โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

[บทความ] เงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเท่าไหร่ถึงปลอดภัย ? เมื่อการวางแผนเงินเป็นของทุกคน ไม่ใช่แค่คนรวย

BT Beartai

อัพเดต 25 เม.ย. 2568 เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2568 เวลา 08.36 น.
[บทความ] เงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเท่าไหร่ถึงปลอดภัย ? เมื่อการวางแผนเงินเป็นของทุกคน ไม่ใช่แค่คนรวย

เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ แต่กำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวได้ช้าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น หลายคนเผชิญความท้าทายทางการเงินมากขึ้น ทำให้การเตรียมพร้อมเรื่องการเงินส่วนบุคคลยิ่งเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้

ดังนั้น การมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอจะช่วยให้เราพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงานกะทันหัน ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม

ล่าสุด สมาคมนักวางแผนการเงินไทยออกโรงเตือนประชาชนเร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินในปี 2568 นี้ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งจากภาวะข้าวยากหมากแพงภายในและภายนอกประเทศ

ความสำคัญของเงินสำรองฉุกเฉิน

เงินสำรองฉุกเฉิน เปรียบเสมือนเบาะกันกระแทกทางการเงินที่ทุกคนควรมีไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีเงินก้อนนี้ช่วยให้เราจัดการปัญหาฉุกเฉินโดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่มหรือนำเงินลงทุนระยะยาวออกมาใช้ก่อนกำหนด

อย่างไรก็ตาม การจะเก็บเงินสำรองจำนวนมากถึงครึ่งปีหรือหนึ่งปีของรายจ่ายได้นั้น ต้องอาศัยวินัยการออมเงินสม่ำเสมอ หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือ “เก็บออมก่อนใช้” ทุกครั้งที่มีรายได้เข้าบัญชี ให้กันส่วนหนึ่ง (เช่น 10-20%) ไปเก็บไว้เป็นเงินออมฉุกเฉินทันที เมื่อทำต่อเนื่องก็จะสร้างนิสัยการเงินที่ดีในระยะยาว และเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็จะบรรลุเป้าหมายเงินสำรองที่ตั้งไว้ในที่สุด

อย่างไรก็ดี ในปี 2022 มีการสำรวจพบว่าถึง 67.5% ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมเลย ทำให้เมื่อรายได้สะดุดจะขาดสภาพคล่องทันที ข้อมูลนี้พบว่าคนไทยจำนวนมากยังมีเงินออมไม่เพียงพอ

ควรมีเงินสำรองเท่าไหร่ถึงจะพอ ?

หลักเกณฑ์การกันเงินสำรองโดยผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย มักแนะนำคือประมาณ 6-12 เดือนของรายจ่ายจำเป็นต่อเดือน แต่ตัวเลขนี้สามารถปรับตามความมั่นคงของรายได้และภาระของแต่ละคน สำหรับแนวทางง่าย ๆ สามารถพิจารณาตามกลุ่มอาชีพดังนี้

  • กลุ่มมนุษย์เงินเดือน ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนของเงินเดือน เนื่องจากมีรายได้สม่ำเสมอทุกเดือน กรณีฉุกเฉินเงินก้อนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายช่วงตกงานหรือรักษาตัวได้หลายเดือน
  • ส่วนกลุ่มฟรีแลนซ์ หรือผู้มีอาชีพอิสระ ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินที่มากกว่านั้น คือประมาณ 12 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน เพราะรายได้ไม่แน่นอนและเสี่ยงขาดรายได้ชั่วคราวสูงกว่าพนักงานประจำ

ซึ่งเดิมทีคำแนะนำทั่วไปคือสำรองไว้ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันมองว่าไม่เพียงพออีกต่อไป สมาคมนักวางแผนการเงินไทยจึงปรับคำแนะนำเป็น 6-12 เดือน เพื่อความอุ่นใจ

เพราะการมีเงินก้อนนี้ไว้จะช่วยให้สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่ากินอยู่ ค่าผ่อนบ้าน/รถ และค่าสาธารณูปโภค เพราะในช่วงที่ขาดรายได้ จะได้ไม่ต้องรีบร้อนขายสินทรัพย์ลงทุนระยะยาวหรือก่อหนี้เพิ่ม

แหล่งเก็บเงินสำรองฉุกเฉินที่เหมาะสม

ซึ่งธนาคารกสิกรไทยอธิบายว่าเงินสำรองฉุกเฉินควรเป็นเงินที่มี “สภาพคล่องสูง เบิกถอนได้ง่าย เอามาใช้ได้อย่างรวดเร็ว” เช่น เงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตลาดเงิน และไม่ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงหรือขายยากเกินไป

การเลือกที่เก็บเงินสำรอง ควรคำนึงถึง ความปลอดภัย และ สภาพคล่อง เป็นหลัก เงินก้อนนี้ควรพร้อมใช้ทุกเมื่อโดยไม่เสี่ยงขาดทุนหรือติดเงื่อนไขการถอน ดังนั้นแหล่งเก็บเงินที่แนะนำ ได้แก่

  • บัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำดอกเบี้ยสูง: ฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่แยกต่างหากจากบัญชีใช้จ่ายประจำวัน โดยอาจเลือกบัญชีออมทรัพย์พิเศษหรือบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เพื่อให้เงินยังงอกเงยเล็กน้อยขณะรอใช้งาน ข้อดีคือสภาพคล่องสูง เบิกถอนได้ทันทีผ่าน ATM หรือแอปธนาคาร และปลอดภัยเพราะไม่เสี่ยงตลาดผันผวน
  • ผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีความยืดหยุ่น: เช่น บัญชีฝากประจำที่สามารถถอนก่อนกำหนดได้หรือบัญชีเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบางประเภท ซึ่งมักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไปเล็กน้อย แต่ยังคงถอนใช้ได้เมื่อต้องการ ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไขการถอนและดอกเบี้ยให้ดี (บางบัญชีอาจเสียดอกเบี้ยถ้าถอนก่อนกำหนด)
  • กองทุนรวมตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: เป็นทางเลือกสำหรับผู้ต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยยังรักษาความเสี่ยงต่ำ กองทุนรวมตลาดเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความมั่นคงสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือเงินฝากธนาคาร ผลตอบแทนเฉลี่ยปัจจุบันประมาณ 1.0-1.4% ต่อปี และสามารถขายคืนได้เงินภายในวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งถือว่ามีสภาพคล่องสูงมาก อีกทั้งผลตอบแทนของกองทุนลักษณะนี้ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ทำให้เงินทำงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยโดยยังเบิกใช้ได้เกือบทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

หรือเลือกการกระจายเงินสำรองไว้หลายรูปแบบข้างต้นก็เป็นแนวทางที่ดี เช่น อาจเก็บส่วนหนึ่งในบัญชีออมทรัพย์ไว้เผื่อใช้ทันที 1-2 เดือน และนำส่วนที่เหลือไปพักไว้ในกองทุนรวมตลาดเงินหรือฝากประจำที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทั้งนี้ หลีกเลี่ยงการนำเงินสำรองไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นหรือคริปโตเคอร์เรนซี เพราะมูลค่าอาจลดลงมากในช่วงสั้น ๆ จนกระทบความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวได้

คนไทยกับการวางแผนการเงินในปัจจุบัน

แม้คนไทยจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการออมและวางแผนการเงินมากขึ้น แต่ระดับการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบยังถือว่าต่ำอยู่

ผลสำรวจทักษะทางการเงินปี 2565 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าคนไทยมีความรู้ทางการเงินและพฤติกรรมการเงินดีขึ้น ได้คะแนนเฉลี่ย 71.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่ 60.5% แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีพื้นฐานความรู้ที่ดีขึ้นในเรื่องการจัดการเงินส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน หรือการบริหารหนี้สิน แต่ทว่าในแง่ พฤติกรรม การวางแผนในเชิงรุก เช่น การทำแผนการเงินระยะยาวหรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่แพร่หลายมากนัก

ข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทยระบุว่าขณะนี้มีคนไทยเพียงประมาณ 3% ของประชากรทั้งหมด เท่านั้นที่ใช้บริการวางแผนการเงินอย่างมืออาชีพ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเข้าใจผิดที่ว่า “ต้องรวยมาก ๆ ถึงจะปรึกษานักวางแผนการเงินได้” ทำให้หลายคนลังเลที่จะขอคำแนะนำ

ทั้งที่จริง ๆ แล้วการวางแผนการเงินเหมาะสำหรับคนทุกระดับรายได้ เช่น คนวัยทำงานทั่วไปก็สามารถวางแผนเพื่อเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน ซื้อบ้าน เก็บเงินส่งลูกเรียน หรือเตรียมเกษียณอายุได้เช่นเดียวกับผู้มีทรัพย์สินมาก

ความเข้าใจผิดนี้กำลังถูกแก้ไขผ่านการรณรงค์ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การให้ความรู้ในมหาวิทยาลัย การจัดสัมมนาการเงินสำหรับประชาชนทั่วไป และการเพิ่มจำนวน นักวางแผนการเงิน (CFP) ในประเทศไทยให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น (ปัจจุบันไทยมี CFP จำนวน 703 คน เพิ่มขึ้น 18.5% ในปี 2567) สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าคนรุ่นใหม่เริ่มสนใจเรียนรู้การวางแผนการเงินมากขึ้น

ในด้านพฤติกรรมการออม คนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยออมเงินอยู่แล้วระดับหนึ่ง สัดส่วนประชากรที่มีการออมเงินระยะสั้นถือว่าสูง แต่ปัญหาคือมักออม “ไม่ถึงเป้าหมายที่เพียงพอ” สำหรับเหตุฉุกเฉินหรือเกษียณ บางคนอาจออมเงินไว้แต่เก็บในที่ที่ไม่งอกเงยหรือไม่ปลอดภัย เช่น ฝากเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาที่ดอกเบี้ยต่ำจนเงินเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ หรือนำเงินเก็บไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่กันส่วนเผื่อฉุกเฉิน ผลคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็ยังไม่พร้อม การปรึกษานักวางแผนการเงินหรือศึกษาด้วยตนเองจะช่วยให้วางแผนได้ครบทุกมิติ ทั้งการบริหารสภาพคล่อง การจัดการหนี้ และการลงทุนระยะยาวอย่างเหมาะสม

สุดท้ายนี้ การวางแผนการเงินไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการมีชีวิตเกษียณที่สุขสบาย การส่งเสียบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาเต็มที่ หรือแม้แต่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปัจจุบันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคต

ดังนั้น การเริ่มเก็บออมเพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการวางแผนเหล่านั้น เมื่อเรามีเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแรงแล้ว ก็สามารถวางใจเดินหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ขึ้นได้อย่างมั่นใจ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่า “การวางแผนการเงินที่ดีเป็นของทุกคน” และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวของเราทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...