‘เมืองลับแล’ ซีรีส์ที่เล่นล้อกับแนวคิดชายเป็นใหญ่ โดยให้อำนาจผู้หญิงเป็นใหญ่ แล้วผู้ชายถูกมองเป็นวัตถุบ้าง เพื่อทวนถามว่า สังคมแบบนี้ เวิร์คตรงไหนล่ะ?
ขณะที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในทุกวันนี้ ว่าการปฏิเสธแนวคิดชายเป็นใหญ่ก็เท่ากับการให้ผู้หญิงขึ้นมาเป็นใหญ่แทน ซึ่งแน่นอนว่าการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้ต้องการปลายทางแบบนั้น และวิธีการของซีรีส์ ‘เมืองลับแล’ จาก เวิร์คพอยท์ ก็น่าสนใจเอามากๆ ในการเสนอภาพอีกด้านที่สุดโต่งให้ดูกันไปเลย ว่าท้ายที่สุดการให้เพศหนึ่งเพศเดียวเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเพศไหนๆ ก็ไม่เวิร์คทั้งนั้น ตราบใดที่ในสังคมยังปลูกฝังความคิดว่าคนเราไม่เท่าเทียมกันเพียงเพราะเรื่องเพศ และนำไปสู่การเลือกที่จะ ‘ไม่อยู่ร่วมกัน’
ข้ามผ่านสายหมอกที่เป็นประตูทางผ่าน จะเจอเมืองที่มีแต่ผู้หญิงนามว่า ‘เมืองลับแล’ ที่สะท้อนภาพความเป็นหญิงอันแข็งแกร่งที่พวกเธอสามารถปกครองเมืองและใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่ต้องมีผู้ชายมาปกป้องได้ ทว่า กลับมีประเพณีสืบทอดกันมาชั่วนาน เพราะเมื่อถึงเวลาผลัดเปลี่ยนหา ‘แม่เมือง’ คนใหม่ แม่หญิงที่มีรอบเดือนครบ 60 รอบ จะต้องเข้าร่วมพิธีล่าผู้มาร หรือพูดกันภาษาบ้านๆ ว่า ‘ล่าผู้ชาย’ ที่เป็นเหมือนมารร้ายในสายตาชาวเมือง เพื่อจุดมุ่งหมายในการให้กำเนิดลูกสาวให้เมืองแห่งนี้มีประชากรหญิงเพิ่มขึ้นต่อไปก็เท่านั้น
แต่ถ้าแม่หญิงใด ไม่ผ่านคุณสมบัติความเป็นหญิงที่ดีตามนิยามของเมืองลับแล ชีวิตของพวกเธอและครอบครัวจะต้องลำบาก บ้างก็ถูกกดขี่จากผู้หญิงด้วยกัน…แบบนี้ ผู้ชายที่คิดว่าเลวร้ายทุกคน จะเลวร้ายเท่าผู้หญิงที่ใช้การเมืองกดทับผู้หญิงด้วยกันเองหรือไม่? นี่เป็นสารที่ซีรีส์ชวนให้ผู้ชมร่วมหาคำตอบนี้ไปพร้อมๆ กับสาวๆ ในเมือง ที่ทั้งชีวิตถูกปลูกฝังมาให้เกลียดผู้ชาย จนลืมไปว่าเราไม่ควรตัดสินใครเพราะเพศ แต่ควรเป็นที่ปัจเจกบุคคลมากกว่า
ซีรีส์เรื่องนี้ได้เล่นกับค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่ยังฝังรากลึก ไม่ว่าจะชุดความคิดที่ผู้ชายมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ มองผู้หญิงเป็นเครื่องจักรผลิตลูก มองว่าผู้หญิงจะใช้ชีวิตอยู่ได้ต้องพึ่งพาผู้ชายให้ปกป้องพวกเธอเท่านั้น หรือมองว่าการมีลูกสาวเป็นเรื่องไม่ดีเท่าการมีลูกชาย ด้วยการล้มกระดานความคิดทั้งหมดไปอีกด้าน เปลี่ยนเป็น ผู้หญิงสามารถปกป้องตัวเองได้ ผู้หญิงในเมืองนี้มองผู้ชายเป็นเครื่องจักรผลิตลูก ที่ไม่จำเป็นต้องรักใคร่ ขอแค่มีเซ็กซ์กัน และมี ‘ลูกสาว’ ให้กันได้ก็พอ ส่วนถ้าได้ลูกชาย ก็จะถูกทิ้งทันที
เมืองลับแล ถูกมองว่าเป็นเมืองที่ผลิตคนดี ที่หมายถึงทำตามกรอบความคิดของเมืองนี้ได้ทั้งหมด นั่นคือต้องเป็นแม่หญิงที่ไม่โกหก ไม่ฆ่า ไม่เล่นสวาท และเมื่อถึงเวลาต้องเป็นนักล่าผู้มาร ก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นแม่หญิงแรงงาน ซึ่งไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองอีกต่อไป นั่นทำให้ แม่เมืองบัว (ป๊อก ปิยธิดา) ฝากความหวังอันหนักอึ้งไว้กับลูกสาว ซอมพอ (เพียงฟ้า ยากานิกิ) เพื่อให้เธอได้สืบสายสกุลขึ้นเป็นแม่เมือง แม้ว่าใจจริงแล้ว ซอมพอจะมีความฝันของตัวเองคือการเป็นแพทย์ ช่วยชีวิตผู้คน ไม่ได้อยากทำตามกฎของเมืองนี้แต่อย่างใด โดยเธอมี กาหลา (มะลิ มาริสา) เพื่อนรักของเธอร่วมชะตากรรมการเป็นนักล่าผู้มารร่วมกัน และคอยให้กำลังใจว่า ทางเดียวที่จะหยุดวงจรการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผ่านวาทกรรม ‘คนดี’ นี้ได้ คือต้องขึ้นเป็นแม่เมือง เพื่อเปลี่ยนกฎทั้งหมดนี้ซะ
ตลอดการดำเนินเรื่อง เราจะได้เห็นความเข้มข้นของมุมมองความเป็นหญิงที่เป็นสูตรสำเร็จเดียว และใครที่ไม่พร้อมใช้ ก็จะถูกทำโทษทันที ตั้งแต่ เด็กสาวที่ไม่มีรอบเดือน ที่ถูกมองว่าไม่มีความเป็นหญิงมากพอ หญิงสาวที่จิ๋มไม่สวยพอ จะถูกมองว่าเป็นอัปมงคล ตลอดจนไร้สกิลยั่วยวนผู้ชาย หรือไม่รู้การวางตัวเมื่ออยู่กับผู้ชาย ก็จะไม่ผ่านการคัดเลือกเป็นนักล่าผู้มาร ซึ่งจะเห็นได้ว่า ชุดความคิดเหล่านี้ ล้วนสัมพันธ์กับค่านิยมชายเป็นใหญ่ในชีวิตจริง ที่ผู้หญิงหลายคนถูกวัดคุณค่าความเป็นหญิงด้วยเครื่องเพศ ทั้งการมีประจำเดือน การมีจิ๋ม และการเป็นแม่พันธุ์ที่ดีในการเข้าหาผู้ชาย เพียงแต่ในเรื่องนี้ คนที่กดดันให้ผู้หญิงต้องเป็นตามแบบแผน ก็คือผู้หญิงด้วยกันเอง
และหญิงสาวทั้งหมดนี้ ก็ห้ามมีความรักกับชายหนุ่มที่ไปมีเซ็กซ์ด้วย เพราะเมืองแห่งนี้จะไม่ต้อนรับความรักที่มาจากผู้ชายโดยเด็ดขาด หากมองในบริบทชีวิตจริง มันก็มีส่วนคล้ายๆ กับการที่แม่บางบ้าน ไม่อยากให้ลูกมีความรัก เพราะกลัวผู้ชายจะมาทำร้ายลูก แม้การปิดกั้นแบบนี้ มันจะไม่เคยเวิร์คเลยก็ตาม
เช่นจากที่แม่เมืองบัวปลูกฝังว่า “ข้างนอกมีแต่ผู้มารชั่วร้าย จะอยู่อย่างไร” เพื่อให้แม่หญิงทุกคนก้มหน้ารับชะตากรรมที่เป็นอยู่ในเมือง เพราะโลกภายนอกโหดร้ายกว่านี้นัก หากเจอผู้ชาย ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนภายนอกจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ถ้าเราไม่ลองไปทำความรู้จัก และที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีแล้วจริงหรือไม่? และการที่โดนผู้หญิงด้วยกันตัดสิน ชี้ชะตา ว่าใครควรมีชีวิตอยู่ หรือไม่มีชีวิตอยู่ โดยอ้างว่า แม่โสม ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ได้กำหนดไว้แล้ว มันสมเหตุสมผลจริงหรือเปล่า?
สิ่งที่พิสูจน์ว่า การเป็นหญิงไม่ดีตามขนบเมืองไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้เมืองเสื่อมเสียจนเกิดอาเพศอย่างที่ปลูกฝังกันมา ก็คือการที่ผู้มีอำนาจในเมือง แหกกฎเมืองเพื่อเอาตัวรอดเสียเอง ดังนั้น การปลูกฝังค่านิยมต่างๆ ก็เป็นเพียงการพยายามจัดระเบียบแม่หญิงในเมืองให้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมเท่านั้น ซีรีส์จึงพยายามทำให้เห็นมุมมองด้านอื่นๆ ของหลากหลายตัวละครที่จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า ชีวิตที่ถูกขังไว้แบบนี้ มันอาจจะเป็นเซฟโซน แต่ไม่ใช่ชีวิตที่มีอิสระจริงๆ อย่างเช่น ตัวละคร แม่คุ้มอังกาบ (เมย์ ภัทรวรินทร์) ผู้ได้พลัดพรากจากพี่น้องท้องเดียวกันไปตั้งแต่ตอนเด็กๆ และได้มารู้ว่า หญิงสาวผู้มีสายเลือดเดียวกันนี้ มีชีวิตเป็นปกติสุขอยู่ข้างนอก และเติบโตมาอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองที่มีแต่ ‘ผู้หญิง’ ก็ได้
กระทั่งตัวละคร ซอมพอ ที่ได้เรียนรู้ว่า แม้ผู้ชายหลายคนในโลกข้างนอกจะเลวร้าย และมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศก็จริง แต่ก็มีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนความคิดให้เธอไม่อาจเหมารวมว่าทุกคนเลวร้ายไปหมดได้ เมื่อเธอได้เจอกับ แชน (เจ็ท ATLAS) ที่ให้เกียรติเธอ และไม่ได้คิดลามกอะไรกับเธอ แม้จะมีโอกาสที่จะฉวยโอกาสก็ตาม
เมืองลับแล จึงพยายามสื่อสารกับผู้ชมว่า ไม่ว่าจะเพศใด ก็มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ซึ่งการที่เราจะได้เรียนรู้ว่าใครดี หรือไม่ดี สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการใช้ประสบการณ์ของ ‘ตัวเอง’ ตัดสินเอาเอง เพราะการได้เรียนรู้สังคมที่มีผู้คนหลากหลายด้วยตัวเอง จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้เรา มากกว่าการฟังคำที่ผู้ใหญ่ หรือคนโบราณ ปลูกฝังกันมาว่าห้ามออกนอกลู่นอกทาง เดี๋ยวจะเป็นภัย จนไร้ซึ่งอิสระในการทำตามความฝัน หรือการมีชีวิตของตัวเอง ที่สำคัญ เมืองที่มีเพียงเพศใดเพศหนึ่งมีอำนาจเหนือว่าใคร หรือมีใครที่ตัดสินกันเพราะเพศ มีสิทธิ์กดทับทางเพศ หรือกดขี่ทางเพศกันได้ ย่อมเป็นเมืองที่ไม่ได้น่าอยู่ ไม่ว่านั่นจะเป็นเมืองในจินตนาการ หรือเมืองในสังคมแห่งความเป็นจริงก็ตาม
ปลายทางของเรื่องราวใน ‘เมืองลับแล’ จะจบลงอย่างไร ซอมพอและกาหลาจะสามารถเปลี่ยนกฎนี้ให้ยุติธรรมขึ้นได้หรือไม่ คอยติดตามรับชมได้ที่ ช่อง เวิร์คพอยท์ 23 และ Netflix
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ‘เมืองลับแล’ ซีรีส์ที่เล่นล้อกับแนวคิดชายเป็นใหญ่ โดยให้อำนาจผู้หญิงเป็นใหญ่ แล้วผู้ชายถูกมองเป็นวัตถุบ้าง เพื่อทวนถามว่า สังคมแบบนี้ เวิร์คตรงไหนล่ะ?
- Aya Nakamura ศิลปินหญิงที่คนฝรั่งเศสขวาจัดไม่ยอมรับ เพียงเพราะสายเลือดของเธอคือมาลี
- Sigourney Weaver สุดยอดนักแสดงผู้ยืนยันว่านักแสดงหญิงอาวุโส เป็นได้มากกว่า ‘แม่ยาย’ ในโลกภาพยนตร์
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com