีนั้น

ส่วนเงินได้จากการรับให้ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมของปีภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด.90) ภายในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีภาษีนั้น อย่างไรก็ตาม หากเลือกยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ (E-Filing) จะได้รับการขยายเวลาการยื่นออกไปอีก 8 วัน

บทวิเคราะห์ ภาษีการรับให้ในบริบทประเทศไทย

โดยสรุปแล้ว "ภาษีการรับให้" หรือภาษีการให้ เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บจากทรัพย์สินที่ได้รับมาโดยเสน่หาในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมการจัดเก็บภาษีการรับมรดกและป้องกันการเลี่ยงภาษีดังกล่าว กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดยกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับ โดยมีอัตราภาษีคงที่ร้อยละ 5 สำหรับมูลค่าทรัพย์สินส่วนที่เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (10 ล้านบาทสำหรับผู้รับจากบุคคลอื่น และ 20 ล้านบาทสำหรับผู้รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสามารถเลือกที่จะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 โดยไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่น หรือจะนำไปรวมเพื่อคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปกติก็ได้ และมีกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่ได้รับเงินได้

ผลกระทบต่อการส่งต่อความมั่งคั่งในครอบครัวและความเป็นธรรมทางภาษีในประเทศไทย

ประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับภาษีการรับให้คือ ผลกระทบต่อการส่งต่อความมั่งคั่งภายในครอบครัว และความรู้สึกถึงความเป็นธรรมของระบบภาษีโดยรวม ในสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมการส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มแข็ง ภาษีการรับให้จึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อการวางแผนทางการเงินของหลายครอบครัว

ในบริบทของประเทศไทย ที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นท้าทาย ภาษีการรับให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ เนื่องจากเป็นการเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับทรัพย์สินมาโดยไม่ได้เกิดจากการทำงานหรือการลงทุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นมักจะมุ่งเน้นไปที่อัตราภาษีและเกณฑ์การยกเว้นที่เหมาะสม นอกจากนี้ในความเป็นจริง การจัดเก็บภาษีการรับให้ในประเทศไทยอาจเผชิญกับความท้าทายหลายประการ แบ่งได้ดังนี้

  • ความเข้าใจและการตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายภาษีนี้ในหมู่ประชาชนยังไม่แพร่หลายนัก หลายคนอาจยังไม่ทราบถึงหน้าที่ในการเสียภาษีเมื่อได้รับการให้ทรัพย์สิน ทำให้เกิดปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ

  • เกณฑ์การยกเว้นที่ค่อนข้างสูง (10 ล้านบาท และ 20 ล้านบาท) อาจทำให้การจัดเก็บภาษีจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำในภาพรวมมากนัก นอกจากนี้ การกำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างกันตามความสัมพันธ์ของผู้ให้และผู้รับก็อาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรมในบางกรณี

  • การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังหาริมทรัพย์บางประเภท อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้เสียภาษีและเจ้าหน้าที่ได้

  • การวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อาจเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความรู้และทรัพยากรเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีการรับให้ไม่บรรลุผลเท่าที่ควร

ดังนั้น แม้ว่าภาษีการรับให้จะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการสร้างความเป็นธรรมทางภาษี แต่การพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย เช่น เกณฑ์การยกเว้น อัตราภาษี และวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน อย่างรอบคอบ รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภาษีการรับให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างแท้จริงในบริบทของประเทศไทย

ตารางสรุปภาษีการรับให้ตามข้อกฎหมาย

ข้อกฎหมาย ประเภทเงินได้ ผู้ให้ ผู้รับ มูลค่าที่ได้รับยกเว้นตลอดปีภาษีนั้น มูลค่าที่นำมาคำนวณภาษี มาตรา 42 (26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มีค่าตอบแทน (อสังหาริมทรัพย์) - บิดา มารดา (ผู้โอน) - บุตรชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) (ต่อบุตร 1 คน) ไม่เกิน 20 ล้านบาท เงินได้ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท ผู้โอนหักภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไว้ร้อยละ 5 เลือกไม่นำมารวมคำนวณได้ (ตามมาตรา 48 (4/1) และมาตรา 50 (6)) มาตรา 42 (27) เงินได้จากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หา (สังหาริมทรัพย์) - บุพการี - ผู้สืบสันดาน - หรือ คู่สมรส บุคคลธรรมดา ไม่เกิน 20 ล้านบาท ผู้รับเลือกเสียภาษีร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท โดยไม่นำไปรวมคำนวณ หรือนำมารวมคำนวณ ตามมาตรา 48 (1) และมาตรา 48 (2) (ตามมาตรา 48 (6)) มาตรา 42 (28) เงินได้จากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธี
หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี (สังหาริมทรัพย์) - มิใช่ บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือ คู่สมรส นิติบุคคล บุคคลธรรมดา ไม่เกิน 10 ล้านบาท ผู้รับเลือกเสียภาษีร้อยละ 5 ของเงินได้ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท โดยไม่นำไปรวมคำนวณ หรือนำมารวมคำนวณ ตามมาตรา 48 (1) และมาตรา 48 (2) (ตามมาตรา 48 (7)) มาตรา 42 (29) เงินได้ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ที่ผู้ให้แสดงเจตนา
หรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา / กิจการศึกษา / กิจการสาธารณประโยชน์
ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง (สังหาริมทรัพย์) - บุคคลธรรมดา - นิติบุคคล - บุคคลธรรมดา ไม่จำกัดจำนวน ได้รับยกเว้นเงินได้ (ตามมาตรา 42 (29))

เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...