“การบินไทย” กำไรสุทธิ Q2/67 ร่วงเหลือ 306 กำไรต่อหุ้น 0.14 บาท ลดลงจากปีก่อน 0.90 บาท/หุ้น
"การบินไทย" กำไรสุทธิ Q2/67 ร่วงเหลือ 306 กำไรต่อหุ้น 0.14 บาท ลดลงจากปีก่อน 0.90 บาท/หุ้น EBITDA อยู่ที่ 4,401 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน
วันที่ 9 สิงหาคม 2567 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัทมีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินทั้งสิ้น 77 ลำ โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 บริษัทมีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบินเฉลี่ย 13.1 ชั่วโมง
ปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 และปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RFK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 เมื่อบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ปรับตัวลดลงจาก 79.2% ในงวดเดียวกันของปีก่อนเป็น 73.2% โดยไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่ความต้องการเดินทางของผู้โดยสารต่ำที่สุดของปี
ในขณะที่ในปี 2566 อุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในระยะฟื้นตัวจากปริมาณความต้องการเดินทางของผู้โดยสารคงค้าง การเปิดประเทศของจีน และการผ่อนคลายและยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในไตรมาสที่ 2 ของปีก่อนอยู่ในระดับสูงกว่าภาวะปกติ
อย่างไรก็ตามรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมันและค่าเบี้ยประกันภัย) อยู่ที่ 3.07 บาท และจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 3.81 ล้านคนคน เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 3.4 และร้อยละ 13.7 ตามลำดับ
สำหรับด้านการขนส่งสินค้า มีปริมาณการผลิตด้านพัสดุภัณฑ์ (ADTK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.5 และปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (RFTR) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.4 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
ในขณะที่อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (Freight It Load Factor) เฉลี่ยเท่ากับ 51.5% ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่องมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งดียว) ทั้งสิ้น 43,981 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 6,600 ล้านบาท (17.7%)
โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากกิจการขนส่งที่เพิ่มขึ้น 5,323 ล้านบาท (15.2%) เนื่องจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และเส้นทางบินที่ให้บริการเพื่อรองรับปริมาณความต้องการเดินทางของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 4,963 ล้านมาท (159%) และมีรายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัยภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น 360 ล้านบาท (9.4%)
นอกจากนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากกิจการอื่นเพิ่มขึ้น 724 ล้านบาท (37.3%) และมีรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 553 ล้านบาท (150%) ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 9,251 ล้านบาท (32.1%) ตามปริมาณการผลิตและหรือปริมาณการขนส่ง จำนวนเที่ยวบิน จุดบิน และผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอัตราค่าบริการภาคพื้น ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าของเงินบาทที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่ที่อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศสูงขึ้น
ส่งผลให้บริษัท และบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 5,925 ล้านบาท ต่ำกว่างวดเดียวกัน ของปีก่อน 2,651 ล้านบาท (30.9%) และสำหรับต้นทุนทางการเงิน (ซึ่งเป็นการรับรู้ต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9: TFRS 9) จำนวน 4,796 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 829 ล้านบาท (20.9%)
บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว สาเหตุหลักจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ถึงแม้จะมีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม และกำไรจากการขายสินทรัพย์
โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นค่าใช้จ่ายรวม 809 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 314 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 1,959 ล้านบาท โดยเป็นกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 306 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.14 บาท ลดลงจากปีก่อน 0.90 บาทต่อหุ้น (86.5%) โดยมี EBITDA หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบิน รวมค่าเช่าเครื่องบินที่คำนวณจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง (Power by the Hour) เป็นกำไรจำนวน 4,401 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 4,906 ล้านบาท (52.7%)
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมจำนวน 270,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 31,535 ล้านบาท (13.2%) หนี้สินรวมมีจำนวน 310,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 28,823 ล้านบาท (10.2%) ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ติดลบจำนวน 40,430 ล้านบาท ติดลบลดลงจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 2,712 ล้านบาท