วิจารณ์ สั่งปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ ลอยแพเด็กนับพัน หลังคลิปนักเรียนร้องเพลงชาติพม่าว่อน
วิจารณ์ สั่งปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ ลอยแพเด็กนับพัน หลังคลิปนักเรียนร้องเพลงชาติพม่าในไทยกลายเป็นไวรัล หวั่นเด็กหลายหมื่นได้รับผลสะเทือน-จี้นโยบายรัฐเอาให้ชัด
วันที่ 5 ก.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในกลุ่มคนทำงานด้านการศึกษา หลังเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำป้ายประกาศติดหน้าศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ฯ โดยระบุว่า “ศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ จัดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการตาม พรบ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 จึงให้ยุติกิจการดังกล่าวทันทีและปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน”
ทั้งนี้ใน เฟซบุ๊ก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2567 นายโชคดี ศรัทธากาล ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้ดร.เสาวพจน์ รัตนบุรี รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ นายสุภนันทน์ จันทรา นิติกรชำนาญการ ดำเนินการร้องทุกข์/กล่าวโทษ กรณีการจัดตั้งสถานศึกษาและการจัดการศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
และวันที่ 4 ก.ย. 2567 นายโชคดี นำคณะลงพื้นที่ติดประกาศให้ยุติกิจการดังกล่าวทันที และปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานจัดการศึกษาให้เด็กเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากประเทศพม่าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีเด็กอยู่ร่วมพัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 แห่ง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ
อย่างไรก็ตามการสั่งปิดศูนย์การเรียนแห่งนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากปัจจุบันมีศูนย์ประสานงานการศึกษาในลักษณะนี้อยู่ในประเทศไทยถึง 63 แห่ง มีเด็กเคลื่อนย้ายจากประเทศพม่ากำลังศึกษาอยู่ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อนมีคลิปเด็กนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งร้องเพลงชาติไทยและเพลงชาติพม่าหน้าเสาธง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าร้องเพลงชาติพม่าชัดกว่าเพลงชาติไทย และมีความเห็นต่างๆจากคนไทยจำนวนมากในลักษณะที่ระบุว่าไม่เหมาะสมเพราะเป็นแผ่นดินไทย เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นในโลกออนไลน์ทำให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้มีการตรวจสอบสถานศึกษาอย่างเข้มข้น
ขณะที่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่งกลับเด็กนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา6 จ.อ่างทอง กลับประเทศพม่า
นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคม 2567 มีการส่งกลับสามเณรไร้สัญชาติ 19 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี กลับพม่า ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ทำให้ประเทศไทยถูกจับตามมองเป็นอย่างมากจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ เพราะความไม่ชัดเจนในนโยบายด้านการศึกษาสำหรับเด็กเคลื่อนย้ายซึ่งส่วนใหญ่อพยพตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
นายสมพงศ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labor Protection Network : LPN) กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ เป็นความบ้าจี้ของกระทรวงศึกษา เนื่องจากคลิปเด็กร้องเพลงชาติพม่าในไทยหรือไม่
แต่ปัจจุบันมีเด็กเคลื่อนย้ายจากพม่านับหมื่นคนเรียนอยู่ในศูนย์การเรียนในลักษณะเดียวกับศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ เพียงแต่ศูนย์การเรียนที่สุราษฎร์ฯแห่งนี้เป็นการออกแบบและประสานงานกันเองของคนพม่าที่เชื่อมต่อกับภาคเอกชนไทยที่ให้เช่าสถานที่ แต่ไม่มีร่มใหญ่
เท่าที่รู้เขาพยายามจะจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เนื่องจากไม่มีเจ้าภาพทำให้ระบบการจัดการอาจมีปัญหา แต่การปิดครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจของศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้อำนวยการ LPN กล่าวว่าในส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีศูนย์ในลักษณะเดียวกับที่สุราษฎร์ฯอยู่หลายแห่งโดยมีศูนย์ใหญ่อยู่ที่ อ.กระทุ่มแบน แต่การออกแบบและบริหารเป็นเครือข่ายชาวพม่าที่อยู่ภายใต้ร่มของ LPN และประสานกับทุกหน่วยงานซึ่งได้เคยมาเยี่ยมดูที่ศูนย์กันหมดแล้ว
อย่างไรก็ตามเมื่อมีคลิปไวรัลของเด็กนักเรียนที่ร้องเพลงชาติพม่าเกิดขึ้นในโลกออกไลน์และกระทรวงศึกษาสอบถามมาว่าใช่เป็นโรงเรียนที่ LPN เป็นร่มให้หรือไม่ ซึ่งตนตอบว่าไม่ใช่ โดยที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัด ตม.และหน่วยงานต่างๆได้เข้าไปเยี่ยมแล้วเพื่อให้เห็นการจัดการร่วมกันอย่างไรในการดูแลคุ้มครองเด็ก ซึ่งเราได้ทำเอกสารประวัติเด็กครบทุกคนและรู้ว่าพ่อแม่อยู่ที่ไหน เพื่อให้รู้ตัวตน
นายสมพงศ์ กล่าวว่า การจดทะเบียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การจัดทำหลักสูตร ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่
“ที่ผ่านมามีเด็กจำนวนหนึ่งทะลักเข้าประเทศไทยเนื่องจากต้องหนีสงครามและความขัดแย้งในประเทศพม่า และผู้ปกครองหนีการเกณฑ์ทหาร ทำให้เข้าเรียนระหว่างเทอมไม่ได้ และไม่รู้จะไปไหนจึงต้องใช้ศูนย์การเรียนในลักษณะนี้ และผมเรียกว่าเป็นฝึกอบรมเด็กเพื่อเตรียมความพร้อม ตอนนี้มีเด็กเข้ามาเยอะมาก ทั้งใน กทม.และปริมณฑล”นายสมพงค์ กล่าว
ผู้อำนวยการ LPN กล่าวว่า ในระดับนโยบายรัฐบาลต้องเข้าใจต้นทางของเด็กเหล่านี้ให้มากเพราะการใช้เรื่องความมั่นคงเป็นหลักโดยการจับและผลักดันกลับอย่างเดียวไม่เป็นผลดี เพราะเหมือนกับส่งเขากลับไปตายและคนเหล่านี้ต่างหนีร้อนมาพึ่งเย็น ที่สำคัญคือการดูแลและคุ้มครองเด็กควรประกาศให้ชัดเจนว่าเด็กทุกคนที่เกิดและอยู่ในประเทศไทย หรือเป็นผู้ติดตาม รัฐต้องให้การปกป้องคุ้มครอง
“ศูนย์การเรียนแต่ละแห่งที่ตั้งขึ้นมา ภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมและกำกับดูแล ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ไม่ใช่จ้องที่จะปิดเขา ควรมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อเป้าหมายในการดูแลคุ้มครองเด็ก อย่าลืมว่าศูนย์เหล่านี้ทำหน้าที่ดูแลเด็กแทนรัฐด้วยซ้ำไป เพราะรัฐเองไม่มีนโยบายเชิงรุกที่จะเข้ามาดูแลเด็กกลุ่มนี้
แต่การที่รัฐไปชี้นิ้วบอกอันนั้นผิด อันนี้ผิด ทำให้จะตายกันหมด ถ้าคุณเอากฎหมายเข้าไปจัดการกับศูนย์การเรียนทั่วประเทศ ผิดหมดเลยเพราะบางศูนย์ไม่ได้มีสถานภาพที่จะไปจดเบียน มีเด็กไม่น้อยกว่า 5-6 หมื่นคนอยู่ในศูนย์การเรียนแบบนี้”นายสมพงศ์ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิจารณ์ สั่งปิดศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ ลอยแพเด็กนับพัน หลังคลิปนักเรียนร้องเพลงชาติพม่าว่อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th