นมเมจิส่งออกปักหมุดอินโด ดันรายได้ปี’67 พุ่ง 1.35 หมื่นล้าน
“ซีพี-เมจิ” ส่งนมพาสเจอไรซ์แบรนด์เมจิ รุกตลาดอินโดนีเซียลอตแรก ยอดขายปี’67 ทะลุ 1.35 หมื่นล้าน เติบโต 2 ดิจิตต่อเนื่อง 3 ปี ก้าวสู่ผู้นำตลาดพาสเจอไรซ์ 60% เอ็มดีลั่นเอกชนไทยพร้อมรับศึกเปิดตลาดเสรี FTA ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เมื่อถึงเวลาลดภาษีนำเข้า “นมผง” 0% ปี 2568
ช่วงที่ผ่านมา ภาพรวม “ตลาดนม” ของประเทศไทยได้รับผลบวกจากการที่ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดนมพาสเจอไรซ์ที่มีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลาย
ตลาดนมโตตามเทรนด์สุขภาพ
นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดนมในปีนี้ถือว่าฟื้นตัวดี ซึ่งซีพี-เมจิถือว่าทำได้ดีมาก มูลค่าตลาดนมเติบโต 11% ในช่วง 6 เดือน ด้านปริมาณ เติบโตราว 9%
บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วอยู่ที่ 56% ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60% ถือเป็นอันดับ 1 ซึ่งเติบโตทั้งกลุ่มผู้บริโภค (B2C) และการจำหน่ายสู่ร้านค้า ร้านกาแฟ (B2B) โดยช่องทางหลักยังคงเป็นโมเดิร์นเทรด
“นมถือเป็นสินค้าอาหารที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน มีอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดหลังวิกฤตโควิด โดยเติบโต 2 หลักต่อเนื่องตลอด อย่างปี 2565 โตถึง 10% ปี 2566 อยู่ที่ 12,000 ล้าน โตขึ้น 12% ซึ่งโตต่อเนื่อง ปีนี้หลังจากที่ได้ปรับราคานมไปประมาณ 3% คาดว่าน่าจะโต 13% หรือประมาณ 13,500 ล้านบาท การปรับราคาไม่มีผลกระทบ เพราะเป็นการปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบสำหรับเกษตรกรเหมือนกันทั้งตลาด”
ล่าสุด ซีพี-เมจิขยายตลาดส่งออกด้วย โดยส่งผลิตภัณฑ์นมเมจิไปจำหน่ายที่ประเทศอินโดนีเซีย เริ่มเดือนสิงหาคม 2567 เป็นเดือนแรก โดยผ่านเครือข่ายในเครือ จากปัจจุบันที่ส่งออกไปยัง 8 ประเทศ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว สหภาพเมียนมา และเวียดนาม แต่ตอนนี้เมียนมายุติก่อน เพราะมีอุปสรรคในด้านการขนส่งสินค้า
“การเปิดตลาดที่อินโดฯนั้น ตอนแรกคนส่วนใหญ่มีคำถามว่าจะไปไหวหรือ นมพาสเจอไรซ์อายุสั้น ซึ่งเราไม่ได้ไปตั้งโรงงานนั้นก็จริง แต่ได้ใช้อุตสาหกรรมการขนส่งห่วงโซ่ความเย็น Cold Chain Logistics คนก็มองว่าจะไหวไหม คือไม่ลองไม่รู้ ล้มเหลวไม่เป็นไร ถ้าเราไม่ลองก็จะไม่มีทางรู้ว่าตลาดจริง ๆ เป็นอย่างไร”
“ตอนนี้ต่างประเทศพัฒนาไปมาก ทั้งเวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ล่าสุด ที่ไปมา กลุ่มรีเทลร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และระบบขนส่ง Cold chain ดีขึ้นเยอะ ฉะนั้นถ้าเราไป เราค่อนข้างมั่นใจ เพราะเตรียมพร้อมทุกขั้นตอน ทั้งมาตรฐาน อย. ฮาลาล และการปรับฉลากสินค้า”
ส่วนโอกาสการตั้งฐานผลิตที่อินโดนีเซีย ยังมองว่ายากพอสมควร เนื่องจากต้องดูปัจจัยน้ำนมดิบของแต่ละประเทศด้วย ซึ่งเราไม่ได้ใช้นมผงมากขนาดนั้น เราใช้น้ำนมดิบ เราเข้าใจรัฐบาลแต่ละประเทศ เขาต้องดูแลเกษตรกรในประเทศเช่นเดียวกับรัฐบาลไทย
ดังนั้น การที่เข้าไปหารือก็ต้องทำให้รัฐบาลมั่นใจว่า ถ้าเราจะไป เราต้องสร้างรากฐานในเชิงของ Ecosystem (ระบบนิเวศ) ไม่ใช่บริษัทได้อย่างเดียว แต่แนวทางของเครือคือ 3 ประโยชน์คือ ประโยชน์ของประเทศที่เราไปลงทุน ประชาชน และบริษัท
“ตลาดในประเทศตอนนี้สัดส่วนอยู่ที่ 73% อีก 27% เป็นตลาดส่งออก หลังเปิดตลาดที่อินโดนีเซียแล้ว บริษัทก็ต้องพยายาม Balance Portfolio คือ ต้องนึกถึงตลาดภายในประเทศก่อน คนไทยต้องมีนมบริโภคเพียงพอแล้วถึงจะส่งออก เรามองทั้ง 2 ส่วน ในประเทศจะรักษาระดับไว้ที่ 70% ต่างประเทศ 30% ในระยะ 5 ปีข้างหน้า”
ชูสินค้านวัตกรรม
พร้อมกันนี้ บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์นมรสชาติใหม่ เช่น นมมัทฉะลาเต้ และลาเต้แบบ 0% ซูโครสแบบไม่ใส่น้ำตาล และอีกส่วนคือ นม Meiji Mixed Milk ที่เป็นนมผสมระหว่างนมข้นจืด นมข้นหวานเป็นเบสสำหรับไว้ชงกาแฟ สร้างความสะดวก และมาตรฐานการตวงให้ง่ายขึ้นสำหรับบาริสต้า
ส่วนน้องใหม่ที่มาแรงคือ กรีกโยเกิร์ต ที่เราเริ่มทำตลาดที่สิงคโปร์-ฮ่องกง และเพิ่งจะวางตลาดในเมืองไทยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนโยเกิร์ตบัลแกเรียเป็นฮีโร่อยู่แล้ว
“เราเป็นคนผลักดันเรื่องการบริโภค (Consumption) และสินค้านมพาสเจอไรซ์ ในมุมของ Functional Product นมโปรตีนสูง (High Protein) และนมแล็กโทสฟรี เป็นแนวทางของบริษัทอยู่แล้ว ที่เน้นเรื่องนวัตกรรม เพราะเวลามีสินค้าใหม่มาก ๆ จะเป็นการกระตุ้นการบริโภคโดยอัตโนมัติ ส่วนตัวอื่น ๆ ที่เป็น Main stream (สินค้าหลัก) ก็มีรสชาติใหม่ ฉลากใหม่
เช่น ปีนี้นำคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนปิกาจู (โปเกมอน) มาใส่บนฉลาก กระตุ้นให้เกิดการบริโภค ได้คุยกับในองค์กรแล้ว เป็นหน้าที่ของ Leader คือ หน้าที่ของผู้นำ ที่ต้องทำให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ใช่เราคนเดียว เราเป็น 60% ที่มีส่วนร่วมในตลาดขายปลีกในปัจจุบันและต้องเป็นผู้นำที่ผลักดันการบริโภค จึงทำให้ตลาดนมพาสเจอไรซ์เติบโต เรารณรงค์บริโภคนมต่อเนื่องทุกปี”
ต้นน้ำ “นมดิบ” พร้อม
หลังจากขยายตลาด บริษัทได้มีการเตรียมพร้อมวัตถุดิบน้ำนมดิบรองรับการขยายตัวของตลาด โดยปัจจุบันมีการรับซื้อจากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ 90% และ ซี.พี.มีการเลี้ยงโคนมผลิตน้ำนมอีก 10%
กลยุทธ์ต้นน้ำ เรามีหน้าที่พัฒนา เราซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก แหล่งที่ซื้อส่วนใหญ่อยู่ในเมืองไทยหมด และเป็นแหล่งที่แชร์ในประเทศ เค้าไมได้ส่งให้เราคนเดียว แต่ส่งให้หลายๆ คน แต่เราต้องไป”คุยกับเขาให้มั่นใจว่าเกษตรกรผลิตนมมาส่งให้ศูนย์รับน้ำนม แล้วถ้าเราเป็นผู้ซื้อ เราจะเป็นผู้ซื้อที่ดี
เมื่อผลิตนมมาส่งศูนย์รับน้ำนม เราจะเป็นผู้ซื้อที่ดี ประเทศไทยมีระบบ MOU คือ การันตีซื้อที่ปริมาณเท่าไหร่ ส่วนราคารับซื้อได้ประกันราคารับซื้อ 22.50 บาท เป็น 22.75 บาท และปรับราคาจำหน่าย 3% ก่อนหน้านี้ (ตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ เพราะนมเป็นสินค้าควบคุม)
มั่นใจรับมือเอฟทีเอ
นางสาวสลิลรัตน์กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องการเปิดตลาดเสรี (FTA) ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ ที่มีการทยอยลดภาษีมาตลอด และจะมีสินค้านมผง เป็นตัวสุดท้ายที่จะลดภาษีเป็น 0% ในปี 2568 นั้น
การประเมินสถานการณ์กับทีมงาน เห็นว่ายังไม่ได้มีผลกระทบ เพราะการลดภาษี 0% ค่อย ๆ ลดมาในแต่ละปีจนเป็น 0% และนมผงไม่ใช่วัตถุดิบที่เราใช้ ต่อให้ลดภาษี 0% เราก็ใช้น้อย
แต่ต้องมองในอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ เกษตรกรจะกลัวหรือไม่ที่มีนมผงล้นหรือออกมาเยอะ แต่น่าจะมีกลไกรัฐบาลควบคุมดูแลอยู่แล้ว เพราะทุกรัฐบาลและทุกประเทศในโลกต้องมีการดูแลผลประโยชน์ หรือช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศก่อน เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ดังนั้น น่าจะมี Mechanic ตรงนี้ เพื่อจะดูว่า จำนวนที่นำเข้าสมดุลกันหรือไม่ รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตนมด้วย
ส่วนภาคอุตสาหกรรม ถ้าเป็นคู่แข่งในไทยจะมีบางส่วนที่เขาสามารถนำนมผงเข้ามาได้มากขึ้น ก็ต้องมีการเตรียมวางแผนว่า จะมีการพัฒนาสินค้าอะไรเพื่อใช้นมผงให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องไม่มองว่า นมผงเป็นศัตรูที่จะต้องไปนั่งแข่งด้วย เพราะจริง ๆ นมผงก็มี Functional Benefit สามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือสร้างประโยชน์ผลิตภัณฑ์อื่น คือมองเป็นเรื่องดี เรื่องของตำแหน่งทางการตลาด Positioning
แต่อุตสาหกรรมบางส่วนก็อาจวิตกกังวลกับสินค้านมนำเข้า โดยเฉพาะ UHT ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดนมในประเทศจะเพิ่มมากขึ้น เราเห็นจากประสบการณ์ที่อื่น แต่ผู้บริโภคในประเทศจะเป็นคนตัดสินเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นมเมจิส่งออกปักหมุดอินโด ดันรายได้ปี’67 พุ่ง 1.35 หมื่นล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net