รู้หรือไม่?...“Greater China” ผลงานเด่นสุดในกลุ่ม “หุ้นจีน” ปีนี้
Wealthy Thai
อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 21.31 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2564 เวลา 15.36 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา“ประเทศจีน” ที่เป็นประเทศแรกๆที่สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสCOVID-19 ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะตัวเลขอัตราการฉีดวัคซีนและอัตราการติดเชื้อ
ซึ่งไม่เพียงจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวขึ้นเป็นอันดับต้นๆยังเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างแข็งแกร่งหลังจากผ่านพ้นสถานการณ์แพร่ระบาดCOVID-19
ในมุมมองการลงทุนจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศในกลุ่ม“ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ที่มีความน่าสนใจที่สุดในตอนนี้แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากดดันอยู่บ้างอย่างนโยบายของภาครัฐที่สั่งระงับการเปิดเสนอขายหุ้นครั้งแรก(IPO) ของAnt Group แบบกะทันหันหรือการเข้ามาดูแล“หุ้นเทคฯ-จีน” ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
โดยวันนี้ทาง‘Wealthy Thai’ จึงอยากขอนำเสนอผลตอบแทนของ“กองทุนหุ้นจีน” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันว่ามีทิศทางเป็นเช่นไรให้แก่ผู้ที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้
“กองGC” แชปม์กลุ่ม‘กองหุ้นจีน’ โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี17.33%
ปัจจุบันมี“กองหุ้นจีน” 71 กองช่วงครึ่งปีแรกเป็นกลุ่มกองทุนที่มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิมากสุดในอุตสาหกรรมกว่า7.1 หมื่นล้านบาทให้ผลตอบแทนเฉลี่ย3.40%“โดยผลตอบแทนของกองทุนรวมหุ้นจีนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกอง(บลจ.)ในประเทศส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกจะแค่บางกองทุนที่ติดลบเพราะนโยบายการลงทุนของบางกองที่ให้น้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีที่สูงจึงทำให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบในช่วงครึ่งปีแรกส่วนกองทุนที่มีผลตอบแทนบวกนั้นจะเป็นกองทุนประเภทไหนเราจะมาดูกัน”
สำหรับกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นที่สุดเป็น“กองทุนเปิดเกรธเธอร์ไชน่า(GC)” จาก‘บลจ.ยูโอบี(ประเทศไทย)’ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณวันที่20 ก.ค. 64) ได้17.33%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุน‘NN (L) Greater China Equity’ เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนโดยกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนอย่างน้อย2 ใน3 ในตราสารทุนหลักทรัพย์ที่โอนสิทธิ์ได้(Transferable securities) ซึ่งออกหรือจดทะเบียนและทำการซื้อขายในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามอง(Emerging countries) ซึ่งได้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีนฮ่องกงและไต้หวัน”
อันดับถัดมาเป็นอีกหนึ่งกองทุนจาก‘บลจ. ยูโอบี(ประเทศไทย)’ ที่มีชื่อกองว่า“กองทุนเปิดยูโอบีสมาร์ทเกรธเธอร์ไชน่า(UOBSGC)” ทำผลตอบแทน(ณวันที่19 ก.ค. 64) ได้13.33%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน‘United Greater China Fund Class A SGD Acc’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนโดยกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงจีนและไต้หวันโดยตลาดหลักทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่ได้แก่ตลาดฮ่องกงตลาดเซี่ยงไฮ้และตลาดไต้หวันซึ่งจะมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีMSCI Golden Dragon”
ถัดมาอันดับที่3 เป็นกองทุนที่ชื่อว่า“กองทุนเปิดไทยพาณิชย์Machine Learning China All Shareชนิดสะสมมูลค่า(SCBMLCAA)” จาก‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ด้วยผลตอบแทน(ณวันที่19 ก.ค. 64) ที่12.64%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทสัญชาติจีนซึ่งจะส่งผลให้กองทุนมีnet exposure ในตราสารทุนดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
แต่ความแตกต่างของกองทุนนี้จะมีการใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ(Quantitative Analysis) ซึ่งมีการใช้เทคนิคทาง“Machine Learning” มาประกอบการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุนโดยหลักทรัพย์ที่กองทุนนำมาพิจารณาจะเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง(H-Share) ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเสินเจิ้น(A-Share) และหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆทั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน
อันดับถัดมาจาก‘บลจ.วี’ ที่มีชื่อว่า“กองทุนเปิดวีไชน่าโกรท(WE-CHIG)” ด้วยผลตอบแทน(ณวันที่19 ก.ค. 64) ที่11.00%
“โดยมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของ‘Matthews Asia Funds – China Small Companies Fund’ (กองทุนหลัก) Class I (USD) ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐเพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
สำหรับนโยบายของกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดขนาดเล็กในประเทศจีนหรือดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีนซึ่งรวมถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนเขตปกครองและเขตอื่นๆเช่นฮ่องกงและไต้หวันในสัดส่วนไม่น้อยกว่า65% ของสินทรัพย์สุทธินอกจากนี้กองทุนหลักอาจลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตอื่นๆทั่วโลก
สุดท้าย“กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน(B-CHINE-EQ)” จาก‘บลจ.บัวหลวง’ ด้วยผลตอบแทน(ณวันที่20 ก.ค. 64) ที่10.90%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนที่ออกโดยบริษัทจีนซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศจีนหรือมีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนและจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับต่างๆเช่นตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกงจีนไต้หวันสิงคโปร์หรือสหรัฐอเมริกาเป็นต้น”
ซึ่งหลักทรัพย์ที่กองทุนจะลงทุนได้แก่หุ้นA-Share, H-Share, American Deposit Recipient (ADR), B-Share, Red-Chips, P-Chips รวมถึงหลักทรัพย์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนในอนาคตโดยกองทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
โดยบริษัทจัดการจะมอบหมายให้‘Allianz Global Investors Asia Pacific Limited’ เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน
“แม้ว่าตลาดหุ้นจีนจะเจอปัจจัยลบจากนโยบายของภาครัฐที่กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาแต่ผลการดำเนินงานโดยรวมของตลาดก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใดซึ่งอาจจะอีกหนึ่งสิ่งสะท้อนให้เราได้เห็นว่าความน่าสนใจของตลาดหุ้นจีนอาจจะไม่ขึ้นอยู่กับหุ้นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวและยังมีแนวโน้มจะเติบโตไปกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อีกด้วย”